Posts (page 2)
Ciara - Fantasy Ride
สาวผิวสีปีนี้เพิ่งจะ 23 นางนี้ ใครๆ ต่างก็คาดการณ์ว่าเธอจะขึ้นเป็น The new Janet Jackson ศิลปินคนโปรดของเจ้าตัว หรือแม้แต่ Beyonce ในตอนนั้นก็ยังมีหนาว...พอมาเจอเข้ากับอิทฤทธิ์ร่มคันโตของเพื่อนร่วมรุ่น Rihanna เข้าไปแค่นั้นแหละ ชื่อของ Ciara แม้ในปีสองปีที่ผ่านมาจะไม่เปรี้ยงปร้าง แต่เชื่อแน่ว่าคอฮิพฮอพ/อาร์แอนด์บีหลายคนแอบติดใจเธอกันตั้งแต่เปิดตัวด้วยอัลบั้ม Goodies ปี 2004 ที่มีซิงเกิ้ลฮ็อตไม่ว่าจะ‘Goodies’ อันดับ 1 US./UK. หรือที่โดนเข้าจังๆ ไม่ว่าจะ ‘1, 2 Step’ feat. Missy Elliott, ‘Oh’ feat. Ludacris และยังได้เข้าชิง Grammy Awards สาขา Best New Artist, Best Rap/Sung Collaboration ในเพลง "1, 2 Step"รวมถึง Best Rap Song และ Best Short Form Music Video ในเพลง “Lose Control” ที่สาว Ciara ได้แกรมมี่ตัวแรกมานอนกอด
หลังจากทิ้งท้ายไว้ที่อัลบั้ม The Evolution ปี 2006 ที่มีซิงเกิ้ลTop 10 ถึง 4 เพลงด้วยกันอย่าง Get Up, Promise, Like A Boy และ Can’t Leave ‘Em Alone ...ปี 2009 Ciara กลับมาอีกครั้งกับงานเพลงชุดที่ 3 Fantasy Ride ที่ชิงเปิดตัวด้วยซิงเกิ้ล official Top10 Never Ever ที่ได้ Young Jezzy มาร่วม feat เมื่อมกราต้นปี กระทั่งมารีสตาร์ทด้วยความแรงแบบพีคสุดๆ กับซิงเกิ้ลที่ 2 ในเพลง สุดเก๋ Love Sex Magic ที่ได้หนุ่มฮ็อตจนเอียนอย่าง Justin Timberlake มาดูเอทแต่งเพลงและโปรดิวซ์ให้จนเหมือนเพลงของตัวเองที่มีสาว Ciara มาสร้างสีสัน ฮา....^_^!
อัลบั้มนี้ยังได้เพื่อนพ้องในวงการไม่ว่าจะ Young Jeezy ,Missy Elliott, The Dream, T-Pain, Ludacris รวมถึงหนุ่มน้อยสุดโหด Chris Brown มาร่วมแจมในเพลง Turntables
Fantasy Ride เปิดตัวที่ #3 Billboard 200 ด้วยยอด 81,000 สร้างสถิติให้ 3 อัลบั้มของเธอนั้นเปิดตัวใน Top3 ทั้งหมดติดต่อกัน แม้จะเป็นอัลบั้มที่เปิดตัวด้วยยอดขายวีคแรกได้น้อยที่สุดในบรรดาอัลบั้มที่ผ่านมา ล่าสุดขายไปแล้วมากกว่า 150,000 ก๊อปปี้
เตรียมพบกันซิงเกิ้ลที่3 ของอัลบั้ม Work ที่ release ที่ UK./US ไปแล้วเรียบร้อยควงคู่มากับเจ๊ MIssy Elliotte อีกรอบ ยังไม่มีอันดับสวยๆ ให้ดูเลยจ้า เพลงคู่กะพี่หยอยน่ะ ติด #10 ก็หรูที่สุดแล้ว

LABEL: LaFace Records

อุตส่าห์ลดทิฐิ ยอมกลับมารวมตัวออกทัวร์อีกครั้ง กับอดีตพลพรรคผองเพื่อน Boyzone ออกอัลบั้มรวมฮิตพร้อมพลงใหม่ ในชื่อชุด Back Again No Matter What สุดจะเวิร์คไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา
มาปีนี้ ป๋าโร Ronan Keating หนุ่มเสียงนุ่มละมุนในวัย 32 เจ้าของเพลงสุดจะฮิต ทั้ง When You Say Nothing At All, Life Is A Rollercoaster, The Way You Make Me Feel รวมถึงเพลงคัฟเว่อร์อย่าง Irish ที่ร้องได้ดีแจ่มแจ๋วไม่แพ้ต้นฉบับ หนุ่มไอริชสุดโรแมนติกของเรา เลือกถอยโซโล่อัลบั้มชุดที่ 5 ที่มาในคอนเซ็ปต์เพลงเพื่อแม่ หันมาลุยเพลงคัฟเว่อร์ตามถนัด และทำได้ดีเชียวล่ะ
“Songs For My Mother” อัลบั้มที่รวบรวม 10 บทเพลงรักสุดซาบซึ้ง ที่ Ronan Keating อุทิศให้กับคุณแม่ Marie Keating ผู้ล่วงลับ นำมาด้วยเพลงเอก Time After Time, Make You Feel My Love, I Believe I Can Fly รวมถึง This Is Your Song เพลงจากอัลบั้มชุดที่ 3 Turn It On ที่ Ronan เคยเขียนเพลงนี้ให้พ่อกับแม่ไว้ โดยคราวนี้มาในเวอร์ชั่นใหม่น่าฟังกว่าเดิม ใช้เวลาบันทึกเสียงเพียงแค่ 2 วันก่อนเข้าช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีที่ผ่านมา ขนเอาวงออร์เคสตร้ามาบันทึกเสียงกันสดๆ ในสตูดิโอ โดยได้ Stephen Lipson ที่เคยฝากผลงานกับ Paul McCartney, Will Young รวมถึง Pet Shop Boys มาเป็นโปรดิวเซอร์ดูแลอัลบั้มสุดจะไพเราะ ฟังสบายชุดนี้ ที่ขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1 UK. ไปเรียบร้อยในช่วงเทศกาล วันแม่ Mother's Day ของคนอังกฤษ และเปิดตัวที่ #4 Irish Charts ก่อนที่จะขยับขึ้นไปอยู่ท็อปชาร์ตในวีคต่อไป .....โฮ่ะๆ เวิร์คจริง ๆ เลยค่ะป๋า อัลบั้มที่วางแผนการตลาดมาเป็นอย่างดี โดยมี Time After Time งานเก่าของสาวร่างเล็ก Cyndi Lauper การันตีความฮิตซ้า

1. "Time After Time"
2. "Make You Feel My Love"
3. "Both Sides Now"
4. "Vincent"
5. "Carrickfergus"
6. "I Believe I Can Fly"
7. "Mama’s Arms"
8. "Wild Mountain Thyme"
9. "Suspicious Minds"
10. "This Is Your Song"


Utada Hikaru
หรือชื่อเรียกที่แฟนเพลงฝั่งอเมริกา-ยุโรปรู้จักในชื่อของ Hikki หรือ Utada เฉยๆ
Utada Hikaru เข้าวงการมาตั้งแต่เมื่อครั้งอัลบั้มเปิดตัว First Love กับยอดขาย 8 ล้านก๊อบปี้เมื่อปี 1999 ผ่านไป 10 ปี วันนี้ เธอคือ1 ในบรรดาซูเปอร์สตาร์นักร้อง-นักแต่งเพลงแห่งแดนปลาดิบที่มียอดขายอัลบั้มสูงสุดของญี่ปุ่น ด้วยวัยที่เพิ่งจะ 26 ปีในวันนี้ สาวอินเตอร์อย่าง Utada ขอโกอินเตอร์ข้ามหัวเอเชียอีกสักที หลังออกอัลบั้มภาษาญี่ปุ่นมาแล้ว 5 ชุด 1 รวมฮิต 1 อัลบั้มภาษาอังกฤษในชื่อ Exodus เมื่อปี 2004 เครดิตศิลปินเจ้าของยอดขายอัลบั้ม-ซิงเกิ้ลทั้งหมดกว่า 36 ล้านก๊อปปี้ พร้อมการถือครองสถิติ “นักร้องสาวที่มียอดขายสูงสุดในเอเชีย”
โผล่มา FF>> ทั้งที แน่นอน สาวฮิกกี้ Utada ก็ต้องมาพร้อมอัลบั้มเพลงสากลลำดับที่ 2 ที่มาครั้งนี้ บุกตลาดวางขายในอเมริกาภายใต้สังกัด Island Def Jam Records อัลบั้มเปิดตัวที่ #178 ใน บิลบอร์ด 200 ซิงเกิ้ลเปิดกระหน่ำวิทยุเพลงสากลบ้านเรา ฮิตติดหูไปแล้วเรียบร้อยกับซิงเกิ้ลเเรก “Come Back To Me” อาร์เเอนบีบัลลาด ที่แม้แต่ Ne-Yo ก็ยังเอ่ยปากชมว่างั้น
กลับมาครั้งนี้
แม้อัลบั้มภาษาอังกฤษชุดแรกจะทำยอดขายได้น้อยที่สุดในชีวิต สาวฮิกกี้ก็ขอทุ่ม ดึงตัวจับคู่ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ดังระดับ
Stargate ระดับ Tricky" Stewart ที่ร่วมงานมาแล้วทั้ง Madonna / Rihanna ตัว Utada เองมีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อร้องแทบจะทุกแทร็คในอัลบั้ม
บันทึกเสียงทั้งที่นิวยอร์ก แอตแลนต้า ญี่ปุ่น รวมถึงแพลนที่จะออกทัวร์โปรโมทอัลบั้มในอเมริกาตามมา แม้ตัวอัลบั้มจะลอยลำเข้าบิลบอร์ดเปิดตัวอย่างไม่สวยหรูเท่าไหร่
แต่มาดูกันที่ยอดขายใน iTunes ของอัลบั้มนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
“This Is The One” ทำยอดดิจิตอลดาวน์โหลดถือครองอันดับ
#19 iTunes US.
Chart โดยที่ผ่านมา ไม่มีศิลปินจากญี่ปุ่นคนไหนสามารถลอยลำผ่านเข้า Top
100 ชาร์ตนี้ได้เลยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

....และนี่ก็คือ
Utada Hikaru ซูเปอร์สตาร์สาวตัวจริงที่เกิดที่เมืองนิวยอร์กแต่ไปโตที่ญี่ปุ่นและในอเมริกา
แต่แหมจะ ไอ้ชุดม่วงๆ ผมม้านี่..คล้ายป้าจินตราไปนิด แฟนคลับอย่าว่ากันเน้อ...


Kelly Clarkson
....แก้วตาขาร็อค...
ทำเอาแฟนคลับแม่สาวAIตัวอวบเสียศูนย์ไปไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะรูปลักษณ์หรือแนวเพลงกับ My December อัลบั้มลำดับ 3 เมื่อสองปีก่อน ที่มาพร้อมซิงเกิ้ลเปิดตัว "Never Again" ที่แม้จะอันดับสูงสุดที่ #8 อัลบั้มเปิดตัวที่ # 2 บิลบอร์ด แต่มันก็กลายเป็นอัลบั้มที่ทำยอดขายได้น้อยที่สุดของ Kelly Clarkson ไปซะนี่
มาปีนี้สาวอเมริกันไอด้อลวัย 26 เจ้าของตำแหน่งปี 2002 กลับมาอีกครั้งกับงานใหม่ลำดับที่ 4 “All I Ever Wanted” ที่เปิดตัวอย่างหรูเริ่ดด้วยซิงเกิ้ลแรกชื่อออกจะแรง “My Life Would Suck Without You” ฝีมือแต่ง- โปรดิวซ์โดย Dr. Luke และ Max Martin ที่อันดับ 1# บิลบอร์ด ด้วยสถิติสุดอลัง ก้าวกระโดดจาก #97 ไป #1 แทนที่ "Womanizer" ของแม่บริท Britney Spears กลายเป็นอันดับ #1 เพลงที่ 2 ต่อจากเมื่อครั้งเปิดตัวที่ "A Moment Like This"เพลงสไตล์บัลลาดที่สาวกเชียร์อยากให้แม่คุณยึดแนวนี้ซะเต็มประดา 'My Life Would Suck Without You' ยังข้ามฝั่งไปโดนใจคอเพลงอังกฤษยึดอันดับ #1 UK. เป็นครั้งแรกอีกด้วย
>> All I Ever Wanted
มาพร้อมกับเหล่าขุนพลนักแต่งเพลง-โปรดิวเซอร์ไม่ว่าจะ
Ryan Tedder ที่กำลังเครื่องร้อน Dr. Luke,
Max Martin, Howard Benson นอกจากซิงเกิ้ล
"I Do Not Hook Up" ที่ถูกวางตัวไว้เป็นซิงเกิ้ลที่ 2
ของอัลบั้มแล้ว ยังมีเพลงอย่าง “Cry” และ “I Want You” สองเพลงสุดเพราะที่
Kelly แต่งเอง และ “I Do Not Hook Up” ที่ได้สาว
Katy Perry มาช่วยแต่งเพลงนี้ให้ และยังมาพร้อมของแถม:
CD+DVD ประมวลภาพเบื้องหลังการทำงานในอัลบั้ม เอ็มวี“My Life
Would Suck Without You” + Photo Gallery สำหรับแฟนคลับที่ตามเชียร์สาวไอด้อลลูกหมูคนนี้อย่างเหนียวแน่น
>> ลูกผัวกวนใจน่ะเหรอ ...ไม่มีค่ะ
อายุอานามผ่านร้อนผ่านหนาว 7 ปีในวงการมาหยุดที่ตัวเลข 26 แต่ Kelly Clarkson ในตอนนี้ก็ยังไม่มีที่ท่าว่าจะมีตัวจริง จับคู่หนุ่มผู้โชคดี มาเข้าพิธีแต่งงานมีลูกผัวขายภาพออกสื่อ เมื่อเทียบกับซูเปอร์สตาร์ในวัยเดียวกัน หนูลี่บอกว่า เธอไม่ได้ปิดกั้นตัวเองหรอกนะ เพียงแต่ยังไม่เจอหนุ่มที่จะมาสู้รบปรบมือ รับกับตารางงาน-ทัวร์ที่ยุ่งเหยิงของเธอได้ ที่ผ่านมาก็คบหาเดทถูกใจมา 2-3 คน แต่ก็ยังไม่มีเวลาให้หนุ่มๆ พวกนี้อยู่ดี ส่วนหนุ่มที่มีข่าวกะเธอน่ะเหรอ ก็ Graham Colton ที่เคยออกทัวร์ด้วยกันนั่นไงล่ะ
Taylor
Swift
>> Taylor Alison Swift หรือ Taylor Swift สาวน้อยอเมริกันจากเพนซิลวาเนีย วัย 19 น้องใหม่แห่งวงการคันทรี่ย์ ที่มีแรงบันดาลใจรุ่นพี่หน้าตาสะสวยไม่แพ้กันอย่าง
LeAnn Rimes เพลงที่เธอร้องเป็นฝีมือเขียนเพลงด้วยตัวเอง
ที่สำคัญ เธอยังเลือกที่จะร้องเพลงที่มาจากตัวเองเท่านั้นอีกด้วย
แค่นี้ก็ไม่ธรรมดาซะแล้ว
>> จุดเริ่มต้นในวงการของ
Taylor Swift ถ้านับกันจริงๆ ก็เพิ่งจะปี 2006 ด้วยการส่งซิงเกิ้ล "Tim
McGraw" ขึ้นไปถึงอันดับ #6 Billboard
Country Charts หลังจากนั้นไม่นาน เดือนตุลาปีเดียวกัน
อัลบั้มแรกชื่อเดียวกับตัวเอง Taylor Swift ก็ได้ฤกษ์วางขาย มีเพลงฮิตติดชาร์ตบิลบอร์ดคันทรี่ย์จากอัลบั้มนี้ถึง
5 ซิงเกิ้ลด้วยกัน
>> Taylor Swift เจ้าหญิงแห่งวงการคันทรี่ย์คนล่าสุดของวงการคนนี้ เป็นเจ้าของสถิติ ศิลปินที่มียอดขายอัลบั้มสูงสุดของปี 2008 ในอเมริกากว่า 4 ล้านชุด จาก 2 อัลบั้ม ซึ่งก็คือ Fearless อัลบั้มล่าสุด และ Taylor Swift ที่อันดับ #3 และ #6 ด้วยยอดขาย 2.1 และ 1.5 ล้านก๊อบปี้ ที่มาพร้อมสถิติ ศิลปินคนแรกที่มี 2 อัลบั้มอยู่ใน Top 10 Year End album Chart ปลายปี 2008 และยังเป็นอัลบั้มแรกของนักร้องสาวคันทรี่ย์ ที่ล็อกอันดับ # 1 Billboard 200 ถึง 8 วีคด้วยกัน โดยมีซิงเกิ้ลฮิต "Love Story" ที่นอกจากจะ สามารถเปิดตัวใน Top 5 Billboard Hot 100 ได้อย่างสวยงามแล้ว ยังกลายเป็นเพลงคันทรี่ย์ดิจิตอลดาวน์โหลดที่มียอดโหลดสูงสุดในประวัติศาสตร์วงการเพลงคันทรี่ย์เลยทีเดียว
>> นี่คือเด็กสาวที่เริ่มต้นชีวิตการร้องและแต่งเพลงด้วยการชนะการแต่งกลอน รบเร้าพ่อแม่ให้ส่งเดโมเทปตัวเองร้องคาราโอเกะเพื่อหวังจะได้เซ็นสัญญาออกอัลบั้มขณะมีอายุได้ 11 ปีเท่านั้น แต่ไม่มีค่ายไหนอ้าแขนรับ แม่หนูน้อยสามารถเขียนเพลง และเล่นกีตาร์ได้ขณะอายุได้ 12 ปีต่อๆ มา เธอเฝ้าเพียรแต่งเพลงเก็บไว้ ในขณะเดียวกันก็ถูกปฏิเสธความฝันมาเรื่อยๆ จนอายุ ได้ 15 วันนั้นของเธอก็มาถึง แต่เธอกลับเลือกที่จะปฏิเสธค่ายยักษ์ใหญ่ระดับ RCA Records ความที่พวกเขาเหล่านั้น ไม่ยอมให้เธอได้ร้องเพลงของตัวเอง ไม่นาน Scott Borchetta ก็จับเธอเซ็นสัญญาพาตัวเข้าสู่สังกัดน้องใหม่อย่าง Big Machine Records สาวน้อยคนเก่งของเราได้เข้าไปอยู่ในทีมนักแต่งเพลงที่อายุน้อยที่สุดที่ถูกจ้างในตอนนั้น
>> ไม่นานนัก "Tim McGraw" ซิงเกิ้ลแรก ก็ตัดโปรโมทช่วงซัมเม่อร์ปี 2006 ตามด้วยอัลบั้มแรกที่ทุกเพลงเป็นฝีมือเขียนและร่วมแต่งเพลงด้วยตัว Taylor Swift เองทั้งหมด มันขึ้นถึงอันดับ #19 Billboard 200 ขายไป 39,000 ก๊อบปี้ในวีคแรก จนในที่สุดอัลบั้มก็พาตัวขึ้นไปถึงอันดับ 1# Billboard Top Country Albums , #5 Billboard 200 ที่เป็นอันดับ #1 ถึง 8 วีคติดต่อกันใน Top Country Albums และคงอยู่ที่ท็อปชาร์ตแบบไม่ต่อเนื่องถึง 24 สัปดาห์ด้วยกัน ลบสถิติมากกว่า 20 สัปดาห์ ที่ The Dixie Chicks และ Carrie Underwood เคยทำไว้ ตำแหน่งเจ้าหญิงคนล่าสุดแห่งวงการคันทรี่ย์ ตกเป็นของสาวน้อย Taylor Swift อย่างไม่ต้องสงสัย MySpace ของเธอ มีผู้เข้าเยี่ยมชมฟังเพลงกว่า 179 ล้านครั้ง อยู่ใน Top 10 MySpace ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากที่สุด (รวมทุกแนวเพลง) เฉพาะในหมวดคันทรี่ย์นั้น เธออยู่ที่อันดับ 1 และยังเป็น MySpace ที่มีผู้เสิร์จหามาที่สุดของปี 2008 อีกด้วย
>> มาถึงที่มาของเพลงฮิต "Tim McGraw" นั้น Taylor Swift เล่าว่า "ตอนที่เขียนเพลงนี้ ฉันคบอยู่กับหนุ่มไฮสคูลที่เขาจะต้องย้ายไปเรียนต่อมหาลัยที่เมืองอื่น ฉันรู้เลยว่าเราต้องเลิกกันแน่ๆ ฉันก็เลยคิดไปต่างๆ นานา ทำยังไงจะทำให้เขาจดจำฉันได้ สิ่งแรกที่ฉันนึกถึงก็คือศิลปินคันทรี่ย์คนโปรดของฉัน ...Tim McGraw" …. 3 เดือนต่อมา สาวน้อยคนสวยของเรา ก็ได้ขึ้นแสดงร้องเพลงนี้ที่งาน Academy Country Music Awards แน่ล่ะว่าเธอได้ร้องเพลงนี้ต่อหน้า Tim McGraw ที่อยู่ในงานนั้น แนะนำตัวเองให้ราชาคันทรี่ย์หวานใจ Faith Hills ได้รู้จักเป็นครั้งแรก จนทำให้แม่หนู Swift ได้ไปเล่นเปิดโชว์ให้กับทัวร์คู่รักของ Tim McGraw & Faith Hill รวมถึง Rascal Flatts
อีกด้วย
>> ซิงเกิ้ลที่ 2 ฝีมือเขียนเพลงของสาวน้อย Swift อีกเช่นกัน "Teardrops On My Guitar" พูดถึงช่วงไฮสคูลที่เธอนั้นไปแอบชอบหนุ่มที่ชื่อ "Drew Hardwick" แต่เขากลับคิดกับเธอแค่เพื่อน แถมยังมาขอปรึกษาเรื่องแฟนของตัวเองกะเธออีกแน่ะ ภายหลังจากที่เพลงนี้เวอร์ชั่นออริจินัลฮิตขึ้นมา มันขึ้นถึงอันดับ #2 บิลบอร์ดคันทรี่ย์ 33# Hot 100 แน่หล่ะเจ้าหนุ่มนั่นก็รู้ทันทีที่เพลงขึ้น... “Drew looks at me…I fake a smile so he won't see”... และเมื่อถูกนำมารีรีลิสอีกครั้งกับมิกซ์ที่มีความเป็นพ็อพมากขึ้น มันก็ขึ้นไปถึงอันดับ #13 Hot 100 / #11 Pop 100 และในปีเดียวกันนี่เอง Taylor Swift ก็ได้รับรางวัลทรงเกียรติในด้านการแต่งเพลง Nashville Songwriters Association International ที่มอบรางวัล Songwriter/Artist of the Year Award นับเป็นศิลปินอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลนี้ เช่นเดียวกับ Grammy Award 2008 เธอได้รับเสนอชื่อเข้าชิง Best New Artist แต่พ่ายให้กับ Amy Winehouse ที่กวาดรางวัลไปเพียบในปีนั้น
>> Fearless อัลบั้มล่าสุดออกวางขายเมื่อปี 2008 เปิดตัวที่อันดับ #1 Billboard ด้วยยอดขาย 592,304 ครองสถิติยอดขายเปิดตัวสูงสูดในบรรดาศิลปินคันทรี่ย์ของปี 2008 มียอดขายเปิดตัวอยู่ที่อันดับ 4 ของปี รองจาก Lil Wayne, AC/DC และ Coldplay ด้วยความพ็อพของงานเพลงในอัลบั้มนี้ที่เข้าสู่ทั้ง 2 ชาร์ต เมนและคันทรี่ย์นี่เอง ชื่อของ Taylor Swift ก็ได้โกอินเตอร์และเป็นที่รู้จักมากขึ้น บวกกับซิงเกิ้ลฮิต ที่เฟรนด์ลี่เลิฟลี่แบบ “Love Story” ที่ดึงเรื่องเล่าแฟร์ลี่เทล โรมิโอ&จูเลียต มาเปรียบเปรยอยู่ในเพลง ส่งผลให้มันเข้าถึงวัยรุ่นซะยิ่งกว่าสาวรุ่นพี่ Carrie Underwood จึงทำให้ Taylor Swift ขึ้นเป็นขวัญใจของใครๆ หลายคนไม่แพ้ Miley Cyrus ทำเอาคอเพลงสากล แทบจะลืมคำจำกัดความว่า ”สาวคันทรี่ย์” ไปเลยทีเดียว นี่คือก้าวแรกเท่านั้นของ Taylor Swift 3 ปีในวงการเพลง กับสถิติมากมาย ด้วยอายุแค่ 18 อ้อไม่ใช่สิ 19 ปีแล้วต่างหาก
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
** ตอนนี้ Taylor อายุ 19 ธันวาปลายปีนี้ เธอถึงจะครบ 20 ถ้าถามว่าเริ่มเข้าสู่วงการเพลงเริ่มอาชีพนี้เมื่อไหร่ คำตอบที่มีให้คือ 10 ขวบ
** อัลบั้มแรกที่ Taylor Swist เรียกร้องที่จะซื้อ คือตอนอายุได้ 6 ขวบ นั่นก็คืออัลบั้มของ LeAnn Rimes ชุดแรกที่แม่หนูน้อยได้เป็นเจ้าของมัน ตอนนั้น LeAnn Rimes ก็เพิ่งจะอายุ 13
** แน่ล่ะหนู Swift ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น การได้ออกทัวร์และเดินทางไปยังที่ต่างๆ จึงเป็นอะไรที่ตื่นเต้น และเป็นเรื่องโปรดปรานของสาวน้อยคนนี้มากๆ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เธอได้บินไปนู่นไปนี่ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สามารถเก็บเกี่ยวเป็นเรื่องราวนำมาแต่งเพลงได้สบายๆ
** การขึ้นชื่อว่าเป็นศิลปินคันทรี่ย์ที่ต้องเดินทางไปแสดงตามรัฐ-หัวเมืองต่างๆ อาทิ Chicago, New York, Dallas, Alabama,Georgia เพิ่งจะอายุแค่นี้ก็ไม่ใช่ข้อแม้ที่เธอจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับรถทัวร์บัส
** อัลบั้มเวอร์ชั่นที่ขายในไทย เพิ่มเพลงฮิตอันดับ 1 จากอัลบั้มแรกอย่าง “Teardrops On My Guitar” และ “Should’ve Said No” และยังได้สาวสุดชิลอย่าง Colbie Calliat มาร่วมแจม
วางขายแล้ว ค่าย Universal นะเออ

"most people don't know how to make love " ...Lily Allen
>> เธอชอบปาร์ตี้ มีคนเรียกเธอว่า นังอ้วน นังอั๊กลี่ Eมาวไม่เลิก แน่ล่ะ...เธอคือศัตรูคู่บี้ปาปาฯ เจ้าของฉายา “นักร้องปากปีจอ” “เจ้าแม่แฟชั่นสุดจี๊ด” (มีแบรนด์เสื้อผ้า-แอสเซสซอรี่-รองเท้าของตัวเองออกมาในปี 2007 ใช้ชื่อ Lily Love) “Teen Icon”, “Queen of MySpace” ทั้งหมดคือฉายาในช่วง 3 ปีในวงการของนักร้องสาววัย 23 Lily Allen อีกหนึ่งทีนไอดอลของยุคนี้ ความภาคภูมิใจของคนอังกฤษที่มาพร้อมกับเทรนด์อะไรๆ ก็ Another Lily Allen ไม่ใช่ Another Michelle Branch or Avril Lavigne…ที่มีลูก*ผัวมากวนใจอีกต่อไป
>> อัลบั้มแรก Alright, Still ปี 2006 ขึ้นถึงอันดับ #2UK. ชาร์ต เช่นเดียวกับซิงเกิ้ลเปิดตัว “Smile” อันดับ #1UK. เมื่อเดือน July 2006 และปลายปีเดียวกันนี่เอง อัลบั้มนี้ ก็ถูกโหวตให้เป็นอันดับ 3 อัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปีของนิตยสาร Mixmag ปี 2007 มันถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลต่างๆ มากมาย ทั้ง Best British Album / BRIT Awards, Best New Artist / MTV Video Music Awards และ 2008 Grammy Award สาขา "Best Alternative Music Album" มียอดขายรวมปัจจุบันกว่า 3,300,000 ก๊อบปี้ทั่วโลก ไม่นับขาแจมที่โหลดอัลบั้มเจ้าแม่ไซเบอร์คนนี้ไปฟัง...ก่อนจะปวารณาตัวเป็นสาวกตัวจริง ชื่อของ Lily Allen กลายเป็นศิลปินระดับ Top ของต้นสังกัดไปในที่สุด
>> แม้สาวจากลอนดอนคนนี้ จะเป็นลูกสาวของโปรดิวเซอร์หนัง มีคุณป๋าเป็นถึงนักแสดง/นักดนตรีนาม Keith Allen แต่ชีวิตในวัยพรีทีนก่อนจะมาเป็น Lily Allen ที่ทั่วโลกรู้จักในวันนี้ เจ้าหล่อนผ่านการย้ายโรงเรียนมาแล้วถึง 13 ครั้งก่อนที่จะเลิกเรียนกลางคัน หันมาค้นพบตัวเอง ถามตัวเองว่าเธออยากเป็นนักร้องแค่ไหน อายุ 15 เธอก็แต่งเพลงได้แล้ว ปีต่อมาเธอก็ก้าวเข้าสู่สังกัดวอร์เนอร์ถือสัญญาในมือเมื่อปี 2002 แต่ขอโทษ คุณเธอออกจะก๋ากั่น มาให้ทำเพลงอิงแนวโฟลค์...ลี่รับไม่ได้ค่ะ ยิ่งฝีไม้ลายมือด้านการแต่งเพลงที่เรียกความมั่นใจเพิ่มขึ้นเป็นแรงผลักดันด้วยแล้ว 2 ปีต่อมา Lily Allen เข้าสู่สังกัด Regal ลูกหม้อของ Parlophone อีกที แต่กระบวนการทำเพลงทุกขั้นตอนทุกก้าวกระโดด...มีเพลงอยู่ในมือก็แล้ว ยังแจ้งเกิดได้เสนอหน้าไปไม่ถึงไหน เธอเลยเอาเดโมของตัวเองที่ทำไว้ ไปโพสต์ที่มายสเปซ ขณะเดียวกับชื่อเสียงเครดิตที่ได้มาจากการร้องเพลงโชว์ตามคลับ ก็ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น “Smile” งานเพลงแรกฝีมือเจ้าตัว ก็เกิดไปโดน เข้าหู Mark Ronson ที่ลงทุนชักชวนให้บินไปร่วมทำเพลงด้วยกันที่นิวยอร์ก และก็ได้เพลงอย่าง “Littlelest Things” ตามมา โดยมี Mark Ronson และ Greg Kurstin โปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันอีกคนที่เข้ามาดูแล จนออกมาเป็นอัลบั้มแรกที่ชื่อ Alright Still ที่ผลจากมายเสปซแท้ๆ พาให้อัลบั้มนี้ ส่งตัวเองข้ามไปเข้า Top 20 ฝั่งอเมริกากะเขาด้วย ได้เข้าชิง Brit Awards ในปีนั้นถึง 5 สาขาด้วยกัน
>> ท่ามกลางข่าวฉาว ชีวิตที่ขึ้นมาเป็นคนดังต้องรับมือกับพวกปาปาฯ มีภาพสะลึมสะลือออกจากคลับเป็นว่าเล่น กลางปี 2007 Lily เขียนในบล็อกมายเสปซว่า ตัวเองเธอนั้น …"อ้วน, น่าเกลียด, น่าสมเพชซะยิ่งกว่า (Amy) Winehouse"… เธอเคยให้สัมภาษณ์ และสารภาพว่า สมัยวัยรุ่นอายุแค่ 14 เธอเคยใช้ยาอี เล่นโคเคน สิงหาปี 2008 เธอบอกกับนักข่าวว่า ..."ฉันไม่ได้พูดว่าจะไม่กลับไปใช้ยาอีก ฉันแค่รู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่คนดีแน่ๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีมันอยู่ "..
>> นอกจากจะดื่มจัดแล้ว เรื่องบุหรี่ก็พอๆ กัน Lily เพิ่งมาเลิกมันก่อนที่จะรู้ตัวว่าท้องตอนที่เดทกับ Ed Simons แห่ง Chemical Brothers ตั้งแต่ช่วงกันยา 2007- ต้นปี 2008 เมื่อมีข่าวว่าเธอแท้ง ตามมาด้วยอัลบั้มที่จำต้องเลื่อนจากเดิมที่จะมีกำหนดออกในปี 2008 ไม่ใช่ต้นปี 2009 ทั้งคู่ก็แยกทางกันไม่นานหลังจากที่ Lily แท้ง ส่งผลให้สาวซ่าส์ของเรา ทำตัวเป็นฟรีเซ็นเตอร์เนเจอร์กิฟอยู่พักใหญ่ให้แฟนๆ ได้ส่ายหน้า ปลายปี 2008 Lily หยุดดื่มตามคำแนะนำนำของนักบำบัดที่ต้นสังกัดส่งมากำราบศิลปินสาวอนาคตซูเปอร์สตาร์คนนี้อย่างจริงจัง และด้วยเหตุผล …"ชั้นโคตรจะเบื่อและเซ็งกับไอ้พวกที่มันหาว่าฉันเมาอยู่ได้ตลอดเวลา "... Lily ยอมเชื่อฟัง ฝืนตัวเองอยู่ได้ไม่นาน ทันทีที่อัลบั้ม “It’s Not Me, It’s You” วางขายพร้อมกับหุ่นที่เฟิร์มเข้าที่ แม่สาวแสบซ่าส์หน้าหวาน Lily Allen คนนี้ ก็กลับมาดื่มอีกครั้ง แน่ล่ะมันต้องรวมถึงช่วงที่เธอเริ่มทัวร์ด้วย
>> It's Not Me, It's You วางขายที่อังกฤษไปเมื่อ 9 กุมภา 2009 และที่อเมริกาในวันถัดมา เปิดตัวที่อันดับ #1 UK. เช่นเดียวกับซิงเกิ้ลแรก ‘’The Fear’’ โดยที่ US. นั้นเปิดตัวที่อันดับ #5 ทันทีที่หยิบ 2 เพลงตัวอย่างไปโพสต์ไว้ที่ MySpace พลางออกตัวว่าอัลบั้มนี้ เธอจะมาพร้อมทิศทางดนตรีแบบใหม่ ครั้งที่แล้วยึดแนวย้อนยุคเรโทร มาถึงยุคนี้ ใครๆ ก็ตามก้นเธอไปซะหมด และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ Lily Allen ไม่เลือกที่จะร่วมงานกับเจ้าเก่าอย่าง Mark Ronson ที่เคยเวิร์คด้วยกันมาแล้ว แต่ดึง Greg Kurstin โปรดิวเซอร์ที่ร่วมงานกันในชุดที่แล้วถึง 3 เพลง (รวมถึงเคยทำเพลงให้ The Bird And The Bee)มาเช่าสตูดิโอในแอลเอ ทำเพลงแต่งเพลงตามติดทุกกระบวนการด้วยกัน เริ่มต้นลงมือในปี 2007 โดย Lily นั้นเขียนเพลงไปพร้อมๆ กับเปียโนที่ Kurstin เล่น ซึ่งแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาตรงที่ เมื่อเพลงเสร็จสมบูรณ์แล้ว Lily คือคนจัดการเนื้อร้องที่เหลือ
>> The Fear ซิงเกิ้ลแรกในแนวอิเลคโทรป็อป และเนื้อหาของอัลบั้มที่ข้องเกี่ยวกับช่วงชีวิตที่ผ่านมา มุมมองโลกที่โตขึ้นตามวัยของสาวคนนี้ ชีวิตเธอ เรียกได้ว่ามีครบทุกรส ทั้ง เผ็ด หวาน เปรี้ยว และ ขม แต่ถึงกระนั้น Lily Allen ก็ยังเป็นแรงบันดาลใจและเป็นไอดอลของสาวๆ อีกหลายคน รวมถึงความหวังของคนดนตรี โลกไซเบอร์ ที่ไม่ได้จำกัดว่าต้องขึ้นอยู่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่เท่านั้น
http://www.lilyallenmusic.com/lily
มาแล้วจ้า FF>> Awards 2008 ที่มาจากการโหวตทั้งในส่วนของ FF>>Staffs และที่สำคัญคือสมาชิกชาว FF>> www.forwardmag.com
ขาประจำทุกคน ที่ปีนี้มีส่วนร่วมกันตั้งแต่เสนอชื่อเข้าชิงทีเดียว
ทำให้ผลที่ออกมานั้นตรงใจชาวบอร์ดมากถึงมากที่สุดแบบเว่อร์ซะไม่มี
ยกแม่บริทคะแนนนำลิ่ว
เหมามาแทบจะทุกสาขา ปีนี้เป็นที่ 8 แล้วจ้า
ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่สละเวลาโหวตกันมา สาขาหนังไม่มี เพราะพี่ VJ งานล้นมือ
ปีนี้เราเพิ่มรางวัลตัวแม่ของบอร์ด
และสมาชิกขวัญใจชาวบอร์ด
มาด้วย
รางวัลไม่มี มีแต่เสียงปรบมือ
และความภาคภูมิใจ
ของพวกเราชาวบอร์ดที่โหวตกันมาจ้า
....มาเริ่มกันเลยที่>>>>
>> Best Female Solo Artist
1. Leona Lewis
2. Britney Spears
3. Beyonce’
4. Mariah Carey
5. Rihanna
>> Best Male Solo Artist
1. Jason Mraz
2. David Archuleta
3. Kanye West
4. Chris Brown
5. Ne-Yo
>> Poppular FF>> Female Artist
1. Britney Spears
2. Leona Lewis
3. Mariah Carey
4. Beyonce
5.Christina Aguirela
>> Best New Artist
1. Leona Lewis
2. Lady Gaga
3. Katy Perry
4. Duffy
5. David Archuleta
>> Favorite Band
1. Coldplay
2. The Pussycat Dolls
3. Girls Aloud
4. Maroon 5
5. OneRepublic
>> Favorite Album
1. Britney Spears – Circus
2. Leona Lewis - Spirit
3. Mariah - E=mc2
4. Jason Mraz - We sing, We Dance, We Steal Things
5. Coldplay - Viva La Vida
>> Single of The Years
1. Bleeding Love - Leona Lewis
2. Womanizer - Britney Spears
3. I'm Yours - Jason Mraz
4. 4 Minutes - Madonna Feat. Justin Timberlake
5. Viva La Vida - Coldplay
>> Loser Of The Year
1. Kevin Federline
2. Janet Jackson
3. Hilary Duff
4. Jessica Simpson
5. Westlife
>> Ugly Awards
1. Amy Winehouse
2. Perez Hilton
3. 50 cent
4. Kelly Osbourne
5. Chris Coker
>> Sexy Awards
1. Britney Spears
2. Beyonce
3. Zac Efron
4. พระเอกเอ็มวี Womanizer
5. Nicole Scherzinger
>> Fashion Icon of The Year
1. Victoria Beckham
2. Rihanna
3. Lindsay Lohan
4. Lady Gaga
5. Gwen Stefani
>> Idol FF>> รุ่นๆ ขวัญใจชาวบอร์ด
1. Britney Spears
2. Leona Lewis
3. David Archuleta
4. Christina Aguilera
5. Rihanna
>> Mom & Baby of the year
1. Britney & Sean & Jayden
2. Kathy & Suri
3. Angelina and all of her children
4. Christina & Max
5. Victoria Beckham & 3 Kids
>> Gay Icon Awards
1. Britney Spears
2. Madonna
3. Kylie Minogue
4. Mariah Carey
5. Beyonce
>> Concert ที่รอคอยปี 2009
1. Britney Spears
2. Madonna
3. Leona Lewis
4. The Pussycat Dolls
5. Jason Mraz
>> Favourite Radio Award
1. 102.5 Get
2. 107 Met
3. เล่น Last. FM ดีกว่า
4. 105.5 Eazy FM
5. 94 EFM
>>>>>> รางวัลของชาวบอร์ด
(รางวัลนี้คะแนนรวมจากสมาชิกด้วยกันเท่านั้น สตาฟไม่โหวตจ้า)
>> ตัวแม่แห่งบอร์ด FF>>
1. มาดามจ๊อกกาโล่
2. นาโอ
3. แม่อีบิดหนี.
4. ผู้ดูแลหอ
5.Disney Boy
>> สมาชิกขวัญใจชาวบอร์ด FF >>
1. Disney Boy
2. ผู้ดูแลหอ
3. นาโอ
4. ป้าเจนนี่คิ้ม
5. =[B]luEDoGu[T]=

Take That
>> บอยแบนด์รุ่นเดอะแห่งเกาะอังกฤษของยุค 90’s จากเมืองแมนเชสเตอร์ เจ้าของยอดขาย 30 ล้านแผ่นเฉพาะช่วงปี 1991-1996 และนี่คือสุดยอดแห่งวงบอยแบนด์ที่ BBC ให้เครดิตพวกเค้าว่า “บอยแบนด์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาะอังกฤษนับตั้งแต่ The Beatles เป็นต้นมา“ เคยได้รับเกียรตินี้ ประกอบไปด้วยสมาชิกที่ว่ากันว่าเป็นชายแท้ทั้งวง (ไม่นับ Robbie Williams แม้จะเคยมีแฟนเป็นหญิง แต่พฤติกรรมก็ยังเข้าข่ายน่าสงสัยใช่ปะ) นำทีมโดยเจ้าของเสียงร้องเมนหลักอัลบั้มยุคแรกๆ น้อยมากที่คนอื่นจะได้เสนอหน้าร้องอย่าง Gary Barlow, Howard Donald, Jason Orange และและอดีตหนุ่มหน้าละอ่อนของวงออกเดี่ยวปุ๊ปหน้าพี่แกก็เหี่ยวปั๊บ Mark Owen หลังจากที่ 4 สมาชิกแยกวงไปในปี 1996 และกลับมารียูเนี่ยนในรอบ 10 ปี ออกอัลบั้มพร้อมทัวร์อีกครั้งในปี 2006 โดยไม่มี Robbie Williams ซึ่งถ้าไม่ยกเอาสถิติและตัวเลขสวยๆ ในชาร์ต ก็แทบจะไม่มีใครเชื่อว่า Take That กลับมาครั้งนี้จะยิ่งใหญ่กว่าเดิม สามารถออกอัลบั้มต่อเนื่องตามมาได้อีก 1 เป็น 2 กับอัลบั้มล่าสุดลำดับที่ 5 ของพวกเขาที่ชื่อว่า The Circus

>> ซิงเกิ้ล แรก "Greatest Day" กลายอันดับ #1UK. เพลงที่ 11 ของน้าๆ Take That ที่เจ๋งซะขนาดเปิดตัวด้วยยอดขายอันดับ #1UK. เฉือนเอาชนะ Circus อัลบั้มชื่อก็เหมือน ธีมก็คล้าย อัลบั้มล่าสุดของสาว Britney Spears ที่เหล่าอาเฮีย TT ขอชี้แจงไว้เลยว่า ไม่ได้ตั้งใจก็อบปี้ ลองดี ท้าแข่ง อะไรทั้งนั้น แฟนคลับแม่บริทโปรดอย่าได้มากัด ก็ในเมื่อของมันถ่ายปกอัลบั้มกันไปแล้ว (น่ากลัวมาก เหี่ยวแห้งกันถ้วนหน้า)อาร์ตก็วางไว้หมดแล้ว วันวางแผงก็กำหนดแล้ว ไอ้ที่คิดอยากจะเปลี่ยน สรุปมันเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ นะขอรับ แต่ยอดขายก็ชนะไปแล้ว 555 ไม่ว่ากัน เอาเป็นว่ามาว่ากันถึงสถิติหลังรียูเนี่ยนที่ Take That ได้มาเพิ่ม ซึ่งก็คือ อันดับ #1UK. เพิ่มอีก 3 เพลง รวมเป็น 11 จาก "Patience" , "Shine" , "Greatest Day" พร้อมอีก 1 ซาวน์แทร็คที่กลายเป็นเพลงฮิตอย่าง "Rule The World" (#2UK.) ที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับวงการเพลงฝั่งอังกฤษ แน่นอนว่าสถิติที่เกิดขึ้นแบบนี้ ไม่ได้มีบอยแบนด์วงไหนที่จะสร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จเช่นนี้กันง่ายๆ แต่ Take That ก็ทำได้ ที่แน่ๆ ตา Robbie Williams มีเหล่แน่นอน เพราะขานั้นก็ลาร้างห่างวงการเพลง ทิ้งท้ายไว้ที่อัลบั้ม Rudebox ปี 2006 แบบชนิดที่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ จนถึงขั้นมีข่าวออกมาว่า ตา Rob น่าจะใจอ่อน ยอมทำใจกับมารียูเนี่ยนกันครบทีมซะที ไม่ทัวร์รอบใดก็รอบหนึ่งเซอร์ไพรส์ให้กับแฟนๆ
>> อัลบั้ม Circus ยังมาพร้อมกับทัวร์คอนเสิร์ต “Take That presents The Circus Live” 2009 ซึ่งถ้าไม่ฝันหวังสูงเกินไป เชื่อแน่ว่าคอเพลงพ็อพคลั่งบอยแบนด์ปลายยุค 90’s บ้านเรา น่าจะลุ้นอยากดูคอนเสิร์ตของพวกเค้ากันอีกสักรอบหลังจากที่ 4 หนุ่มสมัยไม่มี Robbie เคยมาเปิดคอนเสิร์ตที่บ้านเรากันไปแล้วที่อินดอร์หัวหมาก แต่ขอโทษคนดูน้อยมาก จะกล้ามาอีกหรือเปล่าไม่รู้แฮะ แต่ว่ากันว่าทัวร์ครั้งนี้ของ Take That ก็ได้สร้างสถิติเป็นทัวร์ที่ขายตั๋วได้ดีที่สุดใน UK. เท่าที่เคยมีมา คือวันเดียว ขายได้ 6 แสนใบ ใน 5 ชั่วโมง ลบสถิติเดิมที่ Michael Jackson ทำไว้กับ Bad World Tour เมื่อครั้งปี 1987
Brit Award 2009 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภานี้ Take That มีชื่อเข้าชิงสาขา "Best Group" และเป็น 1 ในศิลปินที่จะขึ้นแสดงในงาน ซิงเกิ้ลที่ 2 ของ 'The Circus' กำหนดไว้แล้ว นั่นก็คือ 'Up All Night' 2 มีนาที่จะถึงนี้
Take That UK No. 1 Singles
Pray (July 1993)
Relight My Fire (October 1993)
Babe (December 1993)
Everything Changes (April 1994)
Sure (October 1994)
Back for Good (April 1995)
Never Forget (August 1995)
How Deep is your Love (March 1996)
Patience (December 2006)
Shine (March 2007)
Greatest Day (December 2008)

David Archuleta
พักนี้ไม่รู้เป็นไร เห็นซิกเห็นอวาร์ต้าของสมาชิก FF>> ในบอร์ดแล้วใจมันหวิวๆ พลอยได้หลอมละลายไปกับรอยยิ้มคุณน้องหน้าละอ่อนวัยเพิ่งจะ 18 ส่วนสูง 169 ซม. นาม David Archuleta ซะให้ได้
ก็นี่แหละจ้า เจ้าของตำแน่งรองชนะเลิศ American Idol ซีซั่นที่ 7 ที่ประกาศไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2008 ปีล่าสุด ที่มี The Winner ชื่อว่า David Cook ยังไงล่ะ ว่ากันว่าพ่อหนุ่ม Archuleta ของสาวๆ หนุ่มๆ ผู้มีรสนิยมรักเด็กนั้น แพ้คะแนนโหวตไปแบบเฉียดฉิวเส้นยาแดงผ่าแปดมั่กๆ แต่ก็ได้คะแนนไปตั้ง 44% 97ล้านโหวตแม่ยก อีกทั้งซิงเกิ้ล “Crush” และเพลงที่เหลือในอัลบั้มของคุณน้อง ก็ฮิตนำร่องเข้าไปสิงสถิตย์อยู่ใน Top Last Fm. ของใครบางคนแถวเนี๊ยแหละ แบบไม่ยอมให้น้อยหน้ากระแสโรคพ่ายแพ้ความน่ารักของ David Archuleta ที่กำลังฟีเว่อร์ เป็นเอามากค่ะบอร์ด FF>> หลายๆ รางวัลไม่ว่าจะ Best Male, Best New Artist, Idol FF>> จึงมีชื่อของพ่อหนุ่มน้อย David Archuleta คนนี้ เข้ามาแผ่รัศมีประดุจจตุรเทพน้อยมาจุติ จนทำให้หลายๆ คน (แถวนี้) ที่กลัวจะเชยไม่ทันชาวบ้านเค้า ต้องหันมาให้ความสนใจว่า ไอ้เจ้าเด็กจ่ำม่ำหน้าตาหน้าหม่ำคนนี้ พ่อเป็นใครกัน เพลงเป็นยังไงหรา? ไหนจะคว้ารางวัล Most Fanatic Fans และ Best Smile (อ๊ายมีด้วยเหรอ?) จาก Teen Choice Awards 2008 มานอนกอดได้ด้วยอีก อย่างงี้ไม่พาตัวมาให้รู้จักหน้าเว็บคงจะใจดำไปหน่อยล่ะ

** รูปนี้ Thanks น้อง Disney_Boy นะคะ แฟนพันธุ์แท้ช่วยหาให้ 55
David Archuleta มีชื่อเต็มๆ ว่า David James Archuleta เด็กหนุ่มผู้หลงไหลในเสียงเพลงจาก Murray รัฐยูท่าร์ที่มีความเป็นศิลปินอยู่ในสายเลือดอย่างเต็มตัว มีคุณพ่อเป็นนักดนตรีแจ็ส เล่นทรัมเป็ต คุณแม่เป็นนักร้อง-แดนเซ่อร์ Salsa จากฮอนดูรัส แต่มาเกิดและเติบโตที่สหรัฐอเมริกา โดยก่อนจะมาประกวด The Star เอ๊ย American Idol นั้น คุณน้อง Archuleta ผ่านการประกวด Star Search เมื่อครั้งปี 2003 ตอนนั้นอายุเพิ่งจะแค่ 12 ผ่านไป 5 ปี หลังจากซุ่มฟิตจัด ฝึกฝนจนคิดว่าอายุพอเข้าข่ายเข้าประกวดได้ ไม่ถูกตราหน้าว่าเด็กเกินไปได้แล้ว หนุ่มน้อยหน้าใส David Archuleta ของเรา ก็ได้ฤกษ์ลงสนามใหญ่ระดับโลก (ก็ดังระดับโลกนี่จ๊ะ) อย่าง American Idol ซีซั่นที่ 7 ปี 2008 โดยใช้เพลง ‘Waiting On The World To Change’ ของ John Mayer หนึ่งในศิลปินคนโปรดเข้าสู่การออดิชั่น
และกลายเป็นเจ้าของรองชนะเลิศ American Idol ที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตา The Winner ด้วยหน้าตา รอยยิ้ม และเสน่ห์ที่มัดใจซะขนาดชื่อเรียกยากขนาดนี้ยังไม่เป็นอุปสรรค เธอ ฉัน อิชั้น เดี๊ยน ป้าๆ แม่ยกน่ะเหรอ ยั้งจะอุตส่าห์บันทึกใส่สมองเขียนชื่อ-สกุลของคุณน้องได้ถูกหมด อ๊ะ หรือใครจะเถียง ^_^!
‘David Archuleta’ เปิดตัวที่ # 2 US. คืออัลบั้มชื่อเดียวกับเจ้าตัว ที่พ่อ Archie น้อยได้แสดงฝีมือทั้งเล่นเปียโนไปจนถึงร่วมเขียนเนื้อร้อง ขึ้นชื่อว่าดีกรีไอด้อลซะอย่าง มีรึจะธรรมดา อัลบั้มเปิดตัวของ ‘David Archuleta’ ได้ร่วมงานกับ Daniel Bedingfield, JC N’Sync , Desmond Child มาพร้อมกับแนวเพลงสไตล์ถนัด ที่มีทั้ง Pop, R&B, Ballad, Country, Acoustic, Alternative, Jazz ,Folk เปิดตัวซิงเกิ้ลแรก “Crush” ขึ้นถึงอันดับ #2 Billboard มาแล้ว เป็นรองก็แค่ Disturbia ของสาว Rihanna รวมถึงอันดับ #1 Billboard “Hot Digital Songs” วีคแรกที่ยอดดาวน์โหลด 166,000 ครั้ง! ไหนจะเปิดตัวด้วยยอดขายสูงกว่าซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มของ The Winner อย่าง David Cook ที่ตัด Light On ออกมา ขายไปแค่ 109,035 และยังเอาชนะซิงเกิ้ล "The Time of My Life" ที่เปิดตัวได้สูงสุดที่อันดับ #3 เท่านั้นได้อีก
ด้านศิลปินคนโปรดที่พ่อ Archie ชื่นชอบ ก็มีทั้ง Natalie Cole, Stevie Wonder, Kirk Franklin, Bryan Adams, Natasha Bedingfield, Celine Dion, Mariah Carey, Michael Jackson, Robbie Williams, John Mayer ซึ่งนอกจากบทบาทของการเป็นนักร้องแล้ว Archuleta ยังหันไปรับงานแสดง โดยรับเล่นซีรี่ส์เรื่อง ‘iRocked The Vote’ ที่แสดงร่วมกับนักร้องสาวขวัญใจวัยรุ่น Miranda Cosgrove ในบทของผู้ประกวดการแข่งขันที่ชื่อว่า America Sings ออกฉายในปี 2009 อีกด้วย ชาว FF>> มีรึจะพลาด....
* เพลงที่เลือกร้องใน American Idol ตามที่กำหนดมาแต่ละธีมยุค-ศิลปิน
Auditions "Waiting on the World to Change" John Mayer
Hollywood "Crazy" Gnarls Barkley
Top 50 "Heaven" Bryan Adams
Top 24 "Shop Around" The Miracles
Top 20 "Imagine" John Lennon
Top 16 "Another Day in Paradise" Phil Collins
Top 12 "We Can Work It Out" The Beatles
Top 11 "The Long and Winding Road" The Beatles
Top 10 "You're the Voice" John Farnham
Top 9 "Smoky Mountain Memories" Dolly Parton
Top 8 "Angels" Robbie Williams
Top 7 "When You Believe" Mariah Carey & Whitney Houston
Top 6 "Think of Me" The Phantom of the Opera
Top 5 "Sweet Caroline" / "America" Neil Diamond
Top 4 "Stand by Me" Ben E. King / "Love Me Tender" Elvis Presley
Top 3 "And So It Goes" Billy Joel / "With You" Chris Brown / "Longer" Dan Fogelberg
Finale "Don't Let the Sun Go Down on Me" Elton John / "In This Moment" / "Imagine" John Lennon

Abuse the Youth: Under Skin
หลังจากรวมตัวกันมาตั้งแต่ปี 2006 โดยสองหนุ่มหนึ่งสาว มิก ตูน และจุ ในนาม Abuse the Youth ก็ได้รับการและเป็นที่ชื่นชอบในหมู่แฟนเพลงเรื่อยมาและขยายฐานให้กว้างขึ้น ด้วยแนวดนตรีที่ต้องพะยี่ห้อว่าเข้าได้ถึงคนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นร็อค อินดี้ หรือกระทั่งเมทัล กับงานที่ขับเคลื่อนด้วยพลังดนตรี สามชิ้น ซึ่งคุกรุ่นด้วยความเป็นกรั้นจ์ ร็อค ผสานเมโลดี้ ที่ได้กลิ่นของความเป็นป็อป เข้าถึง และฟังง่าย ริฟท์ไลน์กีตาร์ที่พานให้นึกถึงวงจากแถบ ซีแอตเทิ่ล ผสมผสานกันจนกลายเป็นงานที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ หยั่งชี้ให้เห็นถึงความเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มขั้น อีกทั้งเนื้อหาของเพลงที่แม้จะกลั่นจากหัวอกคนไทยแท้ๆ แต่แปรความหมายที่เขียนได้อย่างสวยงามราวบทกวี ที่กรองอย่างดีออกมาเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งพูดถึงความรู้สึกของมนุษย์ ปุถุชนคนเดินดิน ที่มีทั้งความสุข เศร้า เหงา สูญเสีย รัก และประสบการณ์ที่พานพบมาเป็นแรงบันดาลใจ ผ่านเสียงร้องที่คนฟังจับต้องได้ถึงสิ่งที่อยู่ภายใน นอกเหนือจากการสร้างชื่อและสร้างความสนุกให้กับแฟนๆ ในเมืองไทยได้ประจักษ์แล้ว พวกเขายัง
จาก Abuse the youth ถึงผู้ฟัง
อัลบั้มแรกของวงเป็นภาษาอังกฤษทั้งอัลบั้ม ซึ่งเป็นการแหกกฏของการทำวงดนตรีในประเทศไทย ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน หากต้องการเปิดตลาดในเมืองไทย หลายๆ เสียงต่างตักเตือนว่า ควรจะทำเพลงเป็นภาษาไทย แต่ทั้งนี้ สมาชิกทั้งสาม ต่างยืนยันว่า “ดนตรี คือภาษาสากล อยู่แล้ว ไม่ว่าทำภาษาอะไร หากเป็นดนตรีที่ดี มันควรจะสื่อ และเข้าถึงได้ทุกคน การที่ไม่เคยมีใครกล้าลองทำมาก่อน แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่ามันดีหรือไม่ดี” มิกเผยให้ฟังถึงการทำเพลงภาษาอังกฤษ และในฐานะคนเขียนเนื้อร้อง มิกพูดต่อว่า “การแต่งเนื้อภาษาไทยเป็นงานที่ยาก ด้วยวรรณยุกต์ อักขระ ต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ถนัด ผมควรจะทำอะไรในสิ่งที่ ที่ตัวเองทำได้ดี มันน่าจะเวิร์กกว่า”
หนุ่มตูนมือเบสของวงเคย กล่าวไว้อย่างติดตลกว่า “เวลาผมไปต่างจังหวัด แล้วได้ยินเพลง Zombie ของ The Cranberries ทำไมถึงร้องได้กับทุกคน แสดงอารมณ์กันสุดฤทธิ์ และออกสำเนียงได้กันเป๊ะๆๆ ไม่รวมถึง Hotel California อีก ที่กลายเป็นเพลงชาติประจำร้านเหล้าไปแล้ว ดังนั้นการทำเพลงภาษาอังกฤาของพวกเรามันก็น่าจะเข้าถึงผู้คนได้แบบอย่างนั้นบ้าง” จุ มือกลอง เผยความคิดถึงเรื่องนี้ว่า “การที่เราทำเพลงภาษาอังกฤษ มันก็มีข้อดี เพราะ ทำให้เราได้เพื่อนใหม่ๆจากหลายๆ ประเทศ และกลุ่มคนฟังของเราก็กว้างขึ้น ไม่จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทย แต่แน่นอน วง เราเป็นวงสัญชาติไทย อย่างไร เราก็อยากให้คนไทยยอมรับพวกเราด้วย”
Debut album:
สตูดิโออัลบั้มแรกของวงที่มีชื่อว่า Under Skin ได้รับการรังสรรค์ เรียบเรียง โดยโปรดิวเซอร์ ที่มีประวัติการทำงานอันยาวนาน และพ่วงท้ายด้วยรางวัลการันตีฝีมือจากหลายสถาบันอย่างไซม่อน เฮนเดอร์สัน โปรดิวเซอร์ชาวอังกฤษ ที่รู้จักกันดีในวงการเพลงบ้านเรา ในฐานะผู้ที่รังสรรค์งานของวงร็อคแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง Hangman และ Silly Fools ให้ประสบผลสำเร็จมานักต่อนัก มาเป็นผู้ควบคุมทิศทางและดูแลงานในอัลบั้ม Under Skin นี้ด้วยตัวเองทั้งหมด และเมื่อมือมาสเตอริ่งมากประสบการณ์ อย่าง แมทท์ โคลตัน ที่เคยทำงานให้ทั้งกับศิลปินชื่อดังอย่าง The Raconteurs, Neon Neon, Black Kids, Travis ไปจนกระทั่งถึง Aphex Twin ได้มีโอกาสฟังงานของ Abuse the Youth เขาจึงขอถือโอกาสหอบหิ้วงานชิ้นนี้กลับไปมาสเตอร์ริ่งในสตูดิโอที่ลอนดอน ให้สมกับคำชื่นชมที่สะท้อนอกมาจากปากหลังได้ฟังงานของวงนี้ครั้งแรกว่า “เจ๋งกว่างานไหนๆ ที่เคยได้ยินมาในปีนี้เลยครับ”
อัลบั้ม Under Skin ได้คัดสรรงานที่โดดเด่นที่สุดจากทั้งหมดกว่า 30 เพลง และคัดเลือกให้เหลืองานชั้นหัวกะทิ 11 แทร็ค มารวมอยู่ในชุดเดียวกัน โดยปล่อยเพลง Way Out เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
Way Out ซึ่งนักร้องนำ และคนเขียนเพลงประจำวงอย่างมิก ได้ให้คำจำกัดความว่า
...“เป็นเพลงที่พูดถึงคนคนหนึ่งที่หลบปัญหาในชีวิต โดยการหนีไปอยู่ที่ไกลโพ้น แต่แล้วสุดท้ายการหนีปัญหาของเค้า มันก็กลายเป็นการหนีไปเจอปัญหาอื่นๆ อยู่ดี....ซาวน์ดเพลงนี้ฟังดูค่อนข้างเก็บกด เหมือนบางคนที่คุณอาจจะเห็นเค้าเป็นคนยิ้มแย้มสนุกสนาน แต่ใครจะรู้ว่าในหัวเค้าแทบจะระเบิดออกมา”... หรือแม้แต่เพลงอื่นๆ ที่มิกได้เผยให้เห็นถึงที่มาและเป็นงานที่เรียกได้ว่าเขาผูกพันด้วยที่สุดอย่าง Everything ...“ผมชอบความหมายเพลงนี้มาก มันเป็นเพลงรักโรแมนติก แล้วก็หน้าด้านมากพร้อมๆ กัน มันคือความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นเพราะความงี่เง่าและความผิดพลาดของผมเอง แต่ก็ยังอยากบอกให้เธอรู้อยู่ดี” ...
Electricity งานที่น่าจะน็อคคนฟังให้อยู่หมัดตั้งแต่อินโทร และจะยิ่งหลงรักมากกว่านี้ หากทำตามที่เจ้าตัวโฆษณา ...“โปรดิวเซอร์ของเราพูดถึงเนื้อเพลงเพลงนี้ว่า มันช่างพิลึกกึกกือ ซึ่งผมก็คิดว่ายากที่จะบอกความหมายของมัน มันเป็นเพลงจังหวะสนุกชวนเต้น ซึ่งผมคิดว่าคุณจะเข้าใจความหมายของมันได้ดี หากได้ฟังเพลงนี้แบบสดๆ......ผมพูดจริงๆนะ”...
One Day ....“ผมคิดว่ามันเป็นเพลงที่ฟังสนุกแล้วก็จ๊ะจ๋า โจ๊ะๆ ที่สุดในอัลบั้ม แต่ความหมายของมันค่อนข้างรุนแรง และเต็มไปด้วยความเคียดแค้นแบบด้านเดียว หรือคุณจะเรียกมันว่า คำสาปแช่งของคนขี้แพ้ ก็ได้นะ” ....
Please สำหรับคอเพลงรัก ที่ประทับใจกับงานจิ๊กโก๋อกหัก ก็น่าจะอินกับมันได้ไม่ยาก ...“เป็นอีกสูตรสำเร็จของเพลงเศร้า อกหัก เวลาคนที่คุณรักกำลังจะจากคุณไป.....แน่นอนล่ะ คุณอ้อนวอนขอร้องไม่ให้เธอไป” ....มิกตบท้าย
แนะนำรายตัว

มิก – มิกข์ วรนิสรา ' (กีต้าร์ ร้องนำ)
สถาปนิกวัยเบญจเพส จากรั้วจามจุรี ที่มีใจรักในดนตรี ความสุขของเขาคือการเล่นดนตรี เมื่ออยู่บนเวที ศักยภาพในการร้องเพลง เล่นดนตรี และความก้าวร้าว ดุดัน ของเขาจะได้รับการแสดงออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้เขามีคุณสมบัติ ในการเป็น Front Man อย่างครบถ้วน ทั้งในด้านการร้องเพลง และการเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ ในด้านดนตรี มิกรับหน้าที่แต่งเนื้อร้องทั้งหมด ซึ่งจากบทเพลงแสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหว และความอ่อนโยน รวมถึงมุมมองที่เขามีต่อชีวิตบนโลกใบนี้

ตูน- ศุภพงษ์ พรึงลำภู (เบส) นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว ความสุขุม และลีลาการเล่นเบส ที่ดึงดูดสายตาทุกคู่ หนุ่มคนนี้เมื่ออยู่บนเวที จะทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการคุมจังหวะ และกระตุ้นอารมณ์คนดูให้คล้อยตามไปกับบทเพลงของพวกเขา เมื่ออยู่นอกเวทีเขาเป็นหนุ่มที่มีอารมณ์ขันมากมาย และเป็นนักเล่าเรื่องตัวยง นอกจากนี้ ตูนยังเป็นมนุษย์หลายอาชีพ เพื่อทำให้เขาสามารถเล่นดนตรีได้ทุกเมื่อ ตูนเป็นกราฟิค ดีไซเนอร์ เป็นเจ้าของร้านเช่าการ์ตูน และยังเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, รังสิต แต่อาชีพเดียวที่เขาอยากเป็นมากที่สุด คือ การเล่นดนตรี
จุ – จุรีพร กมลธรรมกุล (กลอง)
หญิงสาวหนึ่งเดียวของวง และมือกลองระดับแถวหน้าของเมืองไทย ด้วยความสามารถในการหวดกลองที่ดุดัน หนักแน่น ทำให้จุได้ไปเป็นมือปืนรับจ้าง ตีกลองให้กับหลายๆวงด้วยกัน อาทิ วงอรนรีย์ 7th Scene ฟลัวร์ และ Crescendo ด้วยฝีมือการตีกลองที่เป็น ที่ยอมรับจากนักดนตรีด้วยกัน ทำให้จุ ได้กลายเป็น Ambassador สาขาประเทศไทย ของ Ludwig ผู้ผลิตกลองคุณภาพระดับโลก
ผลงานงานที่ผ่านมา
1.. Music Express 23rd Anniversary Jan 2009
2. Bangkok 100 Rock Festival 30 Nov, 2008
3. Fat 8, Challenger Hall , 9 Nov 2008
4. MRD 4, 29 Sep, 08 Moon Star Studio, BKK
5. Baybeat Festival 08, 29-31 Aug 2008 , Esplanade, Singapore เป็นวงไทยวงเดียวที่ได้รับเลือกไปเล่นเทศกาลดนตรีในครั้งนี้
6. Fete de La Musique 08, 27 July, Central World, BKK เทศกาลดนตรีฝรั่งเศส
7. Music Express 22nd Anniversary 2008 งานครบรอบนิตยสารซึ่งเล่นแจมกับ Brand New Sunset
8. Fat 7 และแสดงสด ออกรายการโทรทัศน์ 108 Music ช่อง TPBS ฯลฯ
รางวัล
1. ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง “Best Group” JunkSound Regional Award 2008, จาก Junk Magazine, Singapore (ประกาศผลเดือน ธันวาคม 08)
2. ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 4 สาขา “Best Band” “ Best Drummer” “Best Bassist” และ “Best Producer” จากนิตยสาร Headbanger 2008 (จะประกาศผลเดือน ธันวาคม 08)
3. ได้รับรางวัล วงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม “Best New Comer” ปี 2007 จาก นิตยสาร Headbanger
4. ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง วงหน้าร็อคหน้าใหม่ยอดเยี่ยม “Best New Comer จาก คลื่น แฟต เรดิโอ 2007
Under Skin กำหนดวางแผง มกราคม 2009
Website: www.abusetheyouth.com

ข้อมูล-ประชาสัมพันธ์ : มาย เดอะ แก๊บ เรคคอร์ด 02 712 5808-9












