"ฉันอยากจะให้คนมาตัดสินเพลงของฉันว่ามันมีค่าเท่าไหร่หรือไม่ แต่ฉันก็พร้อมจะลองอะไรใหม่ๆ"
By .....VJ
ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงยังคงอยู่ในวงการดนตรีมาจนถึงวันนี้ ในวันที่ศิลปินรุ่นเดียวกันล้มหายตายจากไปหมดสิ้นทำไมเธอจึงเป็นศิลปินที่มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ผ่านมรสุมมามากมาย ตกต่ำ ล้มเหลว ถูกประณามหยามเหยียด แต่ Madonna ก็กลับมาได้เสมอ และในวันนี้ ในวัย 50 ปี เธอก็ยังแข็งแกร่งและเปรี้ยวเข็ดฟันเหมือนในวันแรกที่โลกได้รู้จักเธอ Madonna
ตลอด 25 ปีที่ Madonna สร้างปรากกฎการณ์ทางดนตรีและแฟชั่น ผลงานและตัวตนของ Madonna กลายเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะทำอะไรแปลกใหม่ และมันก็เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับวงการเพลง จากวันที่เธอปรากฏตัวครั้งแรกพร้อมการเปิดตัวของเอ็มทีวี มาถึงวันที่เทคโนโลยีพร้อมเสิร์ฟครบวงจรทางอินเตอร์เน็ต ความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจดนตรีทำให้ Madonna ตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยการไม่ต่อสัญญากับวอร์เนอร์บราเธอร์สค่ายเพลงคู่บุญของเธอ ในขณะที่โลกดนตรีกำลังถูกสั่นคลอนด้วยเทคโนโลยี และยอดขายซีดีอาจไม่สามารถพิสูจน์อะไรต่อไปได้อีก ศิลปินทั่วโลกต้องเผชิญกับความท้าทายที่ว่า พวกเขายังขายได้อีกหรือไม่ พวกเขายอมให้แฟนเพลงตัดสินว่าพวกเขามีราคาเท่าไหร่อย่างที่ Radiohead ตัดสินใจปล่อยอัลบั้มใหม่ของพวกเขาให้ดาวน์โหลดฟรี โดยบอกแค่ แล้วแต่ว่าแฟนเพลงจะจ่ายเงินเท่าไหร่ แม้เพียง 1 เพนนี พวกเขาก็สามารถจ่ายเป็นค่าดาวน์โหลดได้ Madonna พูดถึงเรื่องนี้ว่า ....
…“ฉันว่ามันเป็นความคิดที่ดีนะ แต่ฉันไม่แน่ใจว่ามันจะเวิร์คไหม มันเหมือนกับเป็นโลกใหม่ที่เราต้องลองผิดลองถูก มันอาจจะเวิร์คหรือไม่เวิร์ค แต่มันเป็นการปฏิรูป และเราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในความมืดก่อนที่จะสู่รุ่งอรุณ ก่อนที่เราจะรู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป ฉันไม่รู้ว่าฉันอยากจะให้คนมาตัดสินเพลงของฉันว่ามันมีค่าเท่าไหร่หรือไม่ แต่ฉันก็พร้อมจะลองอะไรใหม่ๆ”…
สำหรับศิลปินหลายคน การออกจากค่ายเพลงนับเป็นการเดินสู่เส้นทางที่มีความเสี่ยงสูงและน่ากลัว แต่กับผู้หญิงที่ต่อต้านระบบมาตลอดอย่าง Madonna กลับมองว่ามันเป็นความตื่นเต้น เธอกล่าวว่า...
…“ มันไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ฉันจะไม่พูดว่ามันเป็นอิสระ เพียงแต่ว่าสัญญาฉันหมดลง และธุรกิจดนตรีกำลังเปลี่ยนไป ดังนั้นวิธีการทำงานเพลงของฉันก็เปลี่ยนไป วิธีที่ฉันเผยแพร่แก่ผู้ฟังและการตลาดของมันก็เปลี่ยนไปด้วย ฉันตื่นเต้นกับข้อสัญญาใหม่เพราะมันเป็นพาร์ทเนอร์ชิพมากกว่า หลังจากทำงานมา 25 ปี ฉันถืออว่าฉันสมควรจะได้เป็นหุ้นส่วนเสียที” ...

หุ้นส่วนใหม่ที่ว่าก็คือโปรโมเตอร์ Live Nation ซึ่งเธอเซ็นสัญญาราคา 120 ล้านเหรียญเป็นเวลา 10 ปี และนับได้ว่า Madonna เป็นศิลปินคนแรกของ Live Nation ที่ส่งผลให้มีศิลปินอย่าง Jay-Z และ U2 มาเซ็นสัญญาด้วยเมื่อไม่นานมานี้ สัญญาที่ว่านี้ยังรวมถึงการจัดจำหน่ายเพลงของ Madonna ตลอดจนทัวร์คอนเสิร์ต, ของที่ระลึก, แฟนคลับต่างๆ, ดีวีดี, รายการทีวีและภาพยนตร์ของเธอ ทั้งยังรวมถึงข้อตกลงของผู้สนับสนุนต่างๆ ด้วย
…“ ฉันร่วมงานกับ Live Nation ในทัวร์ที่ผ่านมา ซึ่งพวกเขาจะมีส่วนร่วมกับทัวร์ของฉัน แต่หลังจากอัลบั้มชุดนี้ พวกเขาจะดูแลทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอัลบั้มต่อไป” ...
Hard Candy สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 11 นี้ Madonna รวมพลนักแต่งเพลงระดับรับประกันว่าดังแน่(ในอเมริกา)อย่าง The Neptunes และ Timbaland ทั้งยังได้ Justin Timberlake มาแจมอีกถึงห้าเพลง เรียกว่างานนี้เป็นอะไรที่เธอไม่เคยทำมาก่อนกับการร่วมงานกับทีมโปรดิวเซอร์มีชื่อระดับพระกาฬแทบทุกคน เมื่อเทียบกับการทำงานที่ผ่านมากับโปรดิวเซอร์เพลงเต้นรำที่ไม่โดดเด่นมากนักอย่าง Mirwais, Shep Pettibone และ Stuart Price ซึ่งก็เป็นเพราะต้องการกลับมาชนะใจฝั่งอเมริกาอีกครั้ง หลังจากอัลบั้มเพลงดิสโก้เมื่อปี 2005 อย่าง Confessions On A Dancefloor ไม่โดนใจคนมะกันนักนั่นเอง
ถึงแม้ซาวนด์ในงานชุดนี้จะใหม่หูสำหรับแฟนเพลงของ Madonna หากแต่ลูกผสมของสัดส่วนและกลิ่นอายทางดนตรีจากโปรดิวเซอร์มือทองทั้งหลาย ก็โชยกลิ่นงานเพลงของศิลปินหญิงรุ่นหลังที่พวกเขาเคยฝากฝีมือไว้ด้วย ทั้ง Nelly Furtado, และ Gwen Stefani ก็คงไม่มีวันนี้หากไม่ได้ Madonna เป็นแรงบันดาลใจ น่าแปลกที่เหล่าโปรดิวเซอร์ชุดนี้ผลิตงานให้กับ Britney และ Nelly โดยปรับเอาสไตล์ของ Madonna มาใช้ โดยทำให้มันร่วมสมัยขึ้น ความท้าทายจึงมากขึ้น เมื่อพวกเขาต้องทำงานกับศิลปินต้นตำรับอย่างเธอ Pharrell Williams พูดถึงการทำงานกับเ Madonna ว่า...

…“ เธอแรงมากๆ ผมไม่ได้หมายถึงในเรื่องเพลงนะ หมายถึงตัวเธอที่ร้อนแรงมาก แบบว่าเหงื่ออาบกันเลย ร้อนแบบอะไรๆ ในห้องอัดมันของขึ้นกันหมด แบบเสียกระบวนกัน ประมาณว่าถ้าเจ๊ไม่ลดความร้อนลงบ้าง ก็ทำงานกันไม่ได้แล้วโว้ย อะไรแบบนั้น เธอเป็นคนฉลาดมาก เธอเดินหมากเป็น ผมรู้สึกได้เลย อย่างเธอรู้ว่าคอเธอไม่ไหวแล้ว ทุกคนทำงานกันจนล้าแล้วก็ตาม แบบอัดไปได้เพลงเดียวแล้วจะกลับบ้านกันแล้ว เธอบอกว่าถ้าเราชอบดนตรี แล้วจะเลิกกันตอนนี้ ฉันก็มาที่นี่แล้ว ถ้าจะกลับกันฉันจะ....เราคงไม่ทำแบบนั้นใช่ไหม”…
เรื่องความร้อนแรงของ Madonna เห็นท่าว่าจะจริงเพราะ Timbaland ก็พูดถึงการทำงานกับเธอถึง 10 เพลงในอัลบั้มชุดนี้ว่า …“เธอสุดยอดแล้ว อัลบั้มนี้ร้อนมากๆ เทียบได้กับจัสตินเลย มีเพลงนึงในอัลบั้มที่เราแบบย้อนกลับไปยุค you must be my lucky starrrr ผมทำบีทคล้ายๆ แบบนั้นเลย ส่วนฟาร์เรลก็ทำ Candy Shop ซึ่งทำให้เธอลอยลำฉิวแน่ๆ “… นอกจากนี้เขายังบอกด้วยว่า อัลบั้มชุดนี้เป็นเหมือนเพลง Holiday ในแบบอาร์แอนด์บี
Madonna ทุ่มเทและบ้างานขนาดไหน เชื่อว่า Justin Timberlake คงบอกได้ เขาพูดถึงการทำงานกับเธอในการกล่าวนำก่อนการขึ้นรับรางวัล Rock ‘N’ Roll Hall of Fame โดยพูดถึง Britney ว่าเป็น…” Madonna Wannabe”.. ทั้งยังบอกด้วยว่า Madonna ทำให้เขาอ่อนล้าจนเธอต้องฉีดวิตามิน B12 เข้าที่บั้นท้ายของเขา นายหนุ่มทะเล้นคนนี้พูดว่า …“เธอฉีดยาที่ก้นผม เธอมองผมแล้วพูดว่า “กันชนสวยนะ” มันเป็นวันที่ยอดเยี่ยมที่สุดวันนึงในชีวิตผมเลย”... แต่เรื่องการเห็นบั้นท้ายของจัสตินอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับ Madonna เท่าไหร่ เธอบอกว่า …“ก่อนอื่นนะ ฉันเห็นบั้นท้ายคนมาเยอะ สาเหตุที่ฉันฉีดวิตามินบี 12 ให้เขา ก็เพราะเรามีเวลาในสตูดิโอพอสมควร และฉันไม่อยากฟังข้ออ้างห่วยๆ เวลาที่เขาจะไม่มาทำงาน มันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับก้นเขาหรอก ฉันจะบอกให้ ฉันไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องฉีดยามาอ้างเพื่อจะดูก้นเขาหรอกน่า”...
Britney อาจเป็น Madonna Wannabe อย่างที่จัสตินพูดเป็นนัย หรือบางทีเพลง She’s Not Me อาจจะบอกอะไรเกี่ยวกับบรรดาศิลปินที่อยากเป็นมาดอนน่ากันแน่ …“ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นนะ ฉันมีความสุขมากกว่าหากสิ่งที่ฉันทำจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงคนอื่น หรือช่วยสร้างความรู้สึกที่ว่า เราต้องกำหนดโชคชะตาตนเองให้กับพวกเขา ฉันไม่คิดว่าจะมีใครพยายามจะเป็นอย่างฉัน สำหรับฉัน เพลงนี้ (She’s Not Me) เป็นเพลงคู่รักที่ทิ้งกันไปมากกว่า เป็นเหมือนเพลง I Will Survive ที่กราดเกรี้ยวกว่า”...
4 Minutes เป็นเพลงแรกที่ตัดโปรโมทพร้อมการร่วมงานกับหัวหอกสำคัญอย่าง Timbaland และ Justin Timberlake ซึ่ง Madonna พูดถึงการทำงานในเพลงนี้กับจัสตินว่า …“ฉันไม่เคยทำงานกับนักแต่งเพลงที่ฉันสื่อถึงกันได้ทันที และเล่นในส่วนของเนื้อเพลงกับจังหวะและคำ เขาสนใจในเรื่องของจังหวะกับคำ และรวมถึงความหมายของคำด้วย”… เธอพูดถึงเพลงนี้ว่า ...“มันเป็นคำพูดตลกๆ ที่ขัดแย้งกัน เหมือนกับเวลาเราพูดว่า ‘เราไม่มีเวลาแล้ว ทุกคน ตื่นเถิด’ แต่ถ้าเราจะต้องกู้โลก เราขอทำอย่างสนุกๆ ได้ไหม”…
Madonna พูดถึงที่มาของอัลบั้ม Hard Candy ว่า …“เราไม่ควรคิดว่ามีคนอื่นที่จะมาแก้ปัญหาให้เรา ที่จริงแล้ว ฉันเฝ้าดูความเป็นไปของโลก และแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งเหล่านั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อัลบั้มชุดนี้เป็นเรื่องของความประหลาดใจ ความไว้ใจ และความผิดหวังในชีวิต ที่ต้องพบว่าคนที่ฉันคิดว่าเป็นเพื่อน กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่มันก็ไม่ใช่ไอเดียทั้งหมดหรอกนะ ไม่ได้มีอะไรตายตัวเฉพาะเจาะลงไปชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่งหรอก”...
นอกจากการทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ urban ชั้นเซียนแล้ว Madonna ยังร่วมงานกับ Kanye West ในเพลง Beat Goes On ซึ่งเธอพูดถึงการทำงานกับเขาว่า …“ เพลงนี้มันมีลักษณะของความเร่งด่วน (ในตัวเพลง) Kanye มีเวลาทำงานเพียงสี่ชม. และฉันต้องทำเพลงนี้ให้เสร็จก่อนที่เขาจะขึ้นเครื่อง รู้ไหม ทุกวันนี้ฉันใช้ชีวิตในโหมดแบบ “ใช้เวลาในวันนี้ให้เหมือนกับว่ามันเป็นวันสุดท้าย” ทุกอย่างที่ฉันทำมันเลยเร่งด่วนไปหมด”…
เนื้อเพลงท่อนหนึ่งในอัลบั้มชุดนี้พูดว่า Don't stop me now, don't need to catch my breath, I can go on and on and on สะท้อนตัวตนของ Madonna ว่าเป็นเพราะการไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ และแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา Madonna ในวันนี้จึงยังคงยืนหยัดอยู่บนสังเวียนดนตรี เป็นที่ยอมรับในวงการภาพยนตร์หลังจากคว้าลูกโลกทองคำมาครอง และได้รับเสียงชื่นชมกับผลงานการกำกับหนังเรื่องแรก Filth And Wisdom อย่างไม่ต้องพึ่งบารมีสามี แต่เธอก็ยังมีสิ่งที่อยากทำอีกมาก เธอบอกว่า...
…“ ฉันคิดว่าฉันไม่ได้เกิดมาบนโลกนี้เพียงเพื่อร้องเพลง ฉันจึงคิดว่ามีอะไรอีกหลายอย่างที่ฉันอยากจะทำให้สำเร็จ ฉันอยากจะเป็นคนที่ดีกว่านี้ ฉันอยากเรียนรู้สิ่งที่ฉันรู้ให้มากขึ้น ฉันอยากเป็นพ่อแม่ที่ดี และฉันยังมีลูกที่ต้องเลี้ยงดู มันเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่ฉันยังต้องทำต่อไป ฉันอยากกำกับและเขียนบทหนังอีก ฉันทำไปเพียงเรื่องเดียว สำหรับฉันมันเป็นเพียงการเริ่มต้นในงานนี้เท่านั้น และฉันอยากทำอัลบั้มมากกว่านี้ เพราะฉันรักดนตรี”...
HARD CANDY วางแผงแล้ววันนี้
เนื่องจากทางเทโรเป็นคนถ่าย และคอนเสิร์ตเลทไปมาก รูปที่จะมาอัพเลยไม่ได้มาเป็นแผ่นเหมือนที่เคยเอาภาพรีวิวจากโทรศัพท์ไปก่อน
Sean Kingston at Santica
14 Apr. 2008
สวัสดีค่า สงกรานต์ไปเล่นน้ำที่ไหนกันค๊า???
อ่ะนะค๊า เค้าว่าปีนี้คนกรุงเทพได้อยู่เล่นน้ำที่กรุงเทพกันเยอะสุดๆ ก็แหงล่ะค่ะ น้ำมันก็สุดจะแพง แถมย่างเข้าวันสงกรานต์ปีใหม่ไทย ก็ยังจะแอบขึ้นมาให้ห่อเหี่ยวใจอีก 50สต. แต่นั่นก็ไม่โหดเท่าที่จอดรถซอย เอกมัย 18 ที่ล่อซะ 100 บาทต่อคัน สีลมยังไม่โหดเท่านี้เลย อ้าว ขึ้นต้นมาเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไหงมาลงเอาที่จอดรถมหาโหดซะ งั้น
หลังจากเลิกเป็นคนกลางคืนอยู่นาน วันที่ 14 เมษา ก็มีเหตุ บังเอิญ ให้ต้องมาย่านผับ คลับของคนรวยเค้าเที่ยวกัน ก็คอนเสิร์ต Sean Kingston ยังไงล่ะเจ้าคะ BEC TERO เค้านำมา จัดให้มาลงที่คลับดังของคนกลางคืนย่านนี้ช่วงเทศกาลสงกรานต์พอดีเด๊ะ ส่วนตัวคุณพี่ หลังจากเข็ดจากการโดนไอ้บ้ามหาหื่นที่ข้าวสารมันพากันรุมปะแป้ง ล้วงควักไปถึงอกถึงคอเมื่อ 2 ปีก่อน จนไม่กล้าพาตัวเองไปเล่นน้ำที่นั่นอีก
…“ฉลองสงกรานต์สุดมันส์กับปาร์ตี้คอนเสิร์ตฮิพฮ็อพระดับโลกในรูปแบบปาร์ตี้สุดฮ็อต”…
อูยย์ ที่นี่ล่ะค่ะ ตัวเลือกอันน่าสนใจของสงกรานต์นี้ เรามีที่หมายเก๋ไก๋ได้ใจ ใครถามมาว่าไปเล่นสงกรานต์ที่ไหน อิชั้นจะตอบว่า “อ๋อ ก็ซานติก้าแหละ ไปดูคอนเสิร์ต Sean Kingston” ....โฮ่ะๆๆ เริ่ดซะไม่มี
แต่ก็มิได้นำพา...
อย่างแรกเลย ที่จอดรถมันไม่มีให้จอดค่ะ ขับเข้าไปแล้วก็ไล่ให้วนออกมา ไปหาเอาข้างหน้านะขอรับ นี่คือคำตอบ
อย่างที่สอง ขอบอกว่าคุณพี่งี้เตรียมตัวไปเปียกม๊ากมาก เค้าบอกงานเริ่มตั้งแต่ 6 โมงเย็น มีกิจกรรมมากมาย สนุกกับโฟมปาร์ตี้และลานกิจกรรมด้านนอก เล่นน้ำสงกรานต์กับสาวสวย (ซึ่งก็คือที่จอดรถปกติที่มันไม่ให้จอด) อุตส่าห์กะเวลาไปอย่างดี ไปถึงทุ่มกว่าๆ เพราะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว เค้าบอกน้องโก๊ะตี๋ฉายาเรียกของคุณน้องในบอร์ด จะขึ้นเวทีตอน 5 ทุ่ม
หน้างานดันมีแต่ซุ้มพลาสติสสำหรับให้เข้าไปเล่นโฟมกับพิธีกรของงานถือปืนนับหัวได้ 2-3 คน ไล่ฉีดกันเอง กะบู้ทขายเบียร์สิงห์ สักพักก็มีสาวๆ 5-6 คน นุ่งขาสั้นเสื้อกล้ามสีขาว เดินขบวนเข้าไปยืนลูบฟองโฟมกันอยู่ในนั้น ท่ามกลางเสียงพิธีกรเชิญชวนสาวๆ ที่มางานเข้าไปเต้น เล่นโฟมกัน แต่....หาได้มีผู้ใดสนใจไม่ ทุกคนพากันยืนต่อแถว เพื่อที่จะรอประตูเปิด ไม่มีเปียก ซึ่งคุณพี่ก็ไม่เข้าใจอีกล่ะค่า อ๊าย!! แล้วไง?? ยังไง??
เข้าไปปุ๊ปถึงได้รู้ว่า ซวยแล้วว้อยยย ไม่ได้เก้าอี้นั่ง แม้จะได้จุดที่สวยงามงดมาก บนชั้น 2 บาร์ จุดหน้าเวทีพอดีเด๊ะ แต่ก็รู้ชะตากรรมของตัวเอง....จะต้องยืนอย่างงี้ไปตลอดถึงเที่ยงคืน
ว่าแล้วก็สั่งของมึนเมามาให้มันเข้ากับบรรยากาศนิด อ๊ายที่นี่มิกเซอร์ขวดละ 80 นะคะ คงไม่มีใครเอามาสาดน้ำกันเล่นแน่ๆ อีกอย่าง อีตอนเข้ามา เจ้าของสถานที่ได้ทำการยึดปืนฉีดน้ำไว้เรียบร้อย ตรวจค้นคนเข้างานอย่างเป็นระเบียบ
อาฮ้า..ดีเจของผับเริ่มเปิดแผ่นกันละ เพลงก็อ่ะนะคะ ความที่คุณพี่ไม่ได้เที่ยวแบบนี้นานมากกกก แต่ก็คุ้นเพลงไปซะหมด ทั้งเพลงยุคซอย 4 เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพลงฮิพฮ็อพที่ RCA เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เพลงแด๊นซ์ๆ ของคนฟัง Met107 ที่ผ่านมาในรอบ 2 ปี ที่เฮกันสุดๆ ระดับที่ได้ยินเสียงเฮขึ้นมาเลยก็ต้อง Low ของ Flo Rida ที่เรียกได้ว่าฮิตกันสุดๆ ทุกคลับตอนนี้จิงๆ เพลงร่มก็ยังอยู่ Kanye, Timbaland, Beyonce อูยย์มากันครบ
ช่วงเวลาเมื่อยขาตุบๆ ยังคงยาวนานผ่านไป ถึงคิวของดีเจ Bangkok Invader ที่แท็คทีมกันมาเป็นคู่ กับเพลงล้ำๆ ซึ่งโดยรวมเพลงที่เลือกมา ก็เข้าข่ายเพลงขึ้นปุ๊บคนต้องเฮ ต้องคุ้นไปหมด คล้ายๆ กับดีเจประจำผับเมื่อตะกี้ แต่ของคู่นี้เค้าเอ็ฟเฟคล้ำ ลูกเล่นเฟี้ยวฟ้าว เปิดกันแบบมิกซ์อินโทรสั้นๆ ไม่ต้องคอยให้เบื่อนาน เพลงไหนขึ้น คนงี้เฮ ชูมือเต้นกันอย่างเมามันส์มันเพลงนั้น
.......
อ๊าย Low มาอีกแล้ว ที่เซอร์ไพรส์มากๆ ก็คนเฮ Gimme More ของแม่บริทเธอด้วยนี่ล่ะค่า พากันร้องกิมมี่ๆๆ หมอ กันใหญ่เลย แล้วเพลงที่ขนมาเปิดมิกซ์ต่อให้ฟังกัน ก็โดนทุกเพลง เอาเป็นว่าถ้าคุณพี่ได้ยินชื่อนี้มาเปิดที่ไหนอีก จะพยายามกระเสือกกระสนตามไปรำลึกถึงสมัยเรียนไปด้วยเที่ยวซอย 4 ไปด้วย แหม! ขนาดพิมพ์อยู่นี่ยังคึกไม่หาย ยกนิ้วให้เลยค่า... Bangkok Invader
4 ทุ่มก็แล้ว
เมื่อยก็เมื่อย อั้นก็ไม่อยู่แล้ว
โอว์แม่เจ้า กว่าจะฝ่าฝูงชนที่ประมาณแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่า 3 พันคน อัดแน่นเป็นปลากระป๋องอยู่ในนั้นไปเข้าห้องน้ำ บุดดา เบลส ขึ้นมาแล้ว แต่เหงื่องี้ท่วมตัวหาใช่เพราะมันส์เกินพิกัดไม่ แต่แอร์มันเอาคนไม่อยู่ค่ะคุณน้องขา ร้อนมากกกก ส้วมก็เต็ม น้ำก็ไม่ไหล ถามคนเฝ้าห้องน้ำด้วยความข้องใจมากๆ
...ปกติมันเป็นอย่างงี้ป่าวค่า?
อุ๊ย แค่วันเดียววันเดียวเองค่ะ ป้าเฝ้าห้องน้ำรีบตอบแบบกลัวชื่อเสีย
3 หนุ่ม บุดดา ที่พาไปมันส์กับ 3 เพลงดังอย่าง Fire, ลำยอง, Slow Motion แล้ว ลงจากเวทีไปเมื่อ 4 ทุ่ม 10 เย้ๆๆๆ ถึงคิวบักหำน่อยแล้ว....แต่ก็ไม่มา
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า เค้ามุงอะไรกันเหรอที่แท่นดีเจ ตรงไหนอะไรเสีย เอ๊ะยังไง อะไร ยืนไม่ไหวแล้วว้อยย เวลาผ่านนาทีแล้วนาทีแล้วล่อไป 1 ชั่วโมง และเพลง Low รอบที่ 3 บอกได้เลยว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่ง่อยมาก ชักเริ่มเต้นไม่ออกแล้ว ไม่ได้มาเปิดเหล้าเป็นโต๊ะมาเป็นกลุ่มนี่หว่า ถึงจะได้เต้นแบบไม่รู้สึกรู้สาได้ต่อ
เข็มนาฬิกามาที่ตัวเลข 2415น.
แท่นดีเจของ Sean Kinston ก็เริ่มเปิดแผ่น โดยมี no one ของสาวคีย์แบบรีมิกซ์ขึ้นมาก่อนตามด้วย Pon De Replay เพลงเก่าของอีหนูห่าน My Love ของหยอย และแล้วอินโทร Me Love ก็ดังขึ้น Sean Kingston เดินอุ้ยอ้ายขึ้นมาผงาดกลางเวที ตัวงี้ใหญ่บึ้ม บิ๊กไซส์ 2 เท่าจากรูปที่โปรโมทเห็นจะได้
ว๊าว!!! ทุกคนร้องตามไปกับ Me Love อีกหนึ่งเพลงฮิตซิงเกิ้ลที่ 2 โบกมือกันเป็นแถว พร้อมเพรียง คึกคักกันดีเหลือเกิน เรียกว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้ ทางต้นสังกัดนอกเค้าจัดโปรแกรม กะให้มาทัวร์กันรูปแบบเล่นในคลับกันโดยเฉพาะ ไม่ได้มาแบบคอนเสิร์ตขายบัตรเน็ตๆ แล้วเพลงของน้องโก๊ะนี่ ศิลปินก็เพิ่งจะออกอัลบั้มแรกมา ช่างๆเหมาะมากๆ เพลงไหนขึ้นมา คนดูก็โบกไม้โบกมือ เรียกว่าฟังเพลินว่างั้น
แน๊...มีหยุดดนตรี ร้องสดให้คนดูช่วยกันร้องตามด้วย
ผ่านไปถึงอีกหนึ่งฮิตเพลงที่ 3 Take You There ก็มีมาให้ฟังกันแล้ว ดีเจงี้ บิ้วท์อารม์คนดูให้เข้ากับเพลงก่อน ด้วยการพูดคำว่า Sean ให้คนดูตอบ ...Kingston... ประโยคฮิต shorty I can take you there งี้ร้องตามกันได้หมด แต่คาดว่าคงไม่มีใครพาตัวเจ้าของเพลงไปไหนได้แน่นอน ก็เล่นตัวบิ้กบึ้มอย่างหนาซะขนาดนั้น
แต่แหมเวลาดูน้องเค้าโยกตัว ก็เพลินดีเหมือนกันนะ ตัวกระเพื่อมๆ เวลาเข้าไปหาคนดูให้จับมือที ก็สะบัดสร้อย bling ระยิบวิบวับให้มันตกไปอยู่ข้างหลัง แบบกันไว้เผื่อใครจะกระชาก แล้วนี่น้องก็แค่ 18 เอง ถือเป็นอีก 1 ศิลปินหน้าใหม่ที่เกิดมาได้เพราะ My Space ซะเปล่า แต่นี่ไม่ยิ้มเลยค่า มาร้อง มาตั้งใจแร็พ มาตั้งใจเล่นอย่างเดียว มาดงี้ขรึม อ๊ะแต่เห็นหน้ามืดๆ แบบนี้ ผ้าขนหนูเช็ดหน้าที่มาแบบไซส์ผ้าเช็ดตัวนี่ ขอบอกสาวๆ แย่งกันจะตายชักนะหนูขา...
มากันถึงเพลงที่ 5 ที่ 6 Beautiful Girls เพลงฮิตที่ทำเอาซานติก้าพื้นสะเทือนก็หยิบขึ้นมาร้องแล้ว แอบมีมุกดีเจแผ่นกระตุก ขออภัยโทษให้เจ้าของเวทีได้ไปพักหายหงุดหงิดข้างหลัง ก่อนจะให้คนดูเรียกตัวน้องอ้วนให้กลับมาร้องใหม่ แน่ะหยิบขวดน้ำติดไม้ติดมือมาด้วย สาดคนดูซะ 2 ขวด แฮ่ๆ วันนี้คุณพี่ได้โดนน้ำแล้ว 2 ปรอยฝน
และแล้ว...น้องโก๊ะก็สั่งดีเจหยุดเล่น ว่าแล้วก็ร้องสดให้ฟังอีกแล้ว มาตายเอาอีตรงนี้แหละ โชว์มันส์ เพลงได้ ศิลปินเจ๋ง ตะกี้ก็ทำงี้ไปแล้วไป 2 เพลงฮิต จบเพลงนี้ข้ามไปอีก 1 เพลง พ่อก็สั่งดีเจ “เฮ้โหยว่!” หยุดดนตรี ร้องสดให้ฟังอีกแระ ตรงงี้เนี่ย คุณพี่ได้ยินชัดๆ เลยว่าคนดูหลุดโห่ฮือออกมาด้วย ประมาณว่าเล่นมุขนี้บ่อยไป อะไรจะหยุดเบรคร้องสดให้ฟังมันอยู่ได้แทบทุกเพลง เพลงไม่จบซะที แบบว่าอยากมันส์อ่ะ วัยรุ่นอยากตึ้บๆ เข้าใจป่ะ
มองหาเอวน้อง Sean แกอยู่เพลินๆ น่าจะเพลงที่ 7-8 มั้ง ศิลปินก็เล่นบุ๊ยบุย อำลาเข้าไปหลังเวที เหลือไว้แต่ดีเจเปิดแผ่นต่อให้ฟังไม่ถึงเพลง สต๊าฟก็ปรี่ขึ้นเวทีมาเก็บอุปกรณ์กลับบ้านเอาดื้อๆ ซะงั้น คุณพี่มองเวลา ชั่วโมงของ Sean Kinston รวมแล้วเบ็ดเสร็จ 40 นาที ...
หันไปมองบรรยากาสโดยรอบ ทุกคนก็กลับกันกว่าครึ่ง เรียกว่ามาเพื่อมารอดู Sean Kingston กันจริงๆ นับรวมเวลาของคุณพี่แล้วก็ยืนมันคืนนี้ทั้งหมด 5 ชั่วโมงเสร็จสรรพ เล่นอยู่แค่นี้ กลายเป็นศิลปินมาโปรโมทอัลบั้ม ในรูปแบบโชว์เคสไปซะงั้น
แต่ก็นับว่าเป็นปาร์ตี้คอนเสิร์ตที่ได้บรรยากาศแปลกดีไปอีกแบบ
เพราะว่ากันจริงๆ ศิลปินนอกก็ไม่ค่อยจะมากันตามคลับเก็บตังค์แบบนี้ให้เห็น ส่วนไอ้ที่เคยๆ มาโชว์เคสโปรโมทอัลบั้ม เดี๋ยวนี้ก็แทบจะไม่มีมากันเลย เรียกได้ว่างานนี้ ศิลปินถ้าบารมีไม่เจ๋ง
เพลงไม่แน่จริง
คนดูคงไม่เสียตังค์มาดูกันแบบแทบจะแจกฟรีอย่างงี้หรอกใช่ม๊า
มีรายงานจากเพื่อนฝูงที่เปิดเหล้าเลยอยู่ต่อว่า หลังจาก DJ ขึ้นมาต่อ
และถึงคิวของวง Burn ตีหนึ่งกว่าๆ แล้วถึงจะมีการสาดน้ำกัน
แน่ะ น้ำห้องน้ำเพิ่งจะมาไหลนี่เอง 


E=MC2
"มิมิทรงเครื่อง ตัดไข่ใส่นม สมฐานะ "
By : Rain_Girl
…"คำจำกัดความจริงๆของ DIVA หมายถึง นักร้องหญิงที่ประสบความสำเร็จใช่มิค่ะ แต่อีกนัยมันก็หมายถึงชะนีเริ่ด เชิด หยิ่ง ที่ใครๆ ก็ยกย่อง เดี๊ยนเชื่อเช่นนั้น จึงมิได้นำพา เดี๊ยนคิดว่ามันคือการยกย่องเดี๊ยนค่ะ “…
ขยับขากรรไกรเตรียมรับเสียงฮาจากแม่มาลัยกันหรือยังคะพี่น้อง คุณนาย MIMI เธอกลับมาอย่างมาดมั่นและเอิ๊กอ๊าก สมศักดิ์ศรีเอนเตอร์เทนเนอร์ระดับต้นๆ ของวงการ อาซิ่มอาซ้อเจ้าอื่นขอแผดเสียงสุดเสียงสังข์ หรือโหนสลิงขี่ม้าหนุน แต่อาซ้อมิมิของพวกเรา ขอเปิบข้าวขาหมู ขุนหุ่นให้อวบอั๋น ขึ้นเวทีโชว์เสียงปนจำอวด ขายเสียงร้องพร้อมเสียงฮา เพียงแค่เนี๊ย ซ้อเธอก็สามารถยืนหยัดอยู่ในวงการมาได้กว่า 20 ปี….
ทำเป็นเล่นไปนะคะ เห็นซ้อเธอเอิ๊กอ๊าก ทำเฉิบเฉิบ เฉิดฉายในเอ็มวี Touch My Body ซิงเกิ้ลเปิดวิกของเธอ กระแสเสียงจากคนดู วิจารณ์กันมันส์ปาก ทั้งฮาทั้งน่าหมั่นไส้ซะขนาดน้านน แต่ก็เห็นฮึมฮัมกันติดปาก หาโหลดมาฟังกันกระจาย จนซ้อชีล่ออันดับ 1 เพลงที่ 18 ในอเมริกาไปเป็นที่เรียบร้อย นี่ล่ะค่ะ คือเสน่ห์ของตะละแม่มาราย มีทั้งคนรักคนหมั่นไส้ ทุกท่วงท่าที่เธอขยับ มีเต็มไปด้วยจริตจก้าน แต่ก็ยากที่ใครจะปฏิเสธความเก่งกาจในเชิงการตลาดของเธอได้ ชีรู้ว่าเพลงแบบไหนที่จะโดนใจ ชีรู้ว่ากลุ่มมิตรรักนักเพลงของเธอคือใคร ชีจึงไม่ใส่ใจ ว่าใครหน้าไหนจะมองเธอเช่น จอย ชวนชื่น ขอเพียงนังกอน้องเกย์เหล่านั้น ยังอุดหนุนทุกครั้งที่ชีออกแผ่น จะฟังไปด่าไป หัวร่องอหาย หรือปลาบปลื้มน้ำตาไหล ดุจได้รับสัมผัสจากนางฟ้า ขอแค่คุณคิดถึงชี ซื้อเพลงชี แค่นี้ชีก็ประสบความสำเร็จตามเป้าประสงค์ของชีแล้วล่ะค่า
…" ฉันคิดว่าตัวเองมีความเป็นดิว่าค่อนข้างสูง อย่างถ้าเป็นอะไรที่ต้องซีเรียสเป็นการเป็นงานเนี่ย ฉันยอมรับนะว่า ค่อนข้างจะเรื่องมาก และไม่ค่อยจะประนีประนอมในสิ่งที่ฉันต้องการ ถามว่าฉันเรียกร้องเวอร์ไปมั๊ยอ่ะเหรอ ฉันว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ “….
การกลับมาครั้งนี้ นอกจากซ้อเธอจะป่าวประกาศความเป็นดิว่าอย่างมั่นอกมั่นใจแล้ว เจ๊เธอยังทำกิ๊บเก๋ ด้วยการตั้งชื่ออัลบั้มซะหรูหราว่า E=MC2 ชื่อที่ใครๆ ต่างตีความกันไป สื่ออังกฤษบางสำนักถึงกับปักใจเชื่อว่า ซ้อมูรายของดิฉัน ทำเก๋ขอแอบอิงทฤษฏีทางฟิสิกส์ของ Einstein
… “ เอิ๊กๆๆ (หัวเราะอย่างดัดจริตสไตล์แม่มาราย) ต๊ายทฤษฏี Einstein ? ฟิสิกส์? อะไรกันคะ อย่างฉันเนี่ยอ่ะนะ เลขชั้นประถมยังไม่รอดเลยคุณขา ตอนเรียน ม. ต้น ยังตกแล้วตกอีก ฉันแค่ตั้งขำๆ ไม่คิดว่าจะตีความกันไปซะขนาดนี้ “... ดีว่าสาวใหญ่คางสามชั้นเม้าธ์อย่างอารมณ์ดี …“ ได้ดูเอ็มวี Touch My Body หรือยังคะ ? เดี๊ยนว่าอารมณ์ขันในนั้นมันออกจะชัด ไหนจะเนื้อเพลงอีก อุ๊ย ถ้าใครยังคิดว่าเดี๊ยนซีเรียสอยู่อีกเนี่ย ก็โง่เต็มที่แล้วละค่ะ”...
ว่าแต่ชื่อชุดอัลบั้ม E=MC2 เนี่ยมันหมายถึงอะไรน่ะเหรอค่ะ อุ๊ย ซ้อเธอไม่ใช่ทมยันตี หรือนักภาษาศาสตร์ชั้นสูงอะไรหรอกค่ะ ก็แค่ Emancipation Of Mimi หรือแม่มารายทรงเครื่องยกกำลังสองเท่านั่นเองค่ะ …“ชุดเนี่ยเดี๊ยนรู้สึกฟรีกว่าที่ผ่านๆมา”… ซ้อหลายลีลากล่าว (หนูก็เห็นซ้อพูดงี้ทุกชุดมิใช่เหรอคะ)…“บางเพลงในชุดที่แล้วเริ่ดถูกใจเดี๊ยนอยู่นะคะ แต่เรื่องของความปราณีตเนี่ย ชุดนี้กินขาด …ต้องยกความดีให้พ่อรูปหล่อ Jay –Z เขาค่ะ ที่ช่างพูดช่างจา บอกกันเดี๊ยนว่า คนฟังอยากได้ยินได้ฟังตัวตนที่แท้จริงของเดี๊ยน ผัวน้องบีเนี่ยแสนจะรู้ใจ เขารู้ว่าฉันจะสื่ออะไร ฉันมีอารมณ์ขันประมาณไหน รหัสอะไรที่ฉันต้องการสื่อ อย่างคำว่า occ ในเพลงเนี่ย ฉันหมายถึง Out Of Control ค่ะ”…
เรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังงานผลิตเนี่ย ขอยกไว้แล้วกันนะค่ะ พอเชื่อว่าแค่ปะยี่ห้อแม่มาลัย เหล่าลูกแกะ น้องเกย์ ป้ากอ คงจะแห่ซื้อกันสามแผ่นเจ็ดแผ่น ไม่ต้องมีชื่อโปรดิวเซอร์มาดึงดูด แค่ได้ยินเสียงหอนแหบๆ ของซ้อแก มิมิทรงเครื่องชุดนี้ก็ขายแล้ว ว่าแล้วก็มาเม้าธ์เรื่องส่วนตัวของซ้อดูจะมันส์ปากกว่าค่ะ ปีนี้ซ้อเธอปาเข้าไป 38 แล้วแต่ถ้าท่าทาง กริยายังเหมือนสาว 18 จริงๆ แล้ว 38 เนี่ย ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือป่าว เพราะเรื่องอายุอานามเจ๊เธอไม่ปริปากบอกใครมาหลายปีแล้ว แต่เที่ยวป่าวประกาศว่า …“ภายในแล้วเดี๊ยนยังเหมือนกุหลาบแรกแย้ม 15 หยกๆ 16 หย่อนๆ ”… ในส่วนภายนอก ซ้อเอิบเธอก็คุยเหลือเกินค่ะ ว่าช่วงนี้เดี๊ยนเฟิร์มสุดๆ อกเป็นอก เอวเป็นเอว เพราะว่าเข้าคอร์สรีดน้ำหนัก ผลาญไขมันไปได้กว่า 28 ปอนด์ ผิดกะที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า พอใจในเรือนร่างของตัวเอง ไม่อยากลดหุ่นตามแฟชั่น เหมือนสาวๆ ฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่
…“ เอ่อ เดี๊ยนก็ยังคิดว่าเราควรจะภูมิใจในรูปร่างของตัวเอง ตราบเท่าที่ยังรู้สึกมั่นใจกับมัน แต่ถ้าต้องถูกถ่ายภาพหรือออกทีวีบ่อยๆ อย่างเดี๊ยนเนี่ย จะรู้ตัวเองโดยอัตโนมัติเลยค่ะว่า เมื่อไรต้องหยุดตามใจปาก เริ่มลดน้ำหนักได้แล้ว”… ซ้อมิมิกล่าวอย่างจริงจังต่อว่า …“ไม่แน่ เดี๊ยนอาจจะทำวีซีดีออกกำลังมาวางขายกะเขาก็ได้ แค่คิดเล่นขำๆ นะ ..แต่เดี๊ยนว่าเดี๊ยนสามารถค่ะ ทรวดทรงองเอวก็พอมี ทุกคนจะได้รู้ว่ามีเคล็ดลับยังไง ”… ว๊าย รีบๆ ทำออกมาขายนะค่ะซ้อ ได้ข่าวว่าเกาะสิงคโปร์เค้ากำลังจะถมที่ติดทะเล ซีดี work out ของซ้อคงเป็นที่ต้องการไม่ใช่น้อย …

อีกเรื่องนึงที่ไม่ถามซ้อแกไม่ได้ หลังๆ เสียงครหาชักจะดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ จนลูกแกะบางส่วนก็ชักจะเริ่มคล้อยตาม เมื่อเขาเม้าธ์ๆ กันว่า พลังเสียง 5 octave ที่เคยลือเลื่องของซ้อแก มันโบกมือบ๊ายบายเจ๊แกไปตั้งแต่ตอนเลิกผัวแก่ สังเกตได้จากคอนเสิร์ตหรือการแสดงสดหลังๆ ของซ้อ ที่เน้นลิปซิงค์ หรือไม่ก็โชว์เสียงแหบพล่า โก๋งคอหอน ไม่ได้เหมือนสมัยวัยมีประจำเดือนใหม่ๆ ข้อครหานี้ซ้อมิมิเบะปากใส่อย่างไม่พอใจ พร้อมกับออกมาสวนกลับพวกช่างจับผิดว่า
…“ เดี๊ยนอยากให้พวกนักวิจารณ์ลองไปฟังสองเพลงสุดท้ายในอัลบั้มชุดนี้ก่อน แล้วค่อยมาวิจารณ์เรื่องเสียงร้องของเดี๊ยน …ใครๆ ก็รู้ว่าเดี๊ยนเป็นเจ้าของสถิติการขึ้นเสียงสูงสุดเสียงสังข์ อันนี้ไม่ได้จะอวดตัวหรอกนะ แต่อยากให้เข้าใจกันว่า เสียงพูดของเดี๊ยนจะต่ำเป็นธรรมชาติแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ใครๆ มักคิดว่าถ้าร้องเสียงสูง เสียงพูดเดี๊ยนก็ต้องสูงไปด้วยอย่างงั้นเหรองัย“ …
ฟังซ้อแกแก้ต่างหลายๆ เรื่องไปแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่ไม่เม้าธ์ถึงไม่ได้ค่ะ แฟนเจ๊ซิลีนกับสเด็จป้ามาดอนน่าหยิกหนูให้จิกประเด็นนี้หน่อย เห็นทีมพีอาร์ซ้อมาราย ตีฆ้องร้องป่าวว่า ซ้อคือ the biggest selling female artist of all time แฟนเพลงของสองเจ๊ใหญ่เขาฟังแล้วขัดหู อะไรกันยะยอดขายในเมกา สามดิว่าสาวใหญ่ออกจะพอๆ กัน ยอดรวมในยุโรปสองป้านั่น ก็ทิ้งซ้อมาลัยหลายช่วงอก ทำมั๊ย ชีช่างกล้า มาโปรโมทเกินหน้าเกินตาดิว่านางอื่นซะขนาดนั้น
เรื่องนี้บังเอิญเหลือกเกินค่ะ ว่ามีประเด็นที่อังกฤษเมื่อล่าสุดซ้อมิมิเธอไปเดินสายโปรโมทซีดีใหม่ที่ถิ่นเมืองผู้ดี Reggie Yates ดีเจดังแห่ง BBC Radio 1 ยิงคำถามโดนใจ เรื่องยอดขายของซือเจ๊ ว่าจริงๆ แล้วซ้อขายได้แค่ 80 ล้านแผ่นทั่วโลกมิใช่เหรอ ..อุ๊ย โดนจี้เรื่องนี้เท่านั้น บรรยากาศการสัมภาษณ์ที่เคยเอิ๊กอ๊าก กลายเป็นมาคุทันที ..."คุณแน่ใจเหรอว่าตัวเลขนั่นถูกต้อง? ไม่รู้เหมือนกันนะ ฉันคงต้องถามทีมงานก่อน ฉันเองไม่รู้ว่ามันถูกหรือเปล่า"... ทันทีที่พูดจบ ซ้อมิมิเธอก็วางสายโครมกลางอากาศ เหตุการณ์นี้สร้างความมึนงงให้ทีมงาน Radio1 กันยกใหญ่ ..." ผมคิดว่าเธอทึกทักเอาเอง ว่านั่นเป็นการดูถูก การสัมภาษณ์ระหว่างผมกะมารายสิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น เธอคงคิดว่าไอ้ตัวเลข 80 ล้านนั่น ถือเป็นการหยามเกียรติเธอ ผมว่าเธอบ้าดีว่ะ"... Reggie ดีเจคนดังกล่าว
ณ ขณะที่ปั่นต้นฉบับอยู่เนี่ย ยังไม่มีการแถลงจากทีมของแม่มารายแตงร้านว่าหล่อนปวดรอบเดือน หรือนึกขึ้นได้ว่าได้เวลาซีรี่ย์เกาหลีเรื่องโปรดมาแล้ว ถึงได้วางสายไปขณะกำลังให้สัมภาษณ์ แต่แค่นี้ก็เป็นสีสัน สร้างกระแสข่าว ตอกย้ำภาพดีว่ายกกำลังสองของซ้อเธอได้เป็นอย่างดี นี่ล่ะค่ะ เสน่ห์ของซ้อเธอ ถ้าชีไม่เว่อร์ไม่วีน ก็คงเป็นแค่นักร้องหุ่นอาซิ้มร้านทอง ร้องเพลงไร้แก่นสาร ไม่มีจุดเด่นอะไรให้คนจดจำ การที่เธอร้ายเอ๋อเว่อร์วีนแบบนี้ละค่ะ กระตุ้นต่อมสตรีฝังในของเหล่าชาวเพศที่สามดีนัก



SARA BAREILLES
(ซาร่า บา-ไรย-ลิส) เสียงของเธอออกจะใส คลอเคล้าไปกับเปียโน จนทำให้สื่ออดนำเธอไปเปรียบเทียบกับศิลปินสาวในแนวเดียวกันแบบ Norah Jones, Fiona Apple, Tori Amos และ Delta Goodrem ไม่ได้
แต่ถึงจะหน้าใหม่ยังไง คนก็แปลกใจอยู่ดี เธอเป็นใครมาจากไหน เพลงแบบนี้ “Love Song” เพลงป๊อบอารมณ์สดใสที่มาพร้อมกับเสียงเปียโนเพราะๆ ซิงเกิ้ลแรกของเธอ ถึงได้มีดีจนสามารถโดดขึ้นไปอยู่บนชาร์ตบิลบอร์ดถึงอันดับ # 4 ได้ และ “Love Song” เพลงนี้ ก็ยังคว้าอันดับ 1 Pop Song และ Pop Album บนชาร์ต iTunes ที่อเมริกามาแล้วด้วย
“Little Voice” ชุดนี้เป็นอัลบั้มชุดที่ 2 โปรดิวซ์โดย Eric Rosse โปรดิวเซอร์มือดีที่เคยสร้างความสำเร็จให้ 2 อัลบั้มแรกของ Tori Amos มาแล้ว เรียกได้ว่าสาว Sara เธอเพิ่งจะมาดังเอาจริงๆ ก็ตอน 28 โดย อัลบั้มชุดนี้นั้น ขึ้นสูงสุดที่อันดับ #7 Billboard 200 Album Chart ก่อนหน้านี้ เธอเคยออกงานชื่อ Careful Confessions มาในปี 2004 กับสังกัด Epic Records แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นที่รู้จักโด่งดังอะไร ในส่วนของเนื้อเพลงนั้น เธอยังเป็นคนเขียนเองเกือบทุกแทร็คอีกด้วย
สองปีต่อมา Sara เริ่มเขียนและทำเพลงชุดใหม่ไปพร้อมกับการอาศัยไปเป็นวงเปิดให้กับศิลปินต่างๆ Aqualung และ Mika ก็เป็น 1 ในนั้น ก่อนที่จะเข้าปลายปี 2007 ที่เธอออกทัวร์ร่วมกับ Jon McLaughlin และยังไปเป็นวงเปิดให้กับอีกหลายวง รวมถึง Maroon 5, James Blunt และ Paolo Nutini ออกทัวร์ในอเมริกา และปีเดียวกันนี่เอง ราวเดือนมิถุนา โดย iTunes นั้นเปิดให้ดาวน์โหลด "Love Song" แบบฟรีในวีคพรีเมียร์ ไม่กี่เดือนถัดมา ต้นสังกัด ก็ปล่อยขายดาวน์โหลดอัลบั้ม Little Voice ที่ขึ้นไปถึงอันดับ #1 iTune ตามด้วยอันดับ #45 ใน Billboard 200 chart
หลังจากขายผ่านเว็บดาวน์โหลดเพลงดิจิตอลไม่นาน รวมถึงความแรงของเพลงที่ถูกนำไปใช้ในโฆษณาทีวี Rhapsody (online music service) "Love Song" ก็เข้าไปอยู่ในป็อปชาร์ตอย่างรวดเร็วโดดจาก #73 ไป #16 ใน 1 อาทิตย์ และ 27 ธันวาปี 2007 "Love Song" ก็เข้าไปอยู่ใน Top 10 ตอกย้ำด้วยความแรงจากการไปโชว์เสียงสดๆ ในรายการ Tonight Show ของ Jay Leno ในเดือนมกรา ย่างเข้าเดือนกุมภา เดือนแห่งความรัก อัลบั้ม "Little Voice" ก็ขายดิบขายดี โดดจาก #10 ขึ้นไป # 7 Billboard 200 เป็นที่เรียบร้อย
ตัว Sara นั้น เธอมาจากแคลิฟอร์เนีย เรียกได้ว่าเพลงของเธอนั้นเด่นด้วยเสียงเปียโนเพราะๆ อารมณ์ฟังสบายๆ ถูกใจทั้งแฟนเพลงและสื่อมวลชน จนทำให้งานของเธอประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย โดยเฉพาะในชาร์ตอเมริกากับช่วงหลังๆ ที่เราจะไม่ได้ยินเพลงแบบนี้เลย แต่ Sara ก็ถือเป็นอีก 1 ปรากฏการณ์ครั้งใหม่
ปีนี้ สาว Sara มีแพลนที่จะทัวร์ร่วมกับ Counting Crows และ Maroon 5 ด้านซิงเกิ้ลที่ 2 ก็วางไว้แล้ว นั่นก็คือ "Bottle It Up" ส่วนจะ Love Song จะกลายเป็น one hit wonder ของเธอหรือไม่ อันนี้ก็ต้องตามลุ้นกันต่อไป แต่บอกได้เลย ว่าเพลงนี้ เค้ามาแรงแบบข้ามปี เพราะยุคดิจิติอลดาว์โหลดโดยแท้
เพลงอื่นๆ ก็เพราะมาก ตามไปฟังได้ที่ My Space คลิก


อลีชา หรือ Alesha Anjanette Dixon ปีนี้เธอเพิ่งจะ 29 เรียกว่าชื่อนี้ คอเพลงสากลตัวจริงต้องคุ้นกันแน่นอน เพราะสาว Alesha เธอมาจากวง R&B ทริโอสาว Mis-Teeq นั่นเอง
Mis-Teeq มีซิงเกิ้ลแรกชื่อว่า "Why?" ออกมาในปี 2000 ก่อนที่สมาชิก 1 นาง ซึ่งก็คือ McNally นั้นลาออกจากวงเพื่อไปเป็นศิลปินเดี่ยว Mis-Teeq จึงกลายเป็นวงทริโอต