
David Archuleta
พักนี้ไม่รู้เป็นไร เห็นซิกเห็นอวาร์ต้าของสมาชิก FF>> ในบอร์ดแล้วใจมันหวิวๆ พลอยได้หลอมละลายไปกับรอยยิ้มคุณน้องหน้าละอ่อนวัยเพิ่งจะ 18 ส่วนสูง 169 ซม. นาม David Archuleta ซะให้ได้
ก็นี่แหละจ้า เจ้าของตำแน่งรองชนะเลิศ American Idol ซีซั่นที่ 7 ที่ประกาศไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2008 ปีล่าสุด ที่มี The Winner ชื่อว่า David Cook ยังไงล่ะ ว่ากันว่าพ่อหนุ่ม Archuleta ของสาวๆ หนุ่มๆ ผู้มีรสนิยมรักเด็กนั้น แพ้คะแนนโหวตไปแบบเฉียดฉิวเส้นยาแดงผ่าแปดมั่กๆ แต่ก็ได้คะแนนไปตั้ง 44% 97ล้านโหวตแม่ยก อีกทั้งซิงเกิ้ล “Crush” และเพลงที่เหลือในอัลบั้มของคุณน้อง ก็ฮิตนำร่องเข้าไปสิงสถิตย์อยู่ใน Top Last Fm. ของใครบางคนแถวเนี๊ยแหละ แบบไม่ยอมให้น้อยหน้ากระแสโรคพ่ายแพ้ความน่ารักของ David Archuleta ที่กำลังฟีเว่อร์ เป็นเอามากค่ะบอร์ด FF>> หลายๆ รางวัลไม่ว่าจะ Best Male, Best New Artist, Idol FF>> จึงมีชื่อของพ่อหนุ่มน้อย David Archuleta คนนี้ เข้ามาแผ่รัศมีประดุจจตุรเทพน้อยมาจุติ จนทำให้หลายๆ คน (แถวนี้) ที่กลัวจะเชยไม่ทันชาวบ้านเค้า ต้องหันมาให้ความสนใจว่า ไอ้เจ้าเด็กจ่ำม่ำหน้าตาหน้าหม่ำคนนี้ พ่อเป็นใครกัน เพลงเป็นยังไงหรา? ไหนจะคว้ารางวัล Most Fanatic Fans และ Best Smile (อ๊ายมีด้วยเหรอ?) จาก Teen Choice Awards 2008 มานอนกอดได้ด้วยอีก อย่างงี้ไม่พาตัวมาให้รู้จักหน้าเว็บคงจะใจดำไปหน่อยล่ะ

** รูปนี้ Thanks น้อง Disney_Boy นะคะ แฟนพันธุ์แท้ช่วยหาให้ 55
David Archuleta มีชื่อเต็มๆ ว่า David James Archuleta เด็กหนุ่มผู้หลงไหลในเสียงเพลงจาก Murray รัฐยูท่าร์ที่มีความเป็นศิลปินอยู่ในสายเลือดอย่างเต็มตัว มีคุณพ่อเป็นนักดนตรีแจ็ส เล่นทรัมเป็ต คุณแม่เป็นนักร้อง-แดนเซ่อร์ Salsa จากฮอนดูรัส แต่มาเกิดและเติบโตที่สหรัฐอเมริกา โดยก่อนจะมาประกวด The Star เอ๊ย American Idol นั้น คุณน้อง Archuleta ผ่านการประกวด Star Search เมื่อครั้งปี 2003 ตอนนั้นอายุเพิ่งจะแค่ 12 ผ่านไป 5 ปี หลังจากซุ่มฟิตจัด ฝึกฝนจนคิดว่าอายุพอเข้าข่ายเข้าประกวดได้ ไม่ถูกตราหน้าว่าเด็กเกินไปได้แล้ว หนุ่มน้อยหน้าใส David Archuleta ของเรา ก็ได้ฤกษ์ลงสนามใหญ่ระดับโลก (ก็ดังระดับโลกนี่จ๊ะ) อย่าง American Idol ซีซั่นที่ 7 ปี 2008 โดยใช้เพลง ‘Waiting On The World To Change’ ของ John Mayer หนึ่งในศิลปินคนโปรดเข้าสู่การออดิชั่น
และกลายเป็นเจ้าของรองชนะเลิศ American Idol ที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตา The Winner ด้วยหน้าตา รอยยิ้ม และเสน่ห์ที่มัดใจซะขนาดชื่อเรียกยากขนาดนี้ยังไม่เป็นอุปสรรค เธอ ฉัน อิชั้น เดี๊ยน ป้าๆ แม่ยกน่ะเหรอ ยั้งจะอุตส่าห์บันทึกใส่สมองเขียนชื่อ-สกุลของคุณน้องได้ถูกหมด อ๊ะ หรือใครจะเถียง ^_^!
‘David Archuleta’ เปิดตัวที่ # 2 US. คืออัลบั้มชื่อเดียวกับเจ้าตัว ที่พ่อ Archie น้อยได้แสดงฝีมือทั้งเล่นเปียโนไปจนถึงร่วมเขียนเนื้อร้อง ขึ้นชื่อว่าดีกรีไอด้อลซะอย่าง มีรึจะธรรมดา อัลบั้มเปิดตัวของ ‘David Archuleta’ ได้ร่วมงานกับ Daniel Bedingfield, JC N’Sync , Desmond Child มาพร้อมกับแนวเพลงสไตล์ถนัด ที่มีทั้ง Pop, R&B, Ballad, Country, Acoustic, Alternative, Jazz ,Folk เปิดตัวซิงเกิ้ลแรก “Crush” ขึ้นถึงอันดับ #2 Billboard มาแล้ว เป็นรองก็แค่ Disturbia ของสาว Rihanna รวมถึงอันดับ #1 Billboard “Hot Digital Songs” วีคแรกที่ยอดดาวน์โหลด 166,000 ครั้ง! ไหนจะเปิดตัวด้วยยอดขายสูงกว่าซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มของ The Winner อย่าง David Cook ที่ตัด Light On ออกมา ขายไปแค่ 109,035 และยังเอาชนะซิงเกิ้ล "The Time of My Life" ที่เปิดตัวได้สูงสุดที่อันดับ #3 เท่านั้นได้อีก
ด้านศิลปินคนโปรดที่พ่อ Archie ชื่นชอบ ก็มีทั้ง Natalie Cole, Stevie Wonder, Kirk Franklin, Bryan Adams, Natasha Bedingfield, Celine Dion, Mariah Carey, Michael Jackson, Robbie Williams, John Mayer ซึ่งนอกจากบทบาทของการเป็นนักร้องแล้ว Archuleta ยังหันไปรับงานแสดง โดยรับเล่นซีรี่ส์เรื่อง ‘iRocked The Vote’ ที่แสดงร่วมกับนักร้องสาวขวัญใจวัยรุ่น Miranda Cosgrove ในบทของผู้ประกวดการแข่งขันที่ชื่อว่า America Sings ออกฉายในปี 2009 อีกด้วย ชาว FF>> มีรึจะพลาด....
* เพลงที่เลือกร้องใน American Idol ตามที่กำหนดมาแต่ละธีมยุค-ศิลปิน
Auditions "Waiting on the World to Change" John Mayer
Hollywood "Crazy" Gnarls Barkley
Top 50 "Heaven" Bryan Adams
Top 24 "Shop Around" The Miracles
Top 20 "Imagine" John Lennon
Top 16 "Another Day in Paradise" Phil Collins
Top 12 "We Can Work It Out" The Beatles
Top 11 "The Long and Winding Road" The Beatles
Top 10 "You're the Voice" John Farnham
Top 9 "Smoky Mountain Memories" Dolly Parton
Top 8 "Angels" Robbie Williams
Top 7 "When You Believe" Mariah Carey & Whitney Houston
Top 6 "Think of Me" The Phantom of the Opera
Top 5 "Sweet Caroline" / "America" Neil Diamond
Top 4 "Stand by Me" Ben E. King / "Love Me Tender" Elvis Presley
Top 3 "And So It Goes" Billy Joel / "With You" Chris Brown / "Longer" Dan Fogelberg
Finale "Don't Let the Sun Go Down on Me" Elton John / "In This Moment" / "Imagine" John Lennon

Abuse the Youth: Under Skin
หลังจากรวมตัวกันมาตั้งแต่ปี 2006 โดยสองหนุ่มหนึ่งสาว มิก ตูน และจุ ในนาม Abuse the Youth ก็ได้รับการและเป็นที่ชื่นชอบในหมู่แฟนเพลงเรื่อยมาและขยายฐานให้กว้างขึ้น ด้วยแนวดนตรีที่ต้องพะยี่ห้อว่าเข้าได้ถึงคนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นร็อค อินดี้ หรือกระทั่งเมทัล กับงานที่ขับเคลื่อนด้วยพลังดนตรี สามชิ้น ซึ่งคุกรุ่นด้วยความเป็นกรั้นจ์ ร็อค ผสานเมโลดี้ ที่ได้กลิ่นของความเป็นป็อป เข้าถึง และฟังง่าย ริฟท์ไลน์กีตาร์ที่พานให้นึกถึงวงจากแถบ ซีแอตเทิ่ล ผสมผสานกันจนกลายเป็นงานที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ หยั่งชี้ให้เห็นถึงความเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มขั้น อีกทั้งเนื้อหาของเพลงที่แม้จะกลั่นจากหัวอกคนไทยแท้ๆ แต่แปรความหมายที่เขียนได้อย่างสวยงามราวบทกวี ที่กรองอย่างดีออกมาเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งพูดถึงความรู้สึกของมนุษย์ ปุถุชนคนเดินดิน ที่มีทั้งความสุข เศร้า เหงา สูญเสีย รัก และประสบการณ์ที่พานพบมาเป็นแรงบันดาลใจ ผ่านเสียงร้องที่คนฟังจับต้องได้ถึงสิ่งที่อยู่ภายใน นอกเหนือจากการสร้างชื่อและสร้างความสนุกให้กับแฟนๆ ในเมืองไทยได้ประจักษ์แล้ว พวกเขายัง
จาก Abuse the youth ถึงผู้ฟัง
อัลบั้มแรกของวงเป็นภาษาอังกฤษทั้งอัลบั้ม ซึ่งเป็นการแหกกฏของการทำวงดนตรีในประเทศไทย ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน หากต้องการเปิดตลาดในเมืองไทย หลายๆ เสียงต่างตักเตือนว่า ควรจะทำเพลงเป็นภาษาไทย แต่ทั้งนี้ สมาชิกทั้งสาม ต่างยืนยันว่า “ดนตรี คือภาษาสากล อยู่แล้ว ไม่ว่าทำภาษาอะไร หากเป็นดนตรีที่ดี มันควรจะสื่อ และเข้าถึงได้ทุกคน การที่ไม่เคยมีใครกล้าลองทำมาก่อน แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่ามันดีหรือไม่ดี” มิกเผยให้ฟังถึงการทำเพลงภาษาอังกฤษ และในฐานะคนเขียนเนื้อร้อง มิกพูดต่อว่า “การแต่งเนื้อภาษาไทยเป็นงานที่ยาก ด้วยวรรณยุกต์ อักขระ ต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ถนัด ผมควรจะทำอะไรในสิ่งที่ ที่ตัวเองทำได้ดี มันน่าจะเวิร์กกว่า”
หนุ่มตูนมือเบสของวงเคย กล่าวไว้อย่างติดตลกว่า “เวลาผมไปต่างจังหวัด แล้วได้ยินเพลง Zombie ของ The Cranberries ทำไมถึงร้องได้กับทุกคน แสดงอารมณ์กันสุดฤทธิ์ และออกสำเนียงได้กันเป๊ะๆๆ ไม่รวมถึง Hotel California อีก ที่กลายเป็นเพลงชาติประจำร้านเหล้าไปแล้ว ดังนั้นการทำเพลงภาษาอังกฤาของพวกเรามันก็น่าจะเข้าถึงผู้คนได้แบบอย่างนั้นบ้าง” จุ มือกลอง เผยความคิดถึงเรื่องนี้ว่า “การที่เราทำเพลงภาษาอังกฤษ มันก็มีข้อดี เพราะ ทำให้เราได้เพื่อนใหม่ๆจากหลายๆ ประเทศ และกลุ่มคนฟังของเราก็กว้างขึ้น ไม่จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทย แต่แน่นอน วง เราเป็นวงสัญชาติไทย อย่างไร เราก็อยากให้คนไทยยอมรับพวกเราด้วย”
Debut album:
สตูดิโออัลบั้มแรกของวงที่มีชื่อว่า Under Skin ได้รับการรังสรรค์ เรียบเรียง โดยโปรดิวเซอร์ ที่มีประวัติการทำงานอันยาวนาน และพ่วงท้ายด้วยรางวัลการันตีฝีมือจากหลายสถาบันอย่างไซม่อน เฮนเดอร์สัน โปรดิวเซอร์ชาวอังกฤษ ที่รู้จักกันดีในวงการเพลงบ้านเรา ในฐานะผู้ที่รังสรรค์งานของวงร็อคแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง Hangman และ Silly Fools ให้ประสบผลสำเร็จมานักต่อนัก มาเป็นผู้ควบคุมทิศทางและดูแลงานในอัลบั้ม Under Skin นี้ด้วยตัวเองทั้งหมด และเมื่อมือมาสเตอริ่งมากประสบการณ์ อย่าง แมทท์ โคลตัน ที่เคยทำงานให้ทั้งกับศิลปินชื่อดังอย่าง The Raconteurs, Neon Neon, Black Kids, Travis ไปจนกระทั่งถึง Aphex Twin ได้มีโอกาสฟังงานของ Abuse the Youth เขาจึงขอถือโอกาสหอบหิ้วงานชิ้นนี้กลับไปมาสเตอร์ริ่งในสตูดิโอที่ลอนดอน ให้สมกับคำชื่นชมที่สะท้อนอกมาจากปากหลังได้ฟังงานของวงนี้ครั้งแรกว่า “เจ๋งกว่างานไหนๆ ที่เคยได้ยินมาในปีนี้เลยครับ”
อัลบั้ม Under Skin ได้คัดสรรงานที่โดดเด่นที่สุดจากทั้งหมดกว่า 30 เพลง และคัดเลือกให้เหลืองานชั้นหัวกะทิ 11 แทร็ค มารวมอยู่ในชุดเดียวกัน โดยปล่อยเพลง Way Out เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
Way Out ซึ่งนักร้องนำ และคนเขียนเพลงประจำวงอย่างมิก ได้ให้คำจำกัดความว่า
...“เป็นเพลงที่พูดถึงคนคนหนึ่งที่หลบปัญหาในชีวิต โดยการหนีไปอยู่ที่ไกลโพ้น แต่แล้วสุดท้ายการหนีปัญหาของเค้า มันก็กลายเป็นการหนีไปเจอปัญหาอื่นๆ อยู่ดี....ซาวน์ดเพลงนี้ฟังดูค่อนข้างเก็บกด เหมือนบางคนที่คุณอาจจะเห็นเค้าเป็นคนยิ้มแย้มสนุกสนาน แต่ใครจะรู้ว่าในหัวเค้าแทบจะระเบิดออกมา”... หรือแม้แต่เพลงอื่นๆ ที่มิกได้เผยให้เห็นถึงที่มาและเป็นงานที่เรียกได้ว่าเขาผูกพันด้วยที่สุดอย่าง Everything ...“ผมชอบความหมายเพลงนี้มาก มันเป็นเพลงรักโรแมนติก แล้วก็หน้าด้านมากพร้อมๆ กัน มันคือความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นเพราะความงี่เง่าและความผิดพลาดของผมเอง แต่ก็ยังอยากบอกให้เธอรู้อยู่ดี” ...
Electricity งานที่น่าจะน็อคคนฟังให้อยู่หมัดตั้งแต่อินโทร และจะยิ่งหลงรักมากกว่านี้ หากทำตามที่เจ้าตัวโฆษณา ...“โปรดิวเซอร์ของเราพูดถึงเนื้อเพลงเพลงนี้ว่า มันช่างพิลึกกึกกือ ซึ่งผมก็คิดว่ายากที่จะบอกความหมายของมัน มันเป็นเพลงจังหวะสนุกชวนเต้น ซึ่งผมคิดว่าคุณจะเข้าใจความหมายของมันได้ดี หากได้ฟังเพลงนี้แบบสดๆ......ผมพูดจริงๆนะ”...
One Day ....“ผมคิดว่ามันเป็นเพลงที่ฟังสนุกแล้วก็จ๊ะจ๋า โจ๊ะๆ ที่สุดในอัลบั้ม แต่ความหมายของมันค่อนข้างรุนแรง และเต็มไปด้วยความเคียดแค้นแบบด้านเดียว หรือคุณจะเรียกมันว่า คำสาปแช่งของคนขี้แพ้ ก็ได้นะ” ....
Please สำหรับคอเพลงรัก ที่ประทับใจกับงานจิ๊กโก๋อกหัก ก็น่าจะอินกับมันได้ไม่ยาก ...“เป็นอีกสูตรสำเร็จของเพลงเศร้า อกหัก เวลาคนที่คุณรักกำลังจะจากคุณไป.....แน่นอนล่ะ คุณอ้อนวอนขอร้องไม่ให้เธอไป” ....มิกตบท้าย
แนะนำรายตัว

มิก – มิกข์ วรนิสรา ' (กีต้าร์ ร้องนำ)
สถาปนิกวัยเบญจเพส จากรั้วจามจุรี ที่มีใจรักในดนตรี ความสุขของเขาคือการเล่นดนตรี เมื่ออยู่บนเวที ศักยภาพในการร้องเพลง เล่นดนตรี และความก้าวร้าว ดุดัน ของเขาจะได้รับการแสดงออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้เขามีคุณสมบัติ ในการเป็น Front Man อย่างครบถ้วน ทั้งในด้านการร้องเพลง และการเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ ในด้านดนตรี มิกรับหน้าที่แต่งเนื้อร้องทั้งหมด ซึ่งจากบทเพลงแสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหว และความอ่อนโยน รวมถึงมุมมองที่เขามีต่อชีวิตบนโลกใบนี้

ตูน- ศุภพงษ์ พรึงลำภู (เบส) นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว ความสุขุม และลีลาการเล่นเบส ที่ดึงดูดสายตาทุกคู่ หนุ่มคนนี้เมื่ออยู่บนเวที จะทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการคุมจังหวะ และกระตุ้นอารมณ์คนดูให้คล้อยตามไปกับบทเพลงของพวกเขา เมื่ออยู่นอกเวทีเขาเป็นหนุ่มที่มีอารมณ์ขันมากมาย และเป็นนักเล่าเรื่องตัวยง นอกจากนี้ ตูนยังเป็นมนุษย์หลายอาชีพ เพื่อทำให้เขาสามารถเล่นดนตรีได้ทุกเมื่อ ตูนเป็นกราฟิค ดีไซเนอร์ เป็นเจ้าของร้านเช่าการ์ตูน และยังเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, รังสิต แต่อาชีพเดียวที่เขาอยากเป็นมากที่สุด คือ การเล่นดนตรี
จุ – จุรีพร กมลธรรมกุล (กลอง)
หญิงสาวหนึ่งเดียวของวง และมือกลองระดับแถวหน้าของเมืองไทย ด้วยความสามารถในการหวดกลองที่ดุดัน หนักแน่น ทำให้จุได้ไปเป็นมือปืนรับจ้าง ตีกลองให้กับหลายๆวงด้วยกัน อาทิ วงอรนรีย์ 7th Scene ฟลัวร์ และ Crescendo ด้วยฝีมือการตีกลองที่เป็น ที่ยอมรับจากนักดนตรีด้วยกัน ทำให้จุ ได้กลายเป็น Ambassador สาขาประเทศไทย ของ Ludwig ผู้ผลิตกลองคุณภาพระดับโลก
ผลงานงานที่ผ่านมา
1.. Music Express 23rd Anniversary Jan 2009
2. Bangkok 100 Rock Festival 30 Nov, 2008
3. Fat 8, Challenger Hall , 9 Nov 2008
4. MRD 4, 29 Sep, 08 Moon Star Studio, BKK
5. Baybeat Festival 08, 29-31 Aug 2008 , Esplanade, Singapore เป็นวงไทยวงเดียวที่ได้รับเลือกไปเล่นเทศกาลดนตรีในครั้งนี้
6. Fete de La Musique 08, 27 July, Central World, BKK เทศกาลดนตรีฝรั่งเศส
7. Music Express 22nd Anniversary 2008 งานครบรอบนิตยสารซึ่งเล่นแจมกับ Brand New Sunset
8. Fat 7 และแสดงสด ออกรายการโทรทัศน์ 108 Music ช่อง TPBS ฯลฯ
รางวัล
1. ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง “Best Group” JunkSound Regional Award 2008, จาก Junk Magazine, Singapore (ประกาศผลเดือน ธันวาคม 08)
2. ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 4 สาขา “Best Band” “ Best Drummer” “Best Bassist” และ “Best Producer” จากนิตยสาร Headbanger 2008 (จะประกาศผลเดือน ธันวาคม 08)
3. ได้รับรางวัล วงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม “Best New Comer” ปี 2007 จาก นิตยสาร Headbanger
4. ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง วงหน้าร็อคหน้าใหม่ยอดเยี่ยม “Best New Comer จาก คลื่น แฟต เรดิโอ 2007
Under Skin กำหนดวางแผง มกราคม 2009
Website: www.abusetheyouth.com

ข้อมูล-ประชาสัมพันธ์ : มาย เดอะ แก๊บ เรคคอร์ด 02 712 5808-9

กลับมากับอัลบั้มชุดที่ 3 แบบแรงสุดเหวี่ยง สำหรับหนุ่มๆ ตระกูล J กับอัลบั้ม A Little Bit Longer ที่ซิงเกิ้ล Burning UP ของพวกเขา กำลังฮิตโดนใจอยู่ ณ ตอนนี้
....พูดได้เต็มปากว่า 3 พี่น้องตระกูลนี้แกดังเว่อร์จริง แถมฟังเพลงของหนุ่มๆ ตระกูลนี้ก็ชวนให้นึกถึงพี่น้องตระกูล Hanson อย่างไม่ต้องสงสัย เสียแต่ความหล่อสู้ไม่ได้นี่สิ เอ! หรือจะได้หว่า ไม่แน่นะหน้าตาแบบนี้อาจจะเป็นเทรนด์กรี๊ดดดด ของสาวมะกันก็ได้ใครจะไปรู้ ที่สำคัญตระกูลนี้เค้ามาแบบเอกลักษณ์หัวหยิกหัวหยอยได้ใจ เอาเป็นว่าชื่อนี้ Jonas Brothers ปีนี้ใครไม่รู้จัก ขอบอกว่าเชยเป็นอย่างมาก แม้บ้านเราพวกเขาจะไม่ดังก็เหอะนะ 55
.....ขอบคุณข้อมูล จาก Universal ต้นสังกัดจ้า มารู้จัก 3 หนุ่ม Jonas Brothers (โจนัส บราเท่อร์) อันประกอบด้วยพี่ใหญ่ Kevin, Joe เเละน้องเล็ก Nick กันเลย>>>>>
หลังจากปล่อยซิงเกิ้ล When You Look Me In The Eyes ขึ้นอันดับ 1 บน EASY 105.5 fm บ้านเรามาแล้ว พวกเขาพร้อมแล้วกับอัลบั้มใหม่ล่าสุดที่สามารถเปิดตัวที่ อันดับ #1 Billboard 200 ทันทีตั้งแต่อาทิตย์แรกที่วางขาย และเจ้าของตำแหน่งบอยแบนด์รุ่นใหม่ที่มาแรงไม่มีใครเกินจากค่ายดิสนี่ย์ Jonas Brothers ที่คนทั้งอเมริการู้จักกันดี แถมยังมีฝีมือทางด้านดนตรีที่ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าใคร ทั้งร้อง เเต่งเพลง เล่นดนตรีเอง จึงทำให้เป็นที่จับตามองของสื่ออเมริกันอยู่ในขณะนี้
ทั้งสามโตที่ New Jersey โดยคนที่เริ่มเข้าวงการเป็นคนเเรกคือ Nick ที่พบพรสวรรค์ของตัวเองขณะร้องเพลงอยู่ในร้านตัดผม กระทั่งความสามารถเข้าตาผู้จัดละครเวทีบรอดเวย์ จึงได้ร่วมเเสดงเเละร้องเพลงบนเวที และได้เข้าไปเซ็นสัญญากับค่าย Columbia Records ออกซิงเกิ้ลเเรกชื่อว่า Dear God ต่อด้วยซิงเกิ้ลที่ 2 Joy To The World ที่ Nick เเต่งเองให้กับคุณพ่อ เเต่กลับไม่ประสบความสำเร็จนัก กระทั่งได้พี่ชายอีก 2 คน คือ Joe เเละ Kevin มาช่วยเติมเต็ม ร่วมเเต่งเพลงในอัลบั้มให้
ปีต่อมาหลัง ประธานค่ายคนใหม่ Steve Greenberg ได้ยินอัลบั้มของ Nick ก็เกิดชอบในน้ำเสียง ประจวบเหมาะในขณะนั้นมีโปรเจ็กต์ที่ต้องการสร้างกลุ่มนักร้องที่มีความสามารถอยู่พอดี 3 พี่น้อง Jonas ก็เลยเข้าตา ถูกจับเซ็นสัญญาออกอัลบั้มเดี่ยวชุดเเรกทันที โดยอัลบั้มเเรกของ Jonas Brothers ชื่อว่า It’s About Time (2005) เเฟนๆ ให้การตอบรับเป็นอย่างดี ประสบความสำเร็จทั้งทางด้านยอดขายเเละเสียงตอบรับจากเเฟนๆ อย่างล้นหลาม
จนมาถึงอัลบั้มที่ 2 ใช้ชื่อเบสิคว่า Jonas Brothers ที่ทั้ง 3 คนได้มีส่วนร่วมกับอัลบั้มนี้ โดยพี่ใหญ่ของวง Kevin ได้เขียนเนื้อร้องเองในอัลบั้มนี้ด้วย ซิงเกิ้ลเเรก S.O.S กระเเสเเรงติดอันดับ Top 20 ใน Billboard ตามติดด้วยซิงเกิ้ลที่ 2 ที่ออกมาตอกย้ำความเเรงด้วยเพลงช้าซึ้งๆ ที่มากระชากใจสาวๆ คือเพลง When You Look Me In The Eyes ที่โดนใจเช่นกันในบ้านเรา
ในส่วนของการแสดงนั้น ทั้ง 3 ประสบการณ์ด้านการเเสดงก็ไม่ได้น้อยหน้าใคร เคยผ่านทั้งการเเสดงเเละร้องเพลงในบรอดเวย์มาเเล้ว ส่วนงานทางช่อง Disney Channel ที่คุ้นหน้ากันก็ High School Musical ที่ได้รับเชิญร่วมเเสดงด้วย เเละเรื่องที่ทำให้ 3 พี่น้องดังเป็นพลุเเตกก็คือ Camp Rock ที่ทั้ง3 เป็นตัวนำของเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้ ส่งผลให้กวาดรางวัลในเวทีต่างๆ มากมาย เช่น Teen Choice Awards , Kids Choice Awards เเละยังได้รับเกียรติให้เข้าไปเเสดงในทำเนียบขาวต่อหน้าประธานาธิบดี รวมถึงขึ้นเเสดงบนเวทีใหญ่ๆ ระดับ American Music Awards มาเเล้ว
กว่าที่จะมาเป็น Jonas Brother ถึงปัจจุบันได้นั้น 3 พี่น้องได้ผ่านบททดสอบต่างๆ มากมาย ทั้งทางด้านการเเสดงเเละการร้องเพลงจนประสบความสำเร็จ เเละเป็นที่ยอมรับจากเเฟนๆ ทั่วโลก เเละวันนี้พวกเค้าจะมาคว้าใจสาวๆ ในไทยบ้าง หวังว่าเเฟนๆ คงจะไม่ใจร้ายกับทั้ง 3 หนุ่มมากความสามารถเ เละหน้าตาดีอย่าง Jonas Brothers น่ะจ๊ะ Universal ต้นสังกัดเค้าฝากบอกมา



P!nk
สาวซ่าส์ร่างแหนมนาม Pink ห่างหายจากข่าวเม้าธ์จ๊ะเอ๋ปาปาราซซี่เหมือนจะนาน ทิ้งท้ายไว้ด้วย "I'm Not Dead" อัลบั้มที่ดังนาน ซิงเกิ้ลเพียบ มาแบบเงียบๆ แต่เครดิตดีอย่าบอกใครเชียว
กลับมาครั้งนี้ แม่เสือสาวสัญลักษณ์ P!nk มาพร้อมความเปรี้ยว ซ่าส์ จี๊ด ได้ใจกว่าเดิม โดยเฉพาะทรงผม-สีผมจ๊าบๆ ลุคนางแบบ (แค่ส่วนหัวนะจ๊ะ หุ่นยังแหนมเหมือนเก่า) แค่ซิงเกิ้ลเปิดตัว So What! แม่คุณก็แดกดันไปถึงชีวิตส่วนตัว ที่เพิ่งเลิกรากับสามีนักบิดที่เคยลงทุนยกป้าย “"Will you marry me?" ขอแต่งงานข้างสนามแข่ง ทำเอาคุณแฟนหนุ่ม Carey Heart ที่คบกันมาร่วม 4 ปี ต๊กกะใจจนหวิดเกิดอุบัติเหตุ ...ในที่สุด ทั้งสองก็จับมือครองรักใช้ชีวิตคู่แต่งงานกันไปเมื่อ 7 มกราคม ปี 2006 หนึ่งปีให้หลังผ่านวาเลนไทน์มาแค่ 5 วัน ก็ต้นปี 2008 ที่เพิ่งจะผ่านมานี่เองแหละ คู่นี้เค้าก็แยกทางเซ็นใบหย่า คอนเวิร์สมันคนละทางเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้ก็ยังไม่มีหนุ่มที่ไหนมาดามหัวใจ นอกจากเจ้าหมาน้อยคู่ใจมี Pink ไว้เป็นเพื่อนเล่น หลังเปิดตัวด้วยโชว์สุดอลัง พร้อมลุคใหม่ เป็นที่ถูกใจแฟนคลับที่งาน VMAs 2008 ไม่ถึงเดือน So What! ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มล่าสุดลำดับที่ 5 Funhouse (ว่ากันว่าชื่ออัลบั้มเดิมนั้น เจ๊แกเล่นตั้งไว้ว่า 'Heartbreak is a Motherfucker' แต่มาถูกต้นสังกัดปฏิเสธซะก่อน) ก็กลายเป็นอันดับ #1 บิลบอร์ดเพลงแรกในชีวิตของ Pink นับตั้งแต่มีอัลบั้มแรก Can’t Take Me Home ออกมาเมื่อปี 2000 ไม่นับซิงเกิ้ลเฉพาะกิจ 4 นางจากหนัง Moulin Rouge “Lady Marmlade” ถือเป็นการเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในชีวิตการเป็นนักร้อง (Most Girl / Get The Party Started #4 US.) ที่มาพร้อมทีมโปรดิวเซอร์สุดเก๋า Butch Walker, Billy Mann, ,Eg White และ Tony Kanal จากวง No Doubt's โดยสาวซ่าส์ของเราร่วมแต่งเพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มเช่นเคย และยังกล้าเอาชีวิตแต่งงาน 2 ปีที่ล้มเหลวมาเป็นถ้อยคำกัดกร่อนจิกไปถึงหัวใจใส่ไว้ในอัลบั้ม ใครๆ ก็พูดถึงเนื้อร้องในอัลบั้มนี่โดยเฉพาะซิงเกิ้ลแรก และเป็นที่น่าแปลกใจอีกด้วยว่า นี่คือครั้งที่ 2 เข้าไปแล้วที่เจ๊ซ่าส์เธอเขียนเพลงแขวะแม่สาว Jessica Simpson อีกครั้ง หลังกัดสาวเจสซะเลือดซิบมาแล้วครั้งนึงกับ "Stupid Girls” ด้วยเนื้อร้องท่อนที่ว่า…“The waiter just took my table, and gave to Jessica Simp- Shit!”... ล่าสุด Sober ก็จองคิวเป็นซิงเกิ้ลที่ 2 เรียบร้อย ...นี่ขนาดเปิดตัวไล่ๆ กับลุคใหม่/ เพลงใหม่ Britney Return กะ Christina Aguilera ในงาน VMAs พร้อมๆ กันนะเนี่ย ดีกรีความแรงของแม่ Pink ยังร้อนฉ่าซ้า^_^!!




Katy Perry >> สาวน้อยสุดเปรี้ยวที่มิกซ์เอาการแต่งตัวสไตล์แบบ Dita Von Teese เข้ากับ Agnes Deyn ออกมาเป็นคาแรคเตอร์ในแบบตัวตนมันส์ๆ แบบฉบับของ Katy Perry คนนี้ได้อย่างน่าทึ่ง ถึงขั้นปาปาราซซี่งี้ต้องอึ้ง จับโฟกัสไปที่เธอคนนี้ นี่คือจุดขายอย่างหนึ่งที่มาพร้อมกับซิงเกิ้ลล่อแหลม ไม่ว่าจะ "Ur So Gay" ที่ Madonna เคยพูดถึงว่านี่ล่ะเพลงโปรดของป้าตอนนั้นเลยนะ หรือซิงเกิ้ลสุดฮ็อตอย่าง “I Kissed A Girl” ที่ยิ่งอัพทวีความฮ็อตให้ชื่อของ Katy Perry โด่งดังเป็นพลุแตกเพียงชั่วข้ามคืน อันดับ #1 กว่า 20 ประเทศทั่วโลก รวมถึงที่ อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ และอันดับ #1 บิลบอร์ด แน่นอนว่าความเป็น Katy Perry ไม่ใช่แค่เพียงเพลงพ็อพร็อคธรรมดา แต่คาแรคเตอร์แบบนี้เหมือนจับเอา Lily Allen มาเจอกับ Amy Winehouse ออกตัวว่ามีไอดอลชื่อ Freddie Murcury นี่คือตัวขาย-ตัวเข็นของ EMI คัมแบ็คในอ้อมกอด Warner เชียวนะจะบอกให้สำหรับความสำเร็จของอัลบั้มแรก One Of The Boys ที่มีซิงเกิ้ลสุดฮ็อต อย่าง “Ur So Gay” และซิงเกิ้ลล่าสุด “Hot N Cold” ที่ นอกจากจะได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ชื่อดังมากมายแล้ว อัลบั้มนี้ Katy Perry ยังมีส่วนร่วมในการโปรดิวซ์ และขึ้นเป็นอีกหนึ่งแฟชั่นไอคอนของสาววัยทีนในขณะนี้เดินรอยตาม Lily Allen ข้ามหัว Avril Lavigne อย่างไม่ต้องสงสัย Katy Perry สาววัย 24 จากซานตาบาบาร่าคนนี้ มีชื่อจริงว่า Katheryn Elizabeth Hudson เริ่มต้นการเป็นนักร้อง-นักแต่งเพลงด้วยอายุเพียง แค่ 16 และใช้เวลาเกือบ 7 ปีด้วยกันกว่าจะประสบความ สำเร็จ โดย Katy นั้น ไม่น่าเชื่อว่าด้วยบุคลิคซ่าส์ย้อนยุคเอามันส์ขนาดนี้ เธอจะโตมากับการฟังเพลงกอสเปลและร้องประสานเสียงในโบสถ์ ก่อนที่จะย้ายจากแคลิฟอร์เนียไปแอลเอเมื่อตอนอายุได้ 18 โดย Steve Thomas และ Jennifer Knapp ได้จับเซ็นสัญญากับค่ายของพวกเค้า Red Hill Records ออกอัลบั้มใช้ชื่อว่า Katy Hudson ในปี 2001 แถมเป็นอัลบั้มในแนวคริสเตียนกอสเปลซะด้วย ก่อนที่เจ้าตัวจะไปพบกับสิ่งที่ตัวเองคิดว่าใช่ นั่นก็คืออัลบั้มของวง Queen คอลเลคชั่นของเพื่อน ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจผลักดันก้าวต่อๆ มา รวมถึงศิลปินอย่าง Alanis Morissette, Heart, Joni Mitchell อัลบั้ม Morning View ของ Incubus เปลี่ยนตัวเองจาก "Katy Hudson" เป็น Katy Perry เพื่อไม่ให้ชื่อของตัวเองไปสับสนกับดาราสาว Kate Hudson มากเกินไป โดย Perry นั้นก็คือชื่อกลางของแม่นั่นเอง และต่อจากนี้ไป นส. Katy Perry จะมีศิลปินพ็อพร็อคเป็นแรงบันดาลใจไม่ว่าจะ Cher, Cyndi Lauper, Joan Jett รวมถึงความเก๋ไก๋ได้ใจของ Shirley Manson แห่งวง Garbage ปี 2004 Katy Perry ได้ร่วมงานกับทีม The Matrix ที่เคยทำเพลงให้กับ Avril Lavigne, Liz Phair, Hilary Duffและ Skye Sweetnam มาแล้ว ได้เขียนเพลงร่วมกับ Glen Ballard สำหรับอัลบั้มไม่จำกัดกลุ่มคนฟังอีกต่อไปที่แพลนจะวางขายในปี 2005 หลายแทร็คด้วยกันถูกนำไปใส่ไว้ใน MySpace ส่วนตัวเช่นเดียวกับเพลงที่ร่วมงานกับ Glen Ballard ชื่อ "Simple" ก็ได้ไปรวมอยู่ในซาวนด์แทร็คหนังปี 2005 The Sisterhood of the Traveling Pants และต่อยอดไปร่วมงานกับวง P.O.D. ในซิงเกิ้ล "Goodbye For Now" เมื่อปี 2006 ก่อนที่จะหลุดสัญญากับค่ายที่เซ็นไว้ กระทั่งไปเตะตา CEO ของ Virgin Records นายใหญ่ Capitol Music Group เข้าไปเป็นศิลปินในสังกัด เริ่มต้นนับ 1 กับอัลบั้มแรกอย่างเป็นทางการสุดทรหดเอาเมื่อปี 2007 สู่การกลายเป็นขวัญใจ MTV, VH1 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน MTV Video Music Awards ขึ้นโชว์เพลงของ Madonna "Like a Virgin" One Of The Boys คืออัลบั้มแรกอย่างเป็นทางการของ Katy Perry ที่ครั้งนี้ได้ร่วมงานกับตัวเจ๋งๆ ระดับ Cathy Dennis, Greg Wells, Dr. Luke, Butch Walker, Max Martin, Dave Stewart, Ted Bruner ตัวอัลบั้ม released ในอเมริกาไปเมื่อ 17 มิถุนา ก่อนหน้านั้น ต้นสังกัดได้ปล่อยดิจิตอล /EP "Ur So Gay" เขียนและโปรดิวซ์โดย Greg Wells (OneRepublic, Mika) และถ้าจะพูดกันเต็มปากว่า Madonna คือผู้แจ้งเกิดชื่อ Katy Perry ก็คงไม่ผิด เพราะ Madonna นั้นได้ให้สัมภาษณ์กับ KISS FM ว่า "Ur So Gay" นี่แหละเพลงคือโปรดของเธอชั่วโมงนั้นเลย ซิงเกิ้ลแรกอย่างเป็นทางการของอัลบั้มนี้ก็คือ "I Kissed A Girl" ที่ตัดขายราวเดือนเมษา เปิดตัวที่ Billboard Hot 100 อันดับ #76 ก่อนจะโดดขึ้นมาเป็นอันดับ #1 อย่างไม่มีใครคาดคิด เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2008 / อันดับ #1 iTunes ล่าสุด ซิงเกิ้ลที่ "Hot N Cold" ที่ตัดขายเดือนกันยานี่ก็มาแรงด้วยเอ็มวีเตะตาไม่แพ้กัน กลายเป็น Top 5 เพลงที่ 2 ของ Katy ใน US. #7 UK. เริ่มคิดแพลนโปรเจ็คต์อัลบั้มถัดไปตอนนี้ไว้บ้างยัง? : ชั้นมองหาไปเดียใหม่ๆ ไว้อยู่ตลอดนะ เวลาไปไหนเดินๆ อยู่นึกไรออกก็เอาเทปมาอัดเสียงไว้ เค้าลือกันว่า Britney Spears น่ะใช้ริงโทนเพลง "UR So Gay" ด้วย คิดว่าไง? ถ้าจริงก็เจ๋งไปเลย ชั้นก็ชอบเพลงเธอนะ ชั้นว่า "Toxic" น่ะเป็นเพลงที่เจ๋งที่สุดของเธอเลย หวังว่าเธอคงจะไปได้สวยและโชคดีกับอัลบั้มใหม่ของเธอล่ะ อย่างที่รู้ ต้นปี Madonna เคยพูดถึงเพลงของคุณด้วย ถ้าให้ดูเอทกับเธอล่ะ? นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับ Madonna เพราะคุณก็รู้นี่ว่าระดับ Madonna น่ะ!!! แน่นอนว่าฉันก็ต้องยินดีอยู่แล้ว 

(M.I.A.) หรือ เอ็ม ไอ เอ เจ้าของเพลงสุดเก๋ไก๋แซมเปิ้ลแปลกหูด้วยเสียงปืน เสียงเปิดเครื่องแคชเชียร์คิดเงินใน “Paper Planes” ที่หลายคนติดอกติดใจถามถึงเจ้าของเพลงไปตามๆ กัน ซึ่งนอกจากบีทหนุกๆ และเสียงร้องที่แปลก และโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนใครของ M.I.A. แล้ว เจ้าเพลงนี้ยังแซมเปิ้ลริฟฟ์กีตาร์จากเพลง Straight To Hell ของ The Clash และยังได้รับเลือกให้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ตลกขวัญใจนักวิจารณ์ Pineapple Express ที่นำแสดงโดย James Franco อีกต่างหาก “Paper Planes” ซิงเกิ้ลที่ 3 จากอัลบั้มชุดที่ 2 ที่ใช้ชื่อว่า Kala เลยแจ้งเกิดสาว M.I.A. ที่บ้านเกิดในเกาะอังกฤษของเธอที่อันดับ #17 UK. รวมถึงข้ามฝั่งไปดังถึงที่อเมริกาขึ้นถึงอันดับ #4 US. บิลบอร์ดชาร์ต แจ้งเกิดชื่อ M.I.A. ให้ทั่วโลกได้หันมาสนใจสาวผิวคล้ำหน้าแขกวัย 31 ความสามารถเหลือล้นอย่าง M.I.A. ชนิดที่ว่าเป็นอีก 1 สาวมาแรงสุดๆ ของปีนี้ก็ว่าได้
M.I.A. หรือชื่อจริงว่า Mathangi "Maya" Arulpragasam เธอคนนี้เป็นทั้งกราฟฟิคดีไซน์ ช่างภาพ แฟชั่นดีไซน์ นักร้อง นักแต่งเพลง รวมถึงโปรดิวเซอร์ ที่สร้างสรรค์และผสมผสานดนตรีเออร์บันได้อย่างอัศจรรย์ด้วยสำเนียงสืบทอดเชื้อสายในแบบศรีลังกาอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดย M.I.A. นั้นเข้าสู่วงการเพลงมาเมื่อปี 2004 ด้วยการแชร์เพลงบนอินเตอร์เน็ตของตัวเองในรูปแบบซิงเกิ้ลทั้ง "Galang" และ "Sunshowers" เข้าสู่ปี 2005 อัลบั้มแรกที่ใช้ชื่อว่า Arular ของเธอก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Mercury Prize จนมาถึงอัลบั้มชุดที่ 2 Kala ที่วางขายในปี 2007 และความแรงของซิงเกิ้ล "Paper Planes" ก็แจ้งเกิดชื่อ M.I.A. ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างในที่สุด เจ้าตัวก็เลยต้องอุ้มท้องออกทัวร์โปรโมทอัลบั้มนี้แบบโด่งดังขึ้นมาไม่รู้ตัวไปโดยปริยายก็กลางปี 2008 นี่เอง ที่สำคัญอัลบั้มนี้ ไม่ว่าจะอาร์ตเวิร์ค ภาพถ่าย หรือปกอัลบั้ม ยังเป็นฝีมือออกแบบของเธอเองอีกด้วย รวมถึงกำกับมิวสิควิดีโอด้วยตัวเอง (Paper Planes กำกับโดย Bernard Gourley) ในส่วนของชื่ออัลบั้ม Kala ที่หลายคนสงสัย ก็คือชื่อคุณแม่ของเธอนั่นเอง
ก่อนหน้านี้ M.I.A. ได้ร่วมงานกับ Timberland ในแทร็คชื่อ "Come Around" ที่อยู่ในอัลบั้ม Shock Value ปี 2007 และในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน อัลบั้ม Kala ก็ได้รับคำชมจากวิจารณ์มากมายรวมถึง Rolling Stone และ Blender และได้รับการจัดอันดับจาก USA Today ให้อยู่ใน "100 Most Interesting People of 2007" ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่ Paper Planes (Remixes EP /digital) จะตัดขายเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2008 และฮ็อตสุดๆ จนถึงขั้นที่ว่าสาว Rihanna ก็เคยหยิบเพลงนี้ไปร้องคัฟเว่อร์มาแล้ว อัลบั้ม Kala ขึ้นสูงสุดที่อันดับ 18 บิลบอร์ดอัลบั้ม Kala จึงเป็นอีก 1 อัลบั้มที่น่าสนใจที่สุดในปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย


>> Daniel Powter
เขานี่หล่ะ หนุ่มแคนาเดี้ยนผู้แจ้งเกิดกับเพลง “Bad Day” ดังตีคู่ไล่เลี่ยมากับหนุ่ม James Blunt เจ้าของเพลงดัง You’re Beautiful ที่ชิงออกงานใหม่ไปล่วงหน้าเมื่อต้นปี แฟนเพลงงี้อ้าแขนต้อนรับมิมีผิดหวัง ทีนี้ก็มาถึงคิวของหนุ่ม Daniel Powter คนนี้มั่ง แน่ล่ะ เคยได้หน้า ข้ามฝั่งมาโด่งดังถึงชาร์ตบิลบอร์ดอเมริกา มีชื่อเข้าชิงแกรมมี่กับ Bad Day จากงานเพลงชุดที่ 2 หรือถือเป็นชุดแรกภายใต้สังกัดใหญ่ชื่อเดียวกับเจ้าตัว (ก่อนหน้านี้เคยมี I'm Your Betty ปี 2000 กับค่ายเล็กๆ) ที่ทำให้ทั่วโลกรู้จักผู้ชายคนนี้ เจ้าของเพลงเปียโนบัลลาดสุดจะไพเราะ จนกลายเป็นเจ้าของซิงเกิ้ลฮิตต่อมาๆ โดยเฉพาะบ้านเราไม่ว่าจะ "Jimmy Gets High", "Free Loop" หรือ Love You Lately เปิดได้เปิดดีในวิทยุเมืองไทยสิน่า
ซิงเกิ้ลแรก “Next Plane Home" มาพร้อมกับอัลบั้มใหม่ที่ใช้ชื่อว่า Under The Radar ชุดนี้ Daniel Powter เลือกที่จะร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ที่ฝีมือแต่งเพลงเจ๋งไม่แพ้กันเช่นกัน นั่นก็คือ Linda Perry สาวแกร่งที่เคยร่วมงานกับ James Blunt, Gwen Stefani, Pink และ Christina Aguilera มาแล้ว กับงานเพลงที่ยังคงความเป็นพ็อพเปียโนเมโลดี้สวยๆ เป็นตัวนำไม่แพ้งานชุดก่อน รวมถึงอคูสติกกีตาร์ที่ฟังกันเพลินๆ เฉกเช่นแทร็ค ‘Fly Away’ หรือโทนที่หม่นมืดกับ ‘Am I Still The One?’ ที่ได้ Linda Perry มาใส่เสียงร่วมร้องด้วยในเพลงนี้ เชื่อแน่ว่าทั้งตัวซิงเกิ้ลใหม่และอัลบั้มที่ถือเป็นชุดที่ 2 ในสายตาแฟนเพลงทั่วโลก คงจะสร้างความกดดันให้กับเจ้าตัวอยู่ไม่น้อยหลังจากเคยสร้างปรากฏการณ์ไว้สุดโต่งโด่งดังมากๆ กับซิงเกิ้ลฮิตในปี 2005 อย่าง ‘Bad Day’ ที่หลายๆ คนคงอดไม่ได้ที่จะนำไปเป็นมาตรฐานเปรียบเทียบกันเพื่อมองหา The next “Bad Day” ในงานเพลงชุดนี้ Daniel Powter ได้พูดถึงโจทก์การทำเพลงอัลบั้มของเขาไว้ว่า ….“ในฐานะที่ผมเป็นทั้งนักร้องและนักแต่งเพลง ความรับผิดชอบของผมคือทำยังไงที่จะให้เพลงของผมเข้าถึงคนฟัง และสำหรับผมแล้วนั้น เมโลดี้เป็นตัวที่ตอบโจทย์ได้ดีมากพอๆ กับคำร้องด้วยเช่นกัน มันสำคัญไม่ด้อยไปกว่ากันสำหรับการทำเพลงของผม แทบจะรอไม่ไหว อยากให้ทุกคนได้ฟังเพลงใหม่ของผมกันเร็วๆ” … ในขณะที่แทร็คโดนใจนักวิจารณ์บางคน คาดหมายว่าน่าจะเป็นซิงเกิ้ลต่อไปได้ไม่อยาก เพลงอย่าง “Best Of Me” มีเนื้อร้องโดนๆ อย่างประโยคที่ว่า …“Take me for who I am or leave for me for who I am, but this is the best of me” …นี่คือเพลงที่นำมาบันทึกเสียงกันเป็นเพลงแรก ไม่ว่าใคร ศิลปินคนทำเพลงหน้าไหนในโลก ก็อยากมีเพลงของตัวเองที่ขึ้นเป็นตำนาน เป็นปรากฏการณ์ประสพความสำเร็จได้อย่าง “Bad Day” กันทั้งนั้น ซึ่ง Daniel Powter ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า มันไม่ใช่ความบังเอิญหรือความฟลุ๊ค แต่จะขอขายของเก่านิด แฟนๆ คงไม่ว่าอะไร เพราะอัลบั้มนี้มีโบนัสแทร็คพิเศษอย่าง “Bad Day” (live in France ) และ Love You Lately (Unlisted Remix) เปิดตัวไปแล้วที่อันดับ # 43 UK. ส่วนของซิงเกิ้ลก็แผ่วไปไม่ใช่นิด #70 UK. เทียบกับ Bad Day ที่ทำไว้ที่ 2 UK. และ Lie To Me เข้าชาร์ตที่ UK. เป็นเพลงที่ 2 (#92) ถือได้ว่าไม่เลวทีเดียว โดยเฉพาะในบ้านเรา การันตีได้เลยว่าเพลงของหนุ่มคนนี้ Daniel Powter ชื่อนี้การันตี ถูกโฉลกกับหูคนไทยฟังพวกคลื่น easy listening เป็นพิเศษ ไม่รู้เป็นไงสิน่า!!!!


... พลังของหญิงสาว เกิล์ดพาวเวอร์ของสาวยุคนี้ ความโดดเด่นอันมีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นของตัวเอง... ...สุดเหวี่ยงในการร้องและการเต้น ....ที่พูดได้เต็มปากว่า .. ....นี่คือความโดดเด่น และเอกลักษณ์ของสาวฮ็อต ร้อนฉ่าทั้ง 5...The Pussycat Dolls >> The PussyCat Dolls คือกลุ่มนักเต้นโชว์ที่โด่งดังสุดๆใน ลอสแองเจอลิส ด้วยสไตล์แบบ Burlesque สุดเร่าร้อน หลังจากนั้นไม่นาน Robin Antin จึงเปลี่ยนพวกเธอให้กลายเป็น Music Group ในที่สุด PCD คืออัลบั้มแรกในปี 2005 ของเหล่า The Dolls ที่สามารถขึ้นถึงอันดับ 5 บนบิลบอร์ด เปิดตัวด้วยเพลงสุดฮ็อตของปีนั้น Don’t Cha ที่ได้ Busta Ryhmes มา featuring ขึ้นถึงอันดับ 2 บน Billboard Hot 100 และอันดับ 1 บน UK Chart!! >> สาวๆ Pussycat Dolls ที่มีแกนนำตัวแม่ อย่าง Nicole Scherzinger วัย 29 กับสมาชิกที่ว่ากันว่า พวกเธอเป็นแค่ตัวประกอบ เข้าๆ ออกๆ ประกอบไปด้วย - Melody Thornton (2003-present) - Jessica Sutta (2002-present) - Ashley Roberts (2001-present) - Kimberly Wyatt (2002-present) และอดีตอย่าง - Carmit Bachar (1995-2008) - Asia Nitollano (2007) >> อัลบั้มแรกของ Pussycat Dolls มีซิงเกิ้ลฮ็อตฮิตมากมาย รวมถึง StickWitU ซิงเกิ้ลที่ 2 (#5 US./ #1UK.) ที่ทำให้ The PussyCat Dolls ได้เข้าชิงแกรมมี่สาขา Best POP Performance By Duo Or Group ตามด้วยรางวัลการันตีอีกมากมาย ไม่ว่าจะ Best Video of 2006 ของ VH1's Top 40 Videos 2006 , Best Dance Video - MTV Video Music Awards 2006 และจนถึงปัจจุบัน อัลบั้ม PCD ทำยอดขายได้ไปมากกว่า 7 ล้านก๊อบปี้ทั่วโลก!! >> กันยายน 2008 นี้ The Pussycat Dolls เตรียมพร้อมที่จะกลับมาเขย่าบัลลังก์ Girl Power ของยุคนี้อีกครั้ง สยบข่าวลือวงแตก หรืออาจจะเป็นเพราะโชคช่วยของสมาชิกสาวๆ ที่เหลือยังอยู่ก็ว่าได้ เนื่องจากตัวแม่ของวงอย่าง Nicole Scherzinger นั้น เกิดไม่ประสบความสำเร็จกับงานเดี่ยว เลื่อนแล้วเลื่อนอีก มีเสียงบ่นจากแฟนๆ ว่า “ยังจะขายอีกเร้อเจ๊” นิ่งสนิททั้ง 5 ซิงเกิ้ล ซึ่งล่าสุดก็มีคิวเลื่อนไปปีออก 2009 นู่น โดย Doll Domination ชุดนี้ ได้โปรดิวเซอร์สุดฮ็อตของชั่วโมงนี้อย่าง Timbaland, Cee-Lo, Rodney Jerkinsและ Sean Garrett มาร่วมงาน เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ล When I Grow Up ฝีมือโปรดิวซ์ของ Rodney Jerkins ที่อาศัยชื่อของ Britney Spears มาเสริมบารมีความแรงของตัวเอ็มวีนี้ ไหนจะซิงเกิ้ลที่ 2 “Whatcha Think About That" โปรดิวซ์โดย Polow Da Don ที่ได้อีเจ๊ Missy Elliott มาเพิ่มสีสันร่วม feat. ตามติดด้วยซิงเกิ้ลบัลลาดอย่าง I Hate This Part รวมถึงเพลงที่น่าสนใจ เจ้าเก่าขาแจมคนคุ้นเคย Snoop Dogg กับ "Bottle Pop" และ "Outta This Club" (featuring R. Kelly) และบัลลาดติดหูที่เคยโดนกันมาแล้วจากอัลบั้มชุดแรกกับแทร็คที่ชื่อ "Psycho" >> ซึ่งในส่วนของการโปรโมทอัลบั้มนั้น ชุดที่แล้วมาเปิดตัวกับสื่อเอเชีย โดยเลือกเมืองไทยเป็นที่แถลงข่าว กับโชว์เล็กๆ ที่คลับรูท RCA ซึ่งคอเพลงสากลในช่วงนั้นยังไม่ค่อยรู้จัก แฟนๆ ของพวกเธอก็ไม่ยักกะมี แต่กลับบ้านเกิดไปติดชาร์ตบิลบอร์ดแล้วนู่นแหละ บ้านเราถึงได้มากรี๊ดกัน ซึ่งครั้งนี้สาวๆ ตัวแม่ของเด็กๆ แถวนี้ ก็เลือกที่จะไปเปิดตัวแถบเอเชียกันที่งาน MTV Asia Awards แต่แน่นอนว่าอัลบั้มวางขายอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ พวกเธอก็จะเริ่มออนทัวร์ที่ US., Europe, Australia รวมถึงแพลนที่จะมาทัวร์ Asia กันด้วย ซึ่งถ้ามาบ้านเราครั้งนี้ล่ะก็ไม่ได้เสนอหน้าอยู่แค่คลับ แต่ต้องไปกันถึงสถานที่ใหญ่ๆ ขายตั๋วรับมือกับแฟนคลับที่นับวันจะมากขึ้นๆ The PussyCat Dolls ในวันนี้ พวกเธอเปรี้ยวจนโดนใจเพศที่ 3 ไปแล้วจริงๆ >> ในส่วนของปีหน้านั้น มีข่าวว่าสาวๆ Pussycat จะออกทัวร์ร่วมกับ Ne-Yo ที่จะมีอัลบั้มใหม่ชื่อ Year of the Gentleman ออกมาโดยใช้ชื่อว่า "Dolls & Gentlemen: An Evening with Ne-Yo and The Pussycat Dolls" ....เตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับความเดิร์น เปรี้ยว เก๋ เริ่ดซะไม่มีกับ Doll Domination ขายแล้ว 23 กันยา เผลอๆ ยอดถึงเป้า โปรโมเตอร์บ้านเราจะได้ไปเจรจาช่วงชิงตัว มาเปิดคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบที่นี่ยังไงล่ะ ...ของเค้าดีจริงๆ คอนเฟิร์ม ดูแค่โชว์เล็กๆ มาแล้ว ทุกวันนี้ยังกรี๊ดดดไม่หาย Single Charts US. UK "Don't Cha" #2 US. #1UK. "Stickwitu" #5 / #1 "Beep" #13 / #2 "Buttons" #3 / #3 "I Don't Need a Man" #93 / #7 "Wait A Minute" #28 US. "When I Grow Up" #9 US.

JUST STAND UP!TO CANCER
" เมื่อ 15 นางตัวเป้งๆ แถวหน้าของวงการชั่วโมงนี้ มารวมตัว"
การรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของ 15 นักร้องหญิงแถวหน้าของวันนี้ เพื่อหารายได้สบทบทุนโครงการต่อต้านโรคมะเร็ง
Beyoncé
Carrie Underwood
Rihanna
Sheryl Crow
Fergie
Leona Lewis
Keyshia Cole
Miley Cyrus
LeAnn Rimes
Natasha Bedingfield
Melissa Etheridge
Mary J. Blige
Ciara
Mariah Carey
Ashanti
งานนี้สาวกตัวแม่กรี๊ดค่ะคุณขา เพราะเค้ารวบรวมเอานักร้องหญิงระดับคุณภาพในแนว pop/R&B/rock ทั้งหมดดังรายชื่อด้านบน ได้มารวมตัวกันเพื่อซิงเกิ้ลการกุศล ร่วมด้วยช่วยกัน แย่งซีนกันนิโหน่ย บ้างก็มีแอบแซว ว่าป้าไมค์ Micheal Jackson ล่ะ ไปไหน ไม่ชวนมาเป็นตัวตั้งตัวตีย้อนอดีตเหมือนเมื่อครั้ง We Are The World ด้วยเหรอม
นี่คือความพิเศษจริงๆ กับ “Just Stand Up!” ที่ได้โปรดิวเซอร์คนดัง Babyface และ L.A. Reid มาควบคุมทุกขั้นตอน และยังเป็นกระแสมาแรง talk of the global เป็นที่กล่าวขานของบรรดาแฟนคลับตัวแม่ทั้งหลาย รวมถึงได้รับการเปิดออกอากาศตามสถานีวิทยุวิทยุทั่วอเมริกา ค่อยๆ ไต่อันดับเข้าชาร์ตบิลบอร์ด กับซิงเกิ้ลที่เพิ่ง released ไปเมื่อ 29 สิงหา ซึ่งรายได้ทั้งหมดนั้นจะเข้าโครงการนี้แล้ว วันที่ 5 กันยา ศิลปินทุกคนจะรวมตัวกันขึ้นเวทีร้อง "Just Stand Up!" ที่เป็นทั้งการโปรโมทอย่างเป็นทางการ รวมถึงหารายได้เข้า "Stand Up to Cancer" ออกอากาศทาง ABC, CBS และ NBC ถึงตอนนั้นคงมีคลิปออกมาให้ยล แฟนคลับใครแฟนคลับคนนั้นก็อย่าพลาดเด็ดขาดล่ะจ้า นอกจากนี้ยังมีดาราตัวเป้งไม่ว่าจะ Jennifer Aniston, Scarlett Johansson, Charlize มาร่วมด้วยช่วยกันหาเงินบริจาคด้วยล่ะ เอาล่ะทีนี้ก็ไปเพ่งดูกันเลยว่า ตัวแม่ของใคร ร้องท่อนไหนกันบ้าง ขึ้นมาก็ Beyonce ก่อนเลย 
KRYSTAL MEYERS >> อ๊าย น้องใหม่แต่ไม่ซิง เพราะนี่มันอัลบั้มชุดที่ 3 ของชีแล้วจ้า ไหนๆ ดูดิ๊ SONY&BMG เค้าถึงกับโปรยว่า “ซูเปอร์สตาร์สาวคนใหม่” อ้างอิงเครดิตว่า….“ Krystal Meyers ศิลปินสาววัย 19 ปีจากอเมริกาที่กำลังมาแรง จนได้รับการขนานขนามจากสื่อมวลชนให้เป็น The Next Avril Lavigne”…เชียวนะ >> เอาเป็นว่าตอนนี้เราก็ได้รู้จักคุ้นเคย กับเพลงของเธอ “Make Some Noise” กันไปแล้ว ซึ่งจะว่าไปเธอนี้ก็ออกมาตั้ง 3 อัลบั้มแล้ว มีเพลงเข้าชาร์ตบิลบอร์ดอยู่ แต่ไม่ยักจะเห็นอยู่ในป็อปชาร์ตเลยนอกจากชาร์ต U.S. Christian Rock หรือ U.S. Christian ส่วนที่ตลาดกว้างหน่อยก็ชาร์ตที่ญี่ปุ่น สมัย ปี 2005 กับซิงเกิ้ล "Anticonformity" จากอัลบั้มแรกที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ที่นู่นกันเลยทีเดียว ซึ่งจะว่าไป Krystal Meyers ก็เพิ่งจะผันตัวจากคริสเตียนร็อคมาเป็นพ็อพร็อคหนุกหนานสะท้อนปัญหาวัยรุ่น ช่างกล้าคิดกล้าแสดงออกตบด้วยแด๊นซ์เท่ๆ มันก็อีตอนชุด 3 นี่แหละ >> แม่หนู Krystal Meyers นั้น เขียนเพลงเองได้ตั้งแต่อายุแค่ 10 เล่นกีตาร์เป็นตอนอายุ13 ก่อนที่จะมีอัลบั้มแรกชื่อเดียวกับตัวเองตอนอายุ 16 ซึ่งก็เพิ่งปี 2005 สามปีที่แล้วนี่เอง ต่อด้วยอัลบั้มชุดที่ 2 Dying For A Heart ที่ออกมาในแนวร็อค-พั้งก์ร็อค-อคูสติก ที่โฟกัสไปถึงปัญหาวัยรุ่น ถ้าจะเทียบให้หรูหน่อย ก็แนวๆ Ashlee Simpson กะ Avril Lavigne ประมาณนั้น Album Krystal Meyers (2005) #48 US. Dying For A Heart (2006) #19 US. Make Some Noise (2008)

>> จนมาปีนี้ มิถุนายน 2008 ทันทีที่มิวสิควิดีโอเพลง "Make Some Noise" ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มชุดที่ 3 เผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แฟนๆ ของ Krystal Meyers ก็ได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งภาพลักษณ์และแนวเพลง ซึ่งแฟนรุ่นเก่าของเธอนั้นออกอาการไม่ค่อยจะทำใจตอบรับเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ถ้าจะเทียบกับศิลปินพ็อพๆ สักตัว หนูวี Vanessa Hudgens ก็น่าจะเป็นตัวเปรียบที่ดีที่สุด โดยที่อเมริกานั้น Make Some Noise มีกำหนด release วันที่ 9 กันยา ญี่ปุ่นนั้นก่อนใครเพื่อนคือ 9 กรกฏา ในส่วนของประเทศไทยนั้น ไม่รู้ว่ามาเกี่ยวดองญาติทางไหน เพราะเธอเล่นทุ่มทุนสร้างร้องเพลงนี้เป็นเวอร์ชั่นภาษาไทยซะด้วย แถมเป็นโบนัสแทร็คสุดพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น แน่ล่ะอุตส่าห์มีเวอร์ชั่นไทยแล้ว ไม่มาไทยเลยก็แปลก เพราะมีข่าวแย๊บๆ มาว่า Krystal Meyers จะเดินทางโปรโมตอัลบั้มที่ประเทศไทยปลายปีนี้ด้วย แฟนๆ หนูวีนก็เตรียมตัวฟิตซ้อมเพลงของเธอกันไว้แต่เนิ่นๆ ได้แล้วนะจ๊ะ เอ๊ะๆๆๆ เกี่ยวกันมั๊ยอ่า


