

Melee
>> ฮั่นแน่ ใครที่ติดอกติดใจโฆษณา SONY Bravia ที่มาพร้อมกับเมโลดี้ ตึง ตึ่ง ตึ๊ง ตึง ตึ๊ง ตึ่ง..... ที่ติดหนึบอยู่นี้ ชั่วโมงนี้ ใครก็อยากรู้กันน๊อ...ว่านี่คือเพลงอะไร...ใครร้อง? แต่ขอบอกไว้เลยว่า เพลงนี้หลายคนชอบตั้งแต่พี่ๆ ดีเจ The Radio เค้าเอามาเล่นยั่วน้ำลายจนขึ้นชาร์ตไปตั้งนานชาตินึงแล้วมั้ง เออ ขนาดนั้นเลยเหรอ เจ้าเพลงนี่แหละ “Built To Last” ชั่วโมงทอง วินาทีนี้ กำลังมาแรงในบ้านเราล่าสุดขีด ยึดอันดับ 1 ที่ 99.5 ก็ The Radio นั่นแหละ นานถึง 6 สัปดาห์ และกำลังไต่ Top 10 ในคลื่นอย่าง 105.5 Eazy FM, Get 102.5 และ 107 Met ก็ทุกคลื่นสากลในเมืองไทยเลยนะ ก็แหม ได้เวลาโปรโมทอัลบั้มของ Melee ศิลปินที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนแล้วนี่จ๊ะ
>> Devils & Angels ที่กำลังจะนำมาวางขายในบ้านเราชุดนี้ เป็นอัลบั้มชุดที่ 2 ของพวกเค้า 4 หนุ่มพ็อพ-ร็อค นาม Melee จากอเมริกา โดยจุดเด่นของ Melee คือเสียงเปียโน และท่อนฮุคที่ติดหู อย่าง Built To Last นั่นไง เนื้อหาก็เกี่ยวกับชีวิต ความรัก พูดถึงแฟนความรักของตัวเองมั่ง มิตรภาพที่สวยสดงดงามมั่ง จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ Melee มีศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบที่เป็นเซียนเปียโนทั้งนั้นอย่าง Elton John, Chris Martinวง Coldplay และล่าสุดก็คือ John Legend
>> Devils & Angels ได้โปรดิวเซอร์มือดี Howard Benson ที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ สาขา Producer of the Year ปี2006 และเคยทำงานร่วมกับวง My Chemical Romance และ All American Rejects มาแล้วมาปูทางให้ แหมหันมาดูที่หน้าตา ภาพลักษณ์ของวงก็ใช้ได้เลยแฮะ มีนาย Chris Cron ร้องนำประจำตำแหน่งเปียโนไปด้วย แล้วก็มี Ricky Sans มือกีตาร์ เขานี่แหละที่เป็นคู่หูร่วมเขียนเพลงกับ Chris มากว่า 8 ปี เลยทีเดียว แน่นอนว่ามีดีเฉพาะตัวแบบนี้ก็เลยได้โชว์ฝีมือแต่งเพลงในอัลบั้มนี้ด้วย ในส่วนของสมาชิกที่เหลือก็มี Ryan Malloy มือเบส ที่เล่นดนตรีมาด้วยกันตั้งแต่สมัยเรียนไฮสคูลใน Orange County แต่คิดมาเอาจริงฟอร์มวงทีหลังก็ตอนเรียนอยู่มหาลัยนี่เอง พวกเขาได้เซ็นสัญญากับ Hopeless Records (ต๊าย! ดูชื่อ) ว่าแล้วก็คว้าตัว Mike Nader มาเป็นมือกลอง เอาเข้าจนกระทั่งปี 2003 Hopeless ก็ให้โอกาสลืมตาอ้าปากออก EP ใช้ชื่อว่า Against the Tide ตามด้วยอัลบั้มทีนี้เต็มของจริงละ แต่ออกกับค่ายอินดี้ชื่อ Sub City ใช้ชื่อว่า Everyday Behavior ในปี 2004 ที่ขายไปแค่ 15,000 ก็อปปี้นับเป็นชุดแรกของพวกเขา ก่อนที่ Mêlée จะมาเตะตาค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Warner Bros. เริ่มลุยทำเพลงกันในเดือนกันยายน ปี 2005 โดยเริ่มสร้างชื่อจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทัวร์ระดับบิ๊กอย่าง Warped Tour ที่มีวงอย่างThe Donnas, Sugarcult, Bowling For Soup เป็น 1 ในนั้นค่อยๆ โปรโมทอัลบั้ม Devils & Angels ที่เรากำลังจะได้รู้จักพวกเขา Melee ที่ลงตัวไปซะหมดในวันนี้ แบบเต็มๆ กันในที่สุด โดยมีซิงเกิ้ลใหม่ต่อจาก Built To Last ซึ่งก็คือ Can’t Hold On ถ่ายทำเอ็มวีกันเสร็จไปแล้ว ถ้าใครเตะตาคนที่ 3 จากซ้ายที่เตี้ยที่สุดรูปแรก เขาคือ Ricky นะจ๊า
www.meleerocks.com มีเพลงให้ฟัง
ทดลองฟังเพลงตัวอย่างทั้งอัลบั้ม




Craig David
>> ใครที่ยังเสียดายกับคอนเสิร์ตหนุ่มเคร้กไม่หาย ก็แหมเคยจะมาเปิดคอนเสิร์ตบ้านเราอยู่แล้วเชียว เอานู่นเอานี่มาอ้าง หรือยอดบัตรจองครั้งนั้นไม่กระเตื้องอันนี้ก็มิทราบได้ วันนี้ หนุ่มเมืองผู้ดี Craig Ashley David หรือ Craig David คนนี้ คนที่ทำเพลงเก๋ๆ แถมยังมีเสียงร้องบวกวิธีการร้องอันเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใครยากจะเลียนแบบ ก็มีอัลบั้มใหม่มาฝากกันอย่างรวดเร็วทันใจ ปาเข้าไปชุดที่ 4 ในรอบ 7 ปี แต่เชื่อไหมว่าปีนี้ นาย Craig น่ะ เพิ่งจะอายุ 26 เองนะ อัลบั้มชุดที่ว่านี้ใช้ชื่อว่า “Trust Me” ต่อจาก Born To Do It ,Slicker Than Your Average และ The Story Goes...ที่บอกได้เลยว่าสาวกบ้านเราก็มีแอบกรี๊ดหนุ่มคนนี้อยู่ไม่เบาเหมือนกัน
>> ก่อนอื่น เราลองมาย้อนดูเส้นทางกว่าจะมาเป็น Craid David ซิงๆ ทุกวันนี้ เริ่มแรกเข้าวงการเพลงมา หนุ่ม Craig ของเรามีโอกาสได้ร่วมงานเพลงใน b-side กับวง R&B ของอังกฤษที่ดังพอเป็นกระแสอยู่ในตอนนั้นซึ่งก็คือวง Damage เพลงที่ร้องก็หยิบเอาเพลง "Wonderful Tonight" ของ Eric Clapton มาคัฟเว่อร์ จากนั้นก็เขยิบตัวไปร่วมงานให้กับวงการาจ Artful Dodger มีเพลงดังที่หนุ่ม Craig ของเรารับเอาเครดิตมาเต็มๆ กับ "Rewind" จำกันได้อ๊ะป่าว เพลงนี้น่ะเปรี้ยว เก๋ ล้ำได้ใจคนอังกฤษ ขึ้นถึงอันดับ #2 UK ในปี 2000 เชียวนา จากนั้นหนุ่ม Craig ก็เลยได้มีโอกาสออกอัลบั้มโซโล่ของตัวเองเพียวๆ ซะที ทีนี้ล่ะ ด้วยความแปลกและวิธีร้องที่เร็วซะชนิดที่ว่าลิ้นรัวเป็นพัลวัน ยากจะเลียนแบบในตอนนั้น ไม่เท่าไหร่ ซิงเกิ้ล "Fill Me In" ก็ทำให้ Craig David ในตอนนั้นกลายเป็นศิลปินชายที่อายุน้อยที่สุด ที่มีเพลงเปิดตัวขึ้นอันดับ 1 ใน UK ด้วยอายุเพียงแค่ 19 แค่นั้นยังไม่พอ อัลบั้มชุดแรกของน้อง Craig ในตอนนั้น ยังมีเพลงที่เข้า Top 10 ถึง 4 ซิงเกิ้ลด้วยกัน สมกับชื่ออัลบั้ม Born To Do It ที่ตั้งมาซะดิบดี พร้อมอันดับ #1 UK. และยอดขายที่ขายไปมากกว่า 1.8 ล้านก็อปปี้
>> จากวันนู้นถึงวันนี้ Trust Me ที่ผลตอบรับอาจจะไม่หรูเท่า แต่ Craig David หนุ่มเข้มมาดเนี้ยบคนนี้ ก็ยังคงมีแฟนเพลงที่ติดตามงานของเขาอย่างเหนียวแน่น ตัวอัลบั้มเปิดตัวที่อันดับ #18 ใน UK ซิงเกิ้ลแรก ‘Hot Stuff’ หยิบเอาความเป็นฟั้งก์มามิกซ์เข้ากับการนำงานคลาสสิคของ David Bowie อย่าง ‘Let’s Dance’ มาแซมเปิ้ล ได้อย่างเก๋ไก๋ มิน่าล่ะเพลงนี้ถึงได้ติดหูตั้งแต่ที่ได้ฟังครั้งแรกนี่เอง โดยอัลบั้มชุดนี้ บันทึกเสียงกันที่ Havana, Cuba เป็นการร่วมงานระหว่าง Craig กับโปรดิวเซอร์อย่าง Martin Terefe (ที่เคยร่วมงานกับ KT Tunstall, James Morrison) , Fraser T. Smith (นักแต่งเพลง/โปรดิวเซอร์/มือรีมิกเซอร์ ที่เคยทำเพลงให้กับ Beyonce, Jamelia) โดยเฉพาะแทร็คที่ 6 อย่าง ‘1 Thing’ เห็นได้ชัดเลยว่าวัฒนธรรมดนตรีในแบบ Cuban มีอิทธิพลกับงานชุดนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ส่วนใครที่หลงรักเพลงบัลลาดสไตล์ Walking Away, World Filled With Love, และ Don’t Love You No More (I’m Sorry) มาแล้วล่ะก็ ขอบอกว่าชุดนี้หนุ่ม Craig ของเราก็ยังไม่ทิ้งเพลงบัลลาดสไตล์ถนัดตามฟอร์ม เอ อย่างงี้จะมีลุ้นคอนเสิร์ตอีกครั้งไหมน๊อ???

Chart Peak position
UK Albums Chart 18
Hot Stuff (Let's Dance)" 7 UK


>>อัลบั้มชุดนี้เริ่มทำปลายปี 2005 โดย Alicia Keys ทุ่มเทเวลาให้กับมันเต็มที่ เรียกว่าตลอดปี 2006 ทั้งปีเลยทีเดียว ก่อนที่เธอจะประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการให้สัมภาษณ์ในงาน MTV Video Music Awards 2007 ว่าเพลงของฉันตอนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วค่า และขอบอกว่าอัลบั้มนี้ฉันชอบมากเลย รับรองว่าต้องมีอะไรดีๆ ที่ทั้งสดและใหม่มาเซอร์ไพรส์วงการเพลงแน่นอน ซึ่งผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่คุยไว้จริงๆ เสียงชื่นชมจากเหล่านักวิจารณ์ กดคะแนนให้ดาวกันอื้อ
>>ซิงเกิ้ล No One นอกจากจะเป็นการคัมแบ็คของสาวผิวสีมาดเรียบแต่สวยซึ้งอย่าง Alicia Keys แล้ว เพลงนี้ยังเป็นฝีมือแต่งและร่วมโปรดิวซ์โดยตัวเธอเอง ที่อัลบั้มชุดนี้ Alicia Keys ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ที่เคยทำงานร่วมกันมาแล้วหลายครั้งอย่าง Kerry ‘Krucial’ Brothers และ Dirty Harry โดย Alicia Keys แต่งและ โปรดิวซ์เองถึง 13 เพลง แถมยังได้มือดีมาเสริมทัพให้แน่นเข้าไปอีก ไม่ว่าจะโปรดิวเซอร์คู่บุญ Kerry “Krucial” Brothers, Linda Perry, John Mayer, Sean Garrett ที่ยังคงกลิ่นอายของซาวน์ดโซลของแท้ในยุคก่อน ออกมาได้อย่าง สดใหม่สไตล์ Alicia Keys เหมือน “Janis Joplin เจอกับ Aretha Franklin ยังไงยังงั้น คงไว้ซึ่งเสียงเปียโนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ยังคงมีอยู่ในงานเพลงตั้งแต่ชุดแรกจนถึงชุดนี้อย่างต่อเนื่อง แต่ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือ น้ำเสียงอันโดดเด่นของ Alicia Keys นั่นเอง ที่ยิ่งแสดงพลังขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนกับหลายๆ แทร็คในอัลบั้มชุดนี้ เรียกว่ากลับมาครั้งนี้ขอบอกว่าสาวน้อยถักเปียเมื่อวันวาน ได้ฐานแฟนเพลงเพิ่มขึ้นมาอีกจม

Nicole Scherzinger
สาวหน้าคม เชื้อสายฮาวายเอี้ยนที่มาพร้อมเรือนร่างที่เซ็กซี่อย่าบอกใครคนนี้ เธอคือนักร้องนำเครื่องหมายการค้าพะยี่ห้อแห่งวงเกิรล์แบนด์ที่ฮ็อตสุดขีดในอเมริกา ณ ชั่วโมงนี้ The Pussycat Dolls ที่แอบมีข่าวกระเซ็นกระสายมาโดยตลอด ว่า Nicole Scherzinger คนนี้นี่ล่ะค่าที่จะทำให้ PCD ต้องแหก แตก แยกสลายกันไป เพราะความเด่นเด้งของ Nicole ที่ดูโหงวเฮ้งแล้ว สมควรชิ่งไปออกโซโล่น่าจะเวิร์คซะกว่า แต่ถึงวันนี้ PCD ก็ยังคงสถานะ รวมตัวอยู่กันครบ แม้สาว Nicole ของเราจะปล่อยโซโล่ซิงเกิ้ลอย่าง Baby Love เตรียมตัวออกอัลบั้มรับปี 2008 นี้แล้วก็ตาม
“Her Name Is Nicole” คือชื่ออัลบั้มที่ขอบอกว่าคัดสรร เลือกเพลงเปิดตัว เลือกแล้วอีก จากที่เคยปล่อย "Whatever U Like" featuring T.I. แร็พเปอร์เครื่องร้อนของวงการ ณ ตอนนี้ ไปเมื่อเดือน 24 July เฉพาะที่แคนาดาและอเมริกา แต่ประทานโทษ ฟีดแบ็คที่กลับมา!!! ขอบอกว่าแป้วมากกกค่า ต้นสังกัดเลยฟันธงโช๊ะ ๆเห็นพี่ Will.I.Am. กะลังฮ็อต ก็เอามันเพลงนี้แหละ “Baby Love” ที่คุณพี่วิลทั้งร่วมแจมร่วมโปรดิวซ์ ไหนจะสัมพันธภาพแต่ก่อนที่เคยมีมา ตั้งแต่สมัย Nicole เข้าวงการใหม่ๆ เมื่อปี 2001 ติด 1 ในสมาชิกวง Eden's Crush ที่ได้มาจากการรวมตัวกันของผู้เข้าแข่งขันรายการเรียลริตี้ประกวดประชันชื่อดังอย่าง Popstars ขอบอกว่าปีนั้นน่ะ ทางวง มีซิงเกิ้ล "Get Over Yourself" ติด Top 10 Billboard Hot 100 กะเค้าด้วยนะ จากนั้นก็ต่อด้วยซิงเกิ้ลที่ 2 "Love This Way" ที่รวมอยู่ในอัลบั้ม Popstars ก่อนที่วงจะแป้กไม่ได้ผุดได้เกิดไปในที่สุด ว่าแต่ เอ!!! จะมีใครรู้หรือเปล่าว่าช่วงนั้น พี่ Will.I.Am. น่ะไปเตะตา เคยชวนสาว Nicole เธอมาเข้าวง Black Eyed Peas ก่อนที่ Fergie จะเข้ามาเป็นสมาชิกอย่างถาวรอยู่แล้วเชียว แต่ที่ต้องปฏิเสธไปตอนนั้น เพราะเหตุผลที่ว่าติดสัญญาอยู่กับ Eden's Crush น่ะเองหาได้เชิดใส่ไม่ “Baby Love” เพลงพ็อพฟังสบายที่ออกจะธรรมดาไปนิดถ้าฟังตั้งแต่ครั้งแรกแล้วมีความคิดติดลบว่า ว๊าย! ต๊ายย! เพลงของ Nicole เหรอเนี่ย ธรรมดาสามัญไปหรือเปล่า อะไรกันไม่ร้อนฉ่า X แตกเลย Will. I Am. เนี่ยนะทำ? แต่ด้วยชื่อของคนร้องเ ธอเป็นตั้ง Nicole Scherzinge แห่ง Pussy Cat Dolls ที่เราหลงรักซะอย่าง ฟังครั้งที่ 3 ก็พอจะเออออห่อหมก หลงรักเพลงนี้ได้ไม่ยาก แต่ยังไงยังไง๊ ก็ไม่สะใจคอมะกันอยู่ดี ซิงเกิ้ลอย่าง Baby Love ที่ถูกต้นสังกัดเหมาให้เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวที่ว่าก็แล้ว Whatever You Like ก็แล้ว กระแสตอบรับ ดูจะไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจเอามากๆ ตัวอัลบั้มที่ตั้งหลักวางแผง 16 ตุลาจำต้องเลื่อนไป 6 พฤศจิกา เลื่อนอีกไป 20 พฤศจิกา และด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวจะชนกับอัลบั้มตัวเป้งของ Jay-Z และ Chris Brown เข้าอีก ”My Name Is Nicole” ก็เลยต้องลากยาวไปถึงเดือนมกรา 2008 พร้อมข่าววงในที่ว่า ไม่ได้การแล้วค่ะ เพลงที่ดีอยู่แล้วยังดีไม่พอ Nicole ต้องไป re-record อัดใหม่นะค๊า ทั้งๆ ที่อัลบั้มนี่ มีชื่อโปรดิวเซอร์ระดับ Will.I.Am, Timbaland, Kara DioGuardi, Bryan-Michael Cox ก็แล้ว ไหนจะขา feat ชื่อแจ่มแบบ Sting , Ne-Yo, Timbaland, Akon , TI., Will. I. Am, Pharell Williams, Busta Rhymes, Macy Gray, Lil Wayne ปาเข้าไปเกือบครึ่งของ 18 แทร็คในอัลบั้มก็แล้ว มาตรการตอบรับความแผ่วกลัวแป้กที่ว่า นอกจากจะถอยไปตั้งหลักก็แล้ว ยังมีให้แฟนๆ ได้ฟังเพลงตัวอย่างและร่วมโหวตเลือกซิงเกิ้ลถัดไปเป็นแผนรอง ซึ่งก็มีตัวเลือกให้ระหว่าง "Supervillain", "Happily Never After", "Who's Gonna Love You" และ "Powers Out" ผลที่ได้ก็คือ "Puakenikeni" ฝีมือโปรดิวซ์ของ Akon กลายเป็นซิงเกิ้ลที่ 3 หรือที่ 2 อย่างเป็นทางการในที่สุด

MV. Baby Love feat. Will.I.Am.
Fact :
Full Name : Nicole Prescovia Elikolani Valiente Scherzinger
also known as : Nicole Kea
born : June : 29, 1978 ( age 29)
best known for : lead vocalist for the Pussycat Dolls
Singles
2007: "Whatever U Like featuring T.I (#104 US.)
2007: "Baby Love" featuring will.i.am (#108 US) / #14 UK.
2007: "Puakenikeni" feat. Brick & Lace
Featured singles
2006: "Lie About Us" Avant Featuring Nicole Scherzinger
2006: "Come to Me" P.Diddy Featuring Nicole Scherzinger (#9 US)
2007/2008: "Scream" Timbaland Featuring Keri Hilson & Nicole Scherzinger


กระแสหนังรักแห่งสยามกะลังทำให้บอร์ด FF>> ของเรากลายเป็นมาริโอ้ Fever ไปเลย จวบกะอากาศกะลังหนาวได้ที่ ไม่ได้ล่ะ ต้องหาโอกาสไปวิ่งสโลว์โมชั่นตรงทางเดินที่เซ็นเตอร์พ้อยท์ซะหน่อย บังเอิ๊นบังเอิญกะวันที่ 30 พย. พี่ Nu’P มีนัดกะผู้ช่วยหนุ่มผู้มาพร้อมกับรอยยิ้มอันกรุ้มกริ่มและเสียงเรียกเข้าทางโทรศัพท์ พี่ครับอยู่ไหนแล้ว พี่ครับผมอยู่นี่ พี่ครับผมยังอยู่มหาลัย พี่ครับผมอยู่อนุสาวรีย์แล้ว อ๊ะ! ก็แหงดิ หนุ่มร่างบางมิอาจเอ่ยนามวันนี้ เขามาทำหน้าที่เป็นเหยี่ยวข่าวฝึกหัดกับพี่ FF>> นี่เอง ที่สำคัญเค้าเป็นคนคุ้นเคยในบอร์ดของเราที่ไม่ใช่พี่ VJ ซะด้วย พูดแล้วมีตึ้บๆ ไหนล่ะจ๊ะรูปเชนอ่ะ ส่งมาซะดีๆ
ไม่ขอพูดพล่ามทำเพลงมาพูดถึงพ่อ Shayne Ward อดีต X Factor เจ้าของเพลงดังหวานหยดแต่ฟังหลายรอบไม่ยักกะเอียนกะเลี่ยน ทั้ง No Promises, That’s My Goal , Stand By Me และมาถึงซิงเกิ้ลล่าสุด ที่พลิกสู่ภาพลักษณ์โต้งๆ สู่ความเป็นขวัญใจเกย์มหาชนอย่าง If That OK With You จากอัลบั้มชุดที่ 2 ที่มาครานี้ หนุ่ม Shayne ขออาศัยมาโปรโมทอัลบั้มชุดนี้แถบเอเชีย พอเหมาะพอดีกับมีคนจ้างมาโปรโมทเว็บจัดงานให้ ไหนจะมารับรางวัล Virgin Hitz Awards ที่ไม่ว่าศิลปินนอกรายไหนทะเล่อทะล่ามาทุกปี คลื่นนี้เค้าก็จะบรรจงคิดประเคนรางวัลให้เสร็จสรรพประจวบเหมาะไปหมด ก็ถือเป็นโอกาสดีของชาวเพลงสากลอย่างเราๆ อ่ะนะ แล้วดูดิเนี่ย กี่นานชาติปีไม่ได้มีศิลปินมาเล่นให้ดูฟรีแถวสยามข้างดิสคัฟเวอรี่ก็นานแล้ว นี่ไม่นับ The Click 5 ที่เพิ่งผ่านไปแหม่บๆ เห็นน้องโมดอดไปขอลายเซ็นแว่บๆ นะจ๊ะ เอาเป็นว่าที่ลานพาร์พารากอนวันนี้ ใครมีบัตรก็เดินเข้าคอกกั้นสัมผัสอย่างใกล้ชิด มีเก้าอี้นั่งคั่นหน้าเวทีไป ใครไม่มีก็ชะเง้ออยู่ข้างนอกฟังเสียงกรี๊ดกะพ่อเชนได้เต็มที่เลยจากภาพบนจอมอนิเตอร์ยักษ์ และต้นคริสต์มาสเจ้าเก่าที่ขอประจำมันอยู่ตรงนี้แหละใกล้สิ้นปีตั้งแต่ห้างเปิด ไม่ได้เสกมาเพื่อประดับความหรูในโชวเคสนี้ของหนุ่มเชนแต่อย่างใด
แหมหนุ่มเชนเราก็ออกจะมีข่าวเข้าข่ายว่าเป็น Y ค่ายโซนี่ก็เลยส่งหนุ่มเจ้าเนื้อนามว่า เบน ชลาทิศ มาขับกล่อมหนุ่มๆ สาวๆ และประเภทเดียวกับน้องมิวในงาน ซัดไปซ้า 4 เพลง แอบโปรโมทเพลงที่ทำอยู่กำลังจะออกอัลบั้มใหม่เร็วๆ นี้เล็กน้อย เกือบๆ 3 ทุ่ม หนุ่ม Shayne Ward ก็ขึ้นมายืนหัวเกรียนพร้อมซิงเกิ้ลล่าสุด ซิงเกิ้ลที่ 2 ที่กะลังโปรโมทในบ้านเราอย่าง No You Hang Up ขอบอกว่าเพลงนี้ Nu’P ชอบม๊ากมากๆ ไม่ผิดหวัง ที่ได้ฟังพ่อเชนแกลิปซิงค์ ร้องเหมือนต้นฉบับมันทุกเม็ด.... กรี๊ด กร๊าด วี๊ด ว๊าย หล่อ ต๊าย ถูกใจ นี่คือเสียงตอบรับจากแฟนๆ ในงานที่รวมเอาทั้งสื่อมวลชน คนดัง รวมถึงประเภทที่เล่นเกมส์ได้บัตรมาด้วย เพราะแค่ไหว้สวยๆ อย่างเดียวยังไม่พอ พ่อเชนยังชัดเป็นชุด ชมมันดะตั้งแต่สาวไทย ยันอาหาร บ้านเมือง สนามบิน และยังบอกอีกแน่ะว่าเมื่อวานได้เสื้อชมพูมา ทราบมาว่าวันที่ 5 เป็นวันเฉลิมพระชนม์ฯ ของ The King ใช่ไหมครับเนี่ย? Breathless มาเป็นคิวที่ 2 ขอบอกว่าเพลงนี้ซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดของหนุ่มเชนที่อังกฤษแล้วนะจ๊ะ เรียกว่าคุ้มไปเลยล่ะค่า เพราะเพลงต่อมา แฟนๆ ก็ได้ร้องตามกันดังลั่นไปถึงเซ็นเตอร์พ้อยท์ในเพลงสุดจะฮิต No Promises กันด้วย มาถึง That’s My Goal ปุ๊บ สาวๆ ก็กรี๊ดกร๊าดเป็นรายตัวไปเพราะหนุ่มเชนเธอเล่นชี้คนนี้ที คนนั้นที เอ น้องป็อปปาราซี่กับน้องคริส Moderator รูปหล่อที่เราเจอะเจอกันโดยบังเอิญผ่านมือขวางานนี้ของพี่ จะโดนชี้มั่งไหมน๊อ? ก่อนที่จะมาถึงเพลงสุดท้ายที่หนุ่มเชน ลงทุนถอดสูทเพื่อจะมาวาดลวดลายสุดจะคึกคักกับ If That’s OK With You ที่จิกตาไล่ตามสคริปต์ที่เตรียมอย่างดีไปหยุดเอาที่ต้องตุ้ยนุ้ยสาว ที่รับคำชวนดันตัวเองขึ้นเวทีดึงไปกอดไปหอดหนึ่งฟอดเป็นที่น่าอิจฉาในงานนี้ไป แต่อย่างว่าล่ะค่า Nu’P ไม่ปลื้ม เพราะเพิ่งดูรักแห่งสยามมาหยกๆ ดึงหนุ่มๆ ขึ้นไปยังจะน่ากรี๊ดกว่าซะอีก เอ๊ะยังไง แหะๆ ท้ายนี้ก็ไม่ปลื้มอยู่ดี เพราะชุดที่เชนใส่มาวันนี้ออกจะดูมิดชิด เป็นการเป็นงานไปหน่อย แถมยังทำตัวน่ารัก นอบน้อมผิดกับเอ็มวีเซ็กซี่ X โคด แบบลิบลับ เอาไปแค่นี้ 7 เต็ม10 ที่เหลือ เอาไปให้น้องนิชคุณ ที่นั่งอยู่ตรงไหนไม่รุ จู่ๆ ก็ถูกจับภาพขึ้นจอ ขโมยซีนไปซะแบบที่ว่า โชว์เคสเลิกปุ๊ป มีการตามล่าหาตัวคุณจ๋า? คุณอยู่หนาย? กันเลยทีเดียว ใครที่พลาดงานนี้ ปีหน้ามกรา Shayne Ward เค้าบอกว่ากลับมาแน่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องช่วยกันอุดหนุนซีดีลิขสิทธิ์ด้วยนะจ๊ะ Song List No U Hang Up Breathless No Promises That’s My Goal If That OK With You
11 Nov.07
set list
One Step Closer
Lying From You
Somewhere I Belong
------------------
No More Sorrow
Pepercut
Points Of Authority
Wake ความยาว 1:41 นาที
Given Up
Don't Stay
From The Inside
--------------------------
Leave Out All The Rest
Numb
Pushing Me Away (slow version / Mike on keyboard)
Breaking The Habit
Shadow Of The Day
In The End
Bleed It Out ยาวกว่า 6 นาที
................อังกอร์
What I ve done
Faint
** ไม่ได้เล่นเพลงในลิสต์คือ Crawing
และ Little Things Give U Away ซึ่งเซ็ทเป็นเพลงแรกในอังกอร์
คลิกดูรูปคอนเสิร์ตแล้ว ก็มาอัพเดทความจำของสมาชิกละคนกันนิด
Chester Bennenton ร้องนำ พี่ใหญ่ของวง ปีนี้อายุ 31
Mike Shinoda MC/คีย์บอร์ด หนึ่งในโปรดิวเซอร์อัลบั้มล่าสุด - 30
Rob – มือกลอง ยังหล่อได้อีก - 28
Joe Hahn หรือ Mr. Hahn – Turntable ไซส์ยังเท่าเดิม อายุ 30
Brad – พี่ฟูมือกีตาร์ - 29
Phoenix –มือเบสยังโล้นได้อีก - 30
ถ้ายังจำกันได้ คอนเสิร์ตครั้งที่แล้ว หรือครั้งแรกของตั่วเฮียทั้งหก Linkin Park เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20-06-2004
ในหนังสือ Forward เล่มที่ขายดีที่สุดของเรา หลังจากที่หยิบเอาภาพคอนเสิร์ตพร้อมบรรยากาศครั้งนั้นมาขึ้นปกเล่มที่ 32 Chester ทิ้งท้ายคำพูดเอาไว้ว่า “We’ll come back” ....แล้วพี่ทั่นก็กลับมาเจงๆผืนแผ่นดินเดียวกับลานแอ็คทีฟแสควร์ เมืองทองธานี เขต จ. นนทบุรี กับ Linkin Park Live In Bangkok อีกครั้ง ที่ขอยืนยันและคอนเฟิร์มว่า ถึงใครจะเม้าธ์ว่ากระแส LP ตกแล้วเฟ้ยไอ้ชุด 3 เนี่ย ดูเดะ มีเพลงพ็อพร็อค เพลงช้าทำบ้าอะไรไม่รุ เป็นศิลปินต้องไม่ย่ำอยู่กับที่ แต่คนมันชอบแบบเดิมก็ดีอยู่แล้วนี่หว่า ว่าแล้วก็ โฮกกกกกกกกกกกก .... เอ้า สำรอกมันเข้า ขอบอกว่าคอนเสิร์ตนี้คนเยอะมากมายมหาศาล ฝรั่งบานไม่แพ้ครั้งที่แล้ว แต่ไม่แออัดยัดแน่นเท่าครั้งก่อน ไม่ได้แจกเสื้อกันฝนเพราะกำลังเข้าหน้าหนาว แอร์โอเพ่นกะลังเย็นได้ที่ ไม่ได้แจกไอ้แท่งสติ๊กไลท์ พลุไฟก็ไม่มี เอางบครั้งที่แล้วไปทำเสื้อ LP ให้คนที่จองซื้อบัตรพันคนแรกใส่ แหมมันเจ๋ง เท่ได้ใจกว่าเยอะเลยยยย...
1700น. ได้เวลาของวงเปิด Futon, Retroppect, Slot Machine และ Ebola ที่เหมือนได้รับเกียรติให้เป็นวงเปิดอย่างเป็นทางการในครั้งนี้เช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว ไม่ธรรมดาค่ะพี่เอ๋ เพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้นก่อน 2030น. ที่เป็นเวลาคิวของ Ebola จะเริ่มขึ้น จำนวนคนดูในขณะนั้น นับจากคนเข้าคนออก ไม่ได้น้อยไปกว่า Slot Machine ซักเท่าไหร่ ไอ้ส่วนพวกคนหมู่น้อยอย่างเราๆ ที่ไม่ได้หวังจะมาสดับวงเปิด ก็ได้แต่นั่งจิบเบียร์เย็นๆ ที่คาดว่างานนี้เบียร์สิงห์ของพี่ต๊อด เอาแค่ขายเบียร์เฉพาะหน้างานอย่างเดียวคงได้ไปไม่ต่ำกว่าล้าน วงเปิดจะเป็นยังไงก็ช่าง LP มาเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน เพราะตั้งใจมาดู LP
โอ้พี่เอ๋ขา 3 ทุ่มแล้วนะคะ ไหนเค้าบอกว่า LP จะเล่น 2045น. งัยคะ โอ้วแม่เจ้า กว่าจะเซ็ทเวที ปรับเปลี่ยนฉากหลัง เวลาก็ลากยาวไปถึง 3 ทุ่ม 40 ....ไฟสาดส่องไปที่ Mr.Hahn ขึ้นมายืนประจำตำแหน่งเป็นคนแรกบนเวที ชูมือทักทาย ตามมาด้วยป๋าเชส ซึ่งครั้งที่แล้วสาวกแถวหน้าน้ำลายสอกับขนหน้าแข้งป๋า ครั้งนี้ใครใส่ขาสั้นมาเป็นอันตกกระแสไปเรียบร้อย ป๋าใส่ขาเดฟสีดำเสื้อแดงโชว์รอยสักที่อก เท่ขึ้นมากมายก่ายกอง ตั้งแต่ทิ้งเมียรักไปซบอกนางแบบเพลย์บอยเนี่ย กรี๊ดดๆๆๆ แบดบอยได้ใจ …..”แบงคอกกกก R U Ready?” ว๊ากก ...shut up ๆๆๆ …ทุกคนแหกปากตามป๋าเชสแกเป็นแถว ขอบอกว่าเป็นเซ็ทเพลงที่ขึ้นมา ก็ล่อซะ One Step Closer, Lying From You ที่ป๋ายังชวนสาวกแหกปากตามต่อได้อีก ตบด้วย Somewhere I Belong เสียงหายหมดแล้วววววววว ไม่เข้าใจตัวเอง เป็นผู้หญิงแท้ๆ ทำไมต้องแหกปากตามป๋าเชสแกด้วย แค่ 3 เพลงแรก ก็เดี้ยงอย่างถาวร รีวิวคอนเสิร์ตที่เคยเขียนทุกครั้งหลังดูคอนเสิร์ตแล้วโพสต์คืนนั้น ไม่ก็วันรุ่งขึ้น จึงลากยาวมาถึงวันนี้ ต่อไปนี้เราจะมาไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นข้อๆ ไป โอเช้ย์ ^_^!
** คาดว่าเป็นคอนเสิร์ตแรกและคอนเสิร์ตเดียวที่เสื้อทัวร์ตัวละ 700 ขายเกลี้ยงตั้งแต่คอนยังไม่เริ่ม รวมถึงกระเป๋าผ้าสีดำใบละ 500 ก็เกลี้ยงทีหลังเช่นกัน
** พี่เจมส์ข้าวมันไก่ มาดูด้วย หล่อตรงไหน สาวเกาหลีกรี๊ดแล้วไง? ทำไมหนุ่มข้างๆ ต้องกรี๊ด
** แมททิวขวัญใจลิเดียก็มาอยู่ตรงหน้าแท้ๆ ลิเดียก็มานะ อ้าวไม่ได้ดูด้วยกันหรอกเหรอ
** พีอาร์ BEC TERO ทิ้งโต๊ะมาดูคอนเสิร์ต เต้นกันแรงมาก เค้าแอบเห็นนะ
** พี่ไมค์ยิ้มที หน้าเหี่ยวไปเยอะเลยอ่ะ
** อยากกระทืบคนข้างๆ มันพูดดังๆ ให้ได้ยินว่า “Mike ยิ้มทีหน้าเหมือน พิง ลำพระเพลินเลยว่ะ แก๊แก่”
** 6 สมาชิกแท็คทีมกันขรึม ไว้หนวดเคราไปซะ 4 เหลือแค่ ป๋าเชส กับป๋าโจที่คางหรุมหริม
** ป๋าเชส สร้างสถิติ ศิลปินนอกที่หัดพูดภาษาไทยได้ยาวที่สุด คำทักทายของป๋าคือ
......................." สะหวัดดีคร้าบ....ผ้มรักเหมื่องไทย" .............ชัดโคดๆ
** ขอแสดงความยินดีกับน้องผู้ชาย 1,800 โดดข้ามรั้วมาบัตรแพงสุดโซน A เห็นกะตา เพ่การ์ดทำงี้ได้งาย
** เพลงเด็ดของอัลบั้มนี้อย่าง Given Up ป๋าเชสแหกปากสำรอกจนหน้าแดง เพราะยาวกว่าเวอร์ชั่นในซีดี และประมาณการว่าน่าจะยาวกว่า 1 นาที
** ขออีกทีกับเซ็ทลิสต์ ถึงเพลงใหม่จะเยอะตั้ง 7 เพลง แต่ 9 เพลงแรกไม่นับ Wake อินโทร Linkin Park ก็พาสาวกทั้งมันส์ทั้งโดดไม่หยุด ก่อนจะไปเข้าช่วงให้ป๋าเชสพักกับเพลงช้าๆ ไล่มาตั้งแต่ Leave Out ถึง Shadow ที่เฮียไมค์เหมาประจำตำแหน่งคีย์บอร์ดไปเกือบจะทุกเพลง
** 1 ในนั้นคือ Breaking The Habit เหลือกันอยู่แค่ 2 ป๋าเชสร้องคลออยู่ใกล้ๆ เกือบจบเพลง ก่อนที่สมาชิกกินแรงที่หายไปหลังเวทีทั้งหมดจะกลับมาประจำตำแหน่งกันที่เวอร์ชั่นปกติกันต่อ
** Shadow Of The Day ป๋าเชส เล่นกีตาร์ให้ดูด้วยนะจ๊ะ เล่นแค่คอร์ดธรรมดาๆ ไม่ถึงกับหะหรูหะหรา
** In The End ยังคงเป็นเพลงที่คนร้องตามกันดังที่สุดในคอนเสิร์ต Linkin Park
** เพลงเก่าที่ LP หยิบมาเล่นแทบทุกเพลง ป๋าเชสจะยื่นไมค์มาให้ช่วยร้อง เหอะๆ สาวก LP ใครบอกว่าธรรมดา!
** Bleed It Out คือเพลงที่ยาวที่สุดในคอนเสิร์ตนี้ เพิ่มช่วง intro/bridge/outro แถมป๋ษเชสกับเฮียไมค์ยังช่วยกันยื่นไมค์ให้ร้อง I bleed it out digging deeper Just to throw it away……Just to throw it away….I bleed it out ชนิดที่ว่ายิ่งร้องได้ ก็เหมือนยิ่งเป็นแรงยุให้ร้องใหญ่ เพลงนี้เลยซัดเข้าไปกว่า 6 นาที
** Faint เพลงสุดท้าย คิดไปเองหรือเปล่าหว่า พื้นลานแอ็คทีพสะเทือน เพราะโดดกันซ้าาา
** พี่ฟูโซโล่กีตาร์ปิดท้าย ก่อนที่ป๋าเชสจะโดดตัวงอเป็นกุ้งทิ้งท้าย
** ถึงตอนนี้ยังเถียงกับซี้ที่ไปดูด้วยไม่จบใครกันแน่ เพลงสุดท้ายจบ โยนกีตาร์ไปข้างหลังดังปึ้ก ช่วยยืนยันทีเด๊ะว่าเฮียไมค์
***ใครได้ไม้กลอง Rob กำนึงที่เอามาโยนแจกมั่ง อิจฉาเจงๆ
*** พี่ฟู ยกมือไหว้ขอบคุณสวยมาก
*** ในขณะที่สมาชิกคนอื่นกำลังโบกมือลาแฟนๆ Mr.Hahn เดินตุ้ยๆ ออกมาถ่ายรูปคนดู
*** รถติดแบบชนิดที่นรกดีๆ นี่เอง สงสารก็แต่ฝรั่งเกาะกลุ่มกัน ตูจะไปจากตึกร้างๆ แถวนั้นยังไงหว่า?
*** ความรู้สึกแบบชนิดที่ว่า Black Eye Peas มา ดูจนเบื่อแล้ว ไม่ยักกะเกิดขึ้นกับ Linkin Park ก็! ถ้ามาอีกก็จะดูอีก ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทั้งๆ ที่เป็นวงโปรดทั้ง 2 วง งงวุ้ย!!!!
คอนเริ่ม 3 ทุ่มครึ่ง จบ 5 ทุ่ม พอดีเด๊ะ

เจ๊โล เธอท้องค่ะคุณขา อะไรกัน ?เห็นผอมเพรียวอยู่หลัดๆ ถ่ายทำเอ็มวี Do It Well ซิงเกิ้ลที่ออกจะเปรี้ยว ดูแล้วน่าจะไปได้สวย กับเพลงสไตล์ถนัด pop R&B Hip-hop ที่กลับมาออกอัลบั้มภาษาอังกฤษอีกครั้ง ชุดนี้ก็ปาเข้าไปชุดที่ 5 แล้ว แล้วไงเหรอคะ จู่ๆ ท้องของเธอก็ป่องขึ้นมาเอง พุงมันยื่นออกมาฟ้องเป็นข่าวเมื่อเดือนกันยา ย่างเข้า 30 ตุลา ท้องยื่นมากกกก เจ๊ Lo กับสามีพี่ Marc Anthony ก็ยังปากแข็งไม่คอนเฟิร์มอีก แต่ตอนนี้ทั้งคู่ออกมาคอนเฟิร์มแล้วล่ะค่ะ ว่ามีลูกคนแรกด้วยกัน คอนเฟิร์มเมื่อไหร่หรือคะ วันนี้เองค่ะ วันที่เขียนถึงเธอ 8 พฤศจิกา 2007
เนื้อข่าวบอกว่า...
“Lopez confirmed on 8th November 2007 that she was expecting her first child with husband Marc Anthony, although she did not mention when she is due to give birth. The announcement ended months of speculation over the preganancy”
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
>> Jennifer Lopez หรือ J.Lo ที่เลิกใช้ชื่อนี้ ปล่อยให้เป็นแบรนด์ขายของไปแล้วทั้ง แบรนด์เสื้อผ้า และน้ำหอม ที่หลายคนชื่นชอบกลิ่นของเธอเอามากๆ เรื่องเป็นซูเปอร์สตาร์ดาราหนังอันนี้รู้ๆ กันอยู่ พักหลังคว่ำมาแล้วไม่รู้กี่เรื่อง เรารู้จักเธอมาตั้งแต่งูยักษ์อนาคอนด้า มาโฟกัสงานกันที่เพลงซึ่งประสบความสำเร็จเอามากๆ เช่นกันก่อนจะมาคว้าพี่ Marc Anthony โดยชุดนี้ เป็นอัลบั้มภาษาอังกฤษชุดที่ 5 ต่อจาก Rebirth เมื่อสองปีที่แล้ว ที่ต้นปีนี่เอง รวดเร็วมากค่า เธอเพิ่งจะออกอัลบั้มภาษาสเปนใช้ชื่อว่า “Como Ama Una Mujer” อยู่เลย สมดังความตั้งใจที่ได้สามีพี่ Marc มาครองคู่รวมถึงทำเพลงโปรดิวซ์ให้ อัลบั้มแห่งความอยากชุดที่ว่าคว้าอันดับ 1 Billboard Latin Album Chart มาครองสมใจอยาก
วันนี้ Jennifer Lopez กลับมาพร้อมอัลบั้มภาษาอังกฤษชื่อชุดว่า “Brave” เปิดตัวไปแล้วกับซิงเกิ้ล “Do It Well” วางขายไปเมื่อกลางเดือนตุลา ขึ้นถึงอันดับ 12 บิลบอร์ด ซึ่งในอัลบั้มนี้ เปิดตัวด้วยยอดขายสัปดาห์แรก 53,000 แถมยังทำสถิติเป็นอัลบั้มแรกที่เปิดตัวหลุดจาก Top 10 Billboard 200 เล่นซะเจ๊เสียฟอร์มไปเลย มาดูอันดับสูงสุดในชาร์ตของเธอกันค่ะ
UK Albums Chart #24
U.S. Billboard 200 #12
UK Singles Chart #11
U.S. Billboard Hot 100 #31
>> อัลบั้มนี้อย่างที่บอกแค่เพลงเปิดตัวก็ประกาศตัวแล้วว่า J.Lo เลือกกลับไปทำเพลงเหมือนชุดที่แล้ว สูตรสำเร็จเดิมที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือกลับสู่ความเป็น pop, R&B,hip hop ซาวนด์ แต่งานนี้เจ๊เขายืนยันกับปากตัวเองว่า ชุดนี้ฉันทำเพลงสไตล์ "dance, funk, R&B, hip-hop มิกซ์เข้าด้วยกันออกมาเป็นเพลงพ็อพที่บรรเจิดมากค่า เจ๊ให้เครดิตนิดหน่อย ว่าถ้าให้เจาะจง ก็เป็นเพลงสไตล์ " Jamiroquai นิดๆ Sade หน่อยๆ” หันมาดูที่ทีมโปรดิวเซอร์ ก็มี J. R. Rotem, Bloodshy & Avant โดยไม่อิง featuring ตามกระแสกับแร็พเปอร์ไหนเลย นอกซะจากว่าโบนัสแทร็ค Do it Well ที่ได้แร็พเปอร์ Ludacris มาเติมสีสัน น่าเสียดายที่ยอดขายที่จากเดิมเคยเปิดตัวที่ 2 แสนเฉพาะในอเมริกาในอดีต มาอยู่ที่ตอนนี้ทั่วโลก สัปดาห์แรกขายไปแค่ 101,000 รวมแล้วกับที่ U.S. อีก 53,000 สร้างความผิดหวังให้กับ Epic ต้นสังกัดไม่น้อย ไฉนเลยคุณเธอยังมาท้องได้ฤกษ์เวลานี้เข้าไปอีก ซิงเกิ้ลที่ 2 ก็ตัดออกมาแล้ว "Hold It Don't Drop It" เหมือนสถานการณ์อุ้มท้องตอนนี้ยังไงพิกล เลขสวยไม่สวยยังไง Brave ก็ขายไป 240,000 ทั่วโลก รอวันทัวร์นับตังค์รอบโลกหลังคลอดอย่างเดียวแล้วล่ะจ้า
Albums
1999: On the 6
2001: J. Lo
2002: J to tha L-O!: The Remixes
2002: This Is Me... Then
2005: Rebirth
2007: Como Ama una Mujer
2007: Brave
คลิกฟังเพลง Brave ที่ www.jenniferlopez.com
คลิกฟังเพลงตัวอย่างทั้งอัลบั้ม
ภาพนี้ 5 November 2007 ทั้งพี่ Marc ทั้งเจ๊ Lo บวมขนาดนี้นี้ ยังอุบงิบ ยืนยัน บอกไม่ท้อง
ภายหลังออกมายอมรับเมื่อวันที่ 8 ที่ผ่านมา แต่ไม่บอกว่าจะคลอดเมื่อไหร่
สงสัยจะกลัวอัลบั้มแป๊กไม่ได้โปรโมทเพราะท้องเหมือนรายของเจ๊ Toni Braxton


>>เวลาผ่านไปเร้วเร็ว 5 หนุ่ม Backstreet Boys เพิ่งจะมีอัลบั้ม Never Gone ออกมาเมื่อปี 2005 งานเพลงที่เปรียบประดุจเป็นอัลบั้มชี้ชะตา การกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของสมาชิกทั้ง 5 ภายหลังจากที่แต่ละคนนั้น แยกย้ายกันไปมีชีวิตส่วนตัว-ออกอัลบั้มโซโล่ กลับมารวมตัวอีกครั้งก็ยังรอด รับคำชมไปจากนักวิจารณ์เน็ตๆ เพราะ Backstreet Boys ในวันนั้น หาได้ทำเพลงพ็อพจ๋าเหมือนอดีตไม่ พูดได้เต็มปากว่า พวกเขากลายเป็นวงพ็อพร็อคไปแล้ว
>>อดีตบอยแบนด์ที่โด่งดังสุดขีดกลางยุค 90’s ขายอัลบั้มไปมากกว่า 73 ล้านชุดทั่วโลก จากอัลบั้มทั้ง 5 ชุด และอัลบั้มรวมฮิต 1 และยังมีหน้ามีแรงฮึดที่จะออกอัลบั้มได้อีกกับสตูอัลบั้มชุดที่ 6 ที่ใช้ชื่อว่า ‘Unbreakable’ วันนี้ วันที่พวกเขาเหลือกันอยู่แค่ 4 ไร้เงาของ Kevin Richardson พี่ใหญ่วัย 36 ที่เพิ่งกลายเป็นคุณพ่อมือใหม่ไปหมาดๆ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
>>การทำงานในอัลบั้มชุดนี้ Backstreet Boys ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ และนักแต่งเพลงชื่อดัง ทั้ง Dan Muckala, John Shanks, Billy Mann รวมถึง JC Chasez อดีตสมาชิกวงบอยแบนด์คู่แข่ง *NSync ที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำเพลง อยากรู้ว่าฝีมือเป็นไงต้องฟัง "Treat Me Right" ที่นาย JC เค้าทั้งเขียนเพลงและโปรดิวซ์เอง ในส่วนของซิงเกิ้ลแรก “Inconsolable” เปียโนบัลลาดติดหูไม่แพ้ซิงเกิ้ล "Incomplete" จากอัลบั้มที่แล้วได้ Emanuel Kiriakou (เคยโปรดิวซ์ให้ Nick Lachey เพลง “What’s Left Of Me” และ Katherine McPhee เพลง “Ordinary World”) มาโปรดิวซ์เพลงนี้ให้ เช่นเคยกับครั้งนี้ Backstreet Boys มาพร้อมกับงานดนตรีหลากสไตล์ที่ไม่ทิ้งเพลงสไตล์ถนัดยุค 90’s เดิมๆ ของ Backstreet Boys เด่นด้วยเสียงกีต้าร์ที่เข้ามามีบทบาทในเพลงพ็อพร็อคของพวกเขาอย่างเต็มตัว อัลบั้มนี้เลยถูกหยิบไปเปรียบเทียบกับเมื่อ 2 ปีแล้วที่ขายไปมากกว่า 10 ล้านก็อปปี้ทั่วโลกอย่างช่วยไม่ได้
Fact
* ก่อนที่จะมาเป็นชื่ออัลบั้มนี้ มีข่าวลือจะใช้ชื่อว่า End to Beginning ตามด้วย Motivation and Picking Up the Pieces ก่อนที่จะมาเป็น Unbreakable ในที่สุด
* นี่คืออัลบั้มแรก ที่ Kevin ไม่มีส่วนร่วมอะไรเลย เพราะออกจากวงไปตั้งแต่มิถุนาปีที่แล้ว
* หนุ่มๆ รวมไอเดียกันช่วยแต่งเพลง มีเครดิตร่วมแต่งเพลงในอัลบั้มชุดนี้ด้วยกันทั้งหมด 5 แทร็ค
* ที่ญี่ปุ่น สัปดาห์แรกที่วางขาย พี่ยุ่นต่อคิวซื้อซีดีของพวกเขาขึ้นอันดับ #1 ด้วยยอดขาย 102,043 ก็อปปี้
* Unbreakable สัปดาห์แรกเปิดตัวที่อันดับ #7 Billboard ขายไป 81,000 ก็อปปี้
* "Helpless When She Smiles" มีข่าวลือว่าจะเป็นซิงเกิ้ลต่อไปจากอัลบั้มนี้
สมาชิก
Nick Carter (อายุ 27)
Howie Dorough (34)
Brian Littrell (32)
A. J. McLean (29)
อดีตสมาชิก
Kevin Richardson (36)


Girls Power ในอดีต

No power ณ วันนี้

เจ้าของสโลแกน Girl Power 5 สาว Spice Girls ในวันที่ต่างคนต่างแยกย้าย ต่างผัวต่างเล่นตัว แยกกันเราเดี้ยง รวมกันเอายังหาตังค์เข้ากระเป๋าเลี้ยงลูกได้อีก (ละไว้แต่ Victoria เงินถุงเงินถังเธอมี แต่ไม่ได้ออกอัลบั้มต่อๆ มา มีอันดับ 1 กะเค้านี่สิแม่เจ็บใจกว่า)...
5 สาว แบกไหปลาร้า หน้าตอบ ลูกติดซะ 4 แถมอีก 2 นางก็เกือบหาพ่อให้ลูกไม่ได้ซะงั้น ยอมลดความทิฐิหันหน้ามาจับมือกัน ไอ้ที่ร่ำๆ ว่าจะไม่กลับชนิดโซโล่แล้วเริ่ดแบบ Mel C ในที่สุดก็ไปไม่ได้กี่น้ำ ประกาศกลับมารวมตัว พร้อมทัวร์คอนเสิร์ตใหญ่รอบโลก ซึ่งกว่าจะรอให้รวมแล้วรวมอีก ก็เล่นตัวมาหลายปีดีดัก กว่า 7 ปีด้วยกัน เล่นเอาแฟนคลับเกือบท้อ ในที่สุดฝันของสาวก girl power เมื่อครั้งในอดีต ก็สาสมแก่ใจ เพราะข่าวว่ายอดจองตั๋วคอนเสิร์ตตั้งชื่อว่า "The Return of the Spice Girls" ครั้งนี้ แฟนเพลงแย่งชิงบัตรคอนเสิร์ตรอบแรกที่แวนคูเวอร์ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 2 ธันวา ขายหมดเกลี้ยงภายในครึ่งชั่วโมง! บัตรทั้งในลอนดอน 3 รอบก็เกลี้ยง ไหนจะมีแฟนเพลงอีกเป็นล้านที่ต่อคิวจองตั๋วทางเว็บไซต์ www.thespicegirls.com จนทางโปรโมเตอร์ต้องประกาศเพิ่มรอบในลอนดอน เลื่อนคิวที่จะทัวร์ในแถบยุโรปและเอเชียออกไปอีก บ้านเราต้นสังกัด EMI แอบกระซิบถึงความเป็นไปได้สูงว่าปีหน้านะจ๊ะ ถึงคิวมาทัวร์ทางฟากนี้แน่ๆ เก็บตังค์รอไว้ได้เลย ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีใครจำกันได้อ๊ะเปล่า ว่าสมัย wannabe ยังไม่ขึ้นอันดับ 1 Spice Girls ที่ยังโนเนม เคยมาโปรโมทัวร์บ้านเราขึ้นเวทีที่ทอรัสซะด้วย
ซึ่งแน่นอนว่ากลับมาครั้งนี้ แหมกว่าจะจับมือ เอาหน้าตาประกบกันได้แชะสักภาพนึงเนี่ย จะเก็บค่าบัตรอย่างเดียวก็กระไรอยู่ เจ๊ๆ ทั้งหลาย เลยทำตามไอเดียคุณพี่ Simon Fuller เจ้าของค่าย 19 Entertainment ป๋าใหญ่แบ็คอัพสาว Emma ออกอัลบั้มรวมฮิตมันอีกสักครั้ง ซึ่งครั้งนี้พิเศษมากๆ เลยนะคะ พวกเธออุตส่าห์รวมตัวกันเข้าสตูดิโอ กู่ร้องออกมาเป็นเพลงพิเศษ เพื่อขายคนที่มีรวมฮิตแล้วโดยเฉพาะ ที่จะวางขายกัน 12 พฤศจิกานี้ โดยมีตัวเอกคือซิงเกิ้ลที่ชื่อว่า "Headlines (Friendship Never Ends)" บวกอีกหนึ่งเพลงใหม่ชื่อว่า “Voodoo” และที่ไม่ธรรมดากว่านั้น จะมานินทาว่ากลับมาหาเงินเลี้ยงลูกอย่างเดียวไม่ได้ เพราะซิงเกิ้ล "Headlines (Friendship Never Ends)" จะมีรายการพิเศษทาง BBC รวมถึงมอบเงินเข้าองค์กรการกุศลช่วยเหลือเด็กๆ องค์กร Children in Need charity อีกด้วย
ยังไม่ต้องพูดถึงโปรดักชั่นอลังการงานสร้างคอนเสิร์ตว่าแต่ละนางจะขนอะไรมาโชว์แค่ไหน แต่มาดูกันที่เบื้องหลัง ซึ่งปูนนี้เข้าเลข 3 กันเกือบหมดแล้ว เจ๊ Vic 33, Mel C 33,Mel B 32, น้า Geri กรี๊ดด 35 กระทั่งฉายา Baby Spice อย่าง Emma ก็ปาเข้าไป 31 งานนี้แด๊นเซอร์มีชื่อก็ต้องจ้างมาสอนเต้นบรรดาคุณเธอเป็นธรรมดา โดยได้ Jamie King (choreographed Madonna's Confessions Tour) มาทำหน้าที่นี้ และมีข่าวว่า Donatella Versace จะมาดีไซน์ชุดให้สาวๆ แต่ละนางไม่ให้น้อยหน้ากันเชียวนะจ๊ะ
Track listing [ Standard edition]
1."Wannabe"
2."Say You'll Be There" (Single Mix)
3."2 Become 1"
4. "Mama"
5. "Who Do You Think You Are"
6."Move Over"
7. "Spice Up Your Life" (Stent Radio Mix)
8."Too Much"
9."Stop"
10."Viva Forever"
10."Let Love Lead the Way"
11."Holler"
12."Headlines (Friendship Never Ends)"
13."Voodoo"
14."Goodbye"
คลิกเอ็มวี Headlines (Friendship Never Ends)
อัพเดทข่าวคาวของแต่ละสไปซ์

# Emma เพิ่งคลอดลูกคนแรกไปเมื่อวันที่ 10 สิงหาที่ผ่านมา เบบี๋ของเธอเป็นชาย ชื่อว่า Beau Lee Bunton โดยเว็บไซต์ของเหล่า Spice พาดหัวข่าวอย่างฮาๆ ว่า "Baby had a baby!" พ่อของลูกก็นาย Jade Jones เจ้าเก่าอดีตสมาชิกวง Damage ที่สาวกสไปซ์คุ้นเคยกับชื่อนี้ดี Emma กระเสือกกระสนออกอัลบั้มโซโล่ได้ 3 ชุด และยังคงเป็นเจ้าของอันดับ 1 เพลงของตัวเองเพลงเดียวใน UK. คือ What Took You So Long
# เจ๊วิค Victotia หรือคุณนายวิคที่ฉีดโบท็อกซ์ อัดคอลลาเจนที่ปาก ยิ้มแต่ละทีของเจ๊จึงสยองน่ากลัวมากกกก นมก็ไม่ธรรมดา ผ่าเข้าผ่าออกเปลี่ยนซิลิโคนมามากกว่า 2 ครั้ง ไว้มัดใจสามี David Beckham ซะอยู่หมัด แต่กระนั้นพี่วิดของเราก็ไม่วายมีกิ๊กอยู่เป็นนิจยามไปค้าแข้งโชว์ตัวต่างซีกโลก วันนี้ Victoria ยังไม่มีอันดับ 1 ใน UK ทั้งซิงเกิ้ลและอัลบั้มโซโล่อันดับ 1 ของตัวเอง ช่างชีช้ำอะไรอย่างนี้ แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังเป็นเจ้าของสถิติ ลูกชาย 3 คนรวดเหมือนถูกฟ้ากลั่นแกล้ง ให้คลอดลูกมาตั้งทีมฟุตบอล แต่อย่ากระนั้นเลย เห็นคลอดลูกทีตัวฟีบเป็นกระดูกตูดแฟบอย่างนี้ วิคทอเรีย ก็มียีนส์ไลน์ของตัวเองชื่อ 'VB Rocks' ในเครือของ Rock and Republic ที่ประสบความสำเร็จไม่เบา สนนราคานี่แพงไม่เสียชื่อสโลแกน Posh เลยล่ะ
# Geri 1998 เดือนพฤษภา คือฤกษ์ดีที่เจ๊ขิง บอกลาฉายา Ginger Spice ไปออกอัลบั้มโซโล่ในปีถัดมา จนถึงปัจจุบัน ออกมาแล้ว 3 ชุด เป็นเจ้าของอันดับ 1 UK. ถึง 4 ซิงเกิ้ล ตั้งแต่ Mi Chico Latino,Lift Me Up, Bag It Up และ It’s Raining Men มาที่ชีวิตส่วนตัว จู่ๆ เจ๊ขิงก็ถูกปาปาราซซี่แฉภาพท้องโตใหญ่บึ้ม ข่าวซุบซิบรายงานว่าอดีตมือกลองวง Bush นาม Sacha Gervasi คือพ่อเด็ก แต่ปีที่แล้วนี่เอง เจ๊ขิงเซย์โน ไม่ยอมบอกว่าพ่อเด็กคือใคร ระหว่างให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Hello เธอได้ลูกสาวตั้งชื่อว่า Bluebell Madonna ปัจจุบันไร้ชายเคียงข้าง เจ๊ขิงอยู่กับลูกสาวตามลำพัง และเจ้าหมาน้อยตัวโปรดที่เลี้ยงไว้ Harry
# Mel B หรือ Scary Spice ที่ชีวิตส่วนตัวปัจจุบันน่ากลัวสมฉายา ไม่ว่าจะถูกดาราผิวหมึกชื่อดัง Eddie Murphy ปฏิเสธไม่รับเป็นพ่อเด็ก แถมเจ๊เองยอมรับว่าเคยเป็นกิ๊กกับ Peter Andre หวานใจของยัย Jordan นมโตอีกแน่ะ ลูกสาวคนแรก Phoenix Chi มาจากชีวิตแต่งงานกับแด๊นเซ่อร์กิ๊กก๊อกชาวดัชต์ Jimmy Gulzar ที่ภายหลังถึงกับต้องฟ้องหย่า เจ๊บี จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูอดีตสามีไป 1.25 ล้านปอนด์ คบต่อกับนักแสดง Max Beesley และเป็นข่าวกับอีกหลายๆ คน ก่อนจะมาหนุงหนิงกับ Eddie Murphy ถึงขั้นสักชื่อของกันและกัน และท้องอีกครั้งกับเรื่องราวฟ้องร้องสาวถึงผู้ให้กำเนิดหนูน้อย Angel Iris Murphy Brown เมื่อเดือนเมษาต้นปีนี้เอง เด็กยังเกิดวันเดียวกับวันเกิดของคุณป๋า Eddie Murphy อีกแน่ะ ผล DNA ที่ได้มาก็ฟันธงโช๊ะๆ ไปแล้วว่าเจ๊เขาไม่ได้มั่ว ว่าแต่ลูกยังไม่ทันเกิด เจ๊บีก็คว้าคนสนิทที่เป็นถึงโปรดิวเซอร์หนัง Stephen Belafonte เข้าพิธีแต่งงานไปเมื่อ 6 มิถุนา 2007 ทั้งๆ ที่เบบี๋เพิ่งจะคลอดไม่ทันจะถึง 2 เดือน
...อุ๊ย! เกือบลืม อัลบั้มเดี่ยวมี ออกมา 2 ชุด ซิงเกิ้ลอันดับ 1 “I Want You Back” ออกมาแล้วรวม 6 ซิงเกิ้ล อันดับไม่เคยเกิน 41# เห็นเงียบๆ แบบนี้ ขอบอกว่าเจ๊ไม่ธรรมดา
# Mel C ถือว่าเจ๋งเพราะออกอัลบั้มโซโล่ได้ตั้ง 4 ชุด แถมชุดล่าสุด This Time ที่วางขายอยู่ไม่กี่ประเทศ รวมถึงที่อังกฤษราวๆ ต้นเดือนมีนาปีนี้สดๆ ร้อนๆ ยังควักกระเป๋าทำเองภายใต้สังกัดตัวเอง Red Girl Records ซิงเกิ้ลที่ตัดออกมายังมีเพลงคัฟเว่อร์เห่ยๆ (ความรู้สึกของคนที่เคยได้ยินเจ้าหนู Aaron Carter ร้องอ่ะนะจ๊ะ) ไม่น่าเชื่อว่าเจ๊ Mel จะเอามาร้องชื่อ I Want Candy และที่ไม่น่าเชื่อไปกว่านั้น ก็คืออัลบั้มที่ว่านี้ จะมีชื่อของ Guy Chambers และ Steve Mac เป็นหนึ่งในทีมโปรดิวซ์!!! ตัวอัลบั้มขึ้นสูงสุดที่อันดับ 57 ถือว่าประสบความสำเร็จมั้ยล่ะ? แต่ Mel C ก็ยังคงถือครอง ซิงเกิ้ลอันดับ 1 ด้วยกันคือ Never Be The Same Again และ I Turn To You จากอัลบั้มโซโล่ชุดแรก Northern Star ปี 2000 จากนั้นก็ไม่เคยมีซิงเกิ้ลแตะชาร์ตอีกเลย แต่ว่าไม่ได้นะเคอะ Mel C รวมกับอีก 9 เพลง อันดับ 1 ของ Spice Girls ทำให้เธอเป็นศิลปินหญิงเจ้าของสถิติ อันดับ 1 ที่เจ้าตัวมีเครดิตร่วมแต่งเพลง 11 เพลงด้วยกัน เป็นรองก็แค่ Madonna
:Mandy Moore
>>สาวน้อยหน้าหวานคนนี้ Mandy Moore (Amanda Leigh Moore )ห่างหายไปนานจากวงการ (เพลงค่ะเพลง) กว่า 4 ปี เห็นเธอมานาน ตั้งแต่สมัยมีเพลงดังที่จนถึงวันนี้ก็ยังฮิตเปิดตามวิทยุกันอยู่ ไม่ว่าจะ I Wanna Be With You, Stupid Cupid, Crush ,Cry กลับมาครั้งนี้ Mandy มาพร้อมงานใหม่ซิงทั้งอัลบั้มกับอัลบั้มล่าสุด ซึ่งนับเป็นชุดที่ 5 ต่อจาก Coverage ปี 2003 แล้วดูสิอ่ะ หนู Mandy ของเราปีนี้ เพิ่งจะ อายุแค่ 23 เองนะเนี่ย เห็นกันมาน๊านนานนนน ตั้งแต่ปี 1999 กับอัลบั้มชุดแรก So Real ในยุคของ pop princess สมัยนู้นทั้งหลายไม่ว่าจะ Britney Spears, Christina Aguilera, Jessica Simpson จนแต่ละคนเค้าไปถึงระดับ ตัวแม่ ดิว่ารุ่นเล็กกันนู่นแล้ว หนู Mandy ของเราก็ใช่จะน้อยหน้า มัวแต่ไปเอาดีเล่นหนังอยู่นานสองนานจนแฟนคลับหายหมด ก็เลยได้ฉายามาพอกล้อมแกล้ม ‘เจ้าหญิงแห่งวงการฮอลลีวู้ด มาแทน >>วันนี้ Mandy กลับมาอีกครั้งพร้อมอัลบั้มล่าสุด Wild Hope ที่เจ้าตัวบอกว่านี่คือผลงานที่สะท้อนถึงความเป็นตัวเองมากที่สุด แถมยังได้เครดิต Co-writen แบบเต็มตัวเป็นครั้งแรก อีกทั้งโปรดิวเซอร์ที่มาดูแลงานให้อีหนูครั้งนี้ก็ไม่ธรรมดา เข้ากะสไตล์เจ้าตัวสุดขีด เพราะ John Alagia ชื่อนี้ อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ John Mayer , Liz Phair หรือจะ Dave Mathew’s Band มาแล้ว กับภาพลักษณ์ใหม่และงานดนตรีในสไตล์ indie-pop/folk ที่ Mandy Moore ในวันนี้ ทิ้งภาพพ็อพบับเบิ้ลกัมโดยสิ้นเชิงและถูกนำไปเรียบเทียบกับศิลปินอย่าง Regina Spektor, Fiona Apple หรือแม้กระทั่ง Sarah McLachlan เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ลแรก “Extraordinary” ที่เข้ากั๊ลเข้ากันกับภาพลักษณ์เชยๆ เอ๊ยไม่ใช่ค่ะ ใส ซื่อ ชื่อ Mandy Moore ต้องเป็นสาวใส เรียบง่ายที่ไม่ค่อยจะมีข่าวคาวภาพปาปาราซซี่ให้แฉอะไรแบบนั้น นอกซะจากว่าอ้วนมั่ง มีข่าวเล่นหนังฟอร์มเล็กๆ เรื่องนู้น เป็นแฟนพี่คนนั้น เลิกกะคนนู้นแล้ว นั่นล่ะจ้า Mandy Moore สาวน้อยเมื่อวันวานและวันนี้ของเราล่ะ >>อัลบั้มนี้เป็นผลงานที่สะท้อนถึงความเป็นตัวเองของฉันมากที่สุดเลยค่ะ ฉันมีอิสระทางเลือกในการทำเพลง และยังได้โปรดิวเซอร์เก่งๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินที่ฉันชื่นชอบอย่าง John Mayer มาช่วยขัดเกลาทุกเพลงจนกลายเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมที่ถูกใจฉันอย่างมากๆ ค่ะ” Mandy เล่าถึงความประทับใจในการทำเพลงชุดนี้ ซึ่งถือเป็นชุดแรกที่เธอย้ายจาก Sony สู่สังกัด The Firm Music ในความดูแลของ EMI >>อัลบั้มนี้อย่างที่บอก ว่า Mandy ร่วมเขียนเพลงในอัลบั้มนี้ทุกเพลง ที่นอกจากจะใส่เรื่องราวของตัวเองเข้ามาในบทเพลงเกือบจะทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องที่เธอเลิกลากับแฟนหนุ่มนักเทนนิสชื่อดัง Andy Roddick แล้ว หนึ่งในนั้น Mandy ร่วมเขียนเพลงกับ The Weepies ในแทร็คชื่อ Looking Forward to Looking Back" และ Chantal Kreviazuk ในเพลงที่ชื่อ "Gardenia" ในส่วนของซิงเกิ้ลที่ 2 ของอัลบั้มก็คิวต่อไปอย่าง “Nothing That You Are” อัลบั้มบ้านเราวางแผงไปแล้วนะจ๊ะ คลิกฟังเพลง www.mandymoorenet.com "คลิก" ฟังเพลงตัวอย่างทั้งอัลบั้ม >> ผู้ชายของน้องหนู Mandy มาดูหนุ่มๆ ในคอลเลคชั่นของสาวใสของเรากันนิด Mandy คบกับนักแสดงหนุ่มหล่อ Wilmer Valderrama ที่โด่งดังจากซิทคอม '70s Show กว่า 18 เดือนด้วยกัน ช่วงปี 2000 – 2002 ภายหลังปี 2006 Wilmer ให้สัมภาษณ์ในรายการหนึ่งและสารภาพว่า การคบกันครั้งนั้น คือ "first loves" รักครั้งแรกของทั้งตัวเขาเองและ Mandy ก่อนที่ Mandy จะไปเดทกับ Andy Roddick ซึ่งทั้งคู่ก็คบกันได้ 2 ปีอีกเช่นกัน ยุติความสัมพันธ์ในปี 2004 จากนั้น Mandy ก็ไปคบกับนักแสดงหนุ่มรายต่อๆ มาอย่าง Billy Crawford, Zach Braff รายหลังนี่ถึงกับมีข่าวว่าหมั้น เมื่อปี 2006 และเลิกกันในปีเดียวกันนี่แหละ และต้นปี 2007 ก็มีข่าวว่าไปกิ๊กกับอดีตหวานใจของ Nicole Richie คนดัง Adam Goldstein หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "DJ AM" และมาถึงรายล่าสุด นักแสดง/นักร้อง Greg Laswell ที่ยังไม่มีข่าวคอนเฟิร์มว่าเลิก ว๊าว!@ ทำเนียบผู้ชายเยอะเหมือนกันนะเนี่ย Fact : Mandy เล่นหนังมามากกว่า 12 เรื่อง ที่พอจะเป็นที่รู้จักในบ้านเรา หรือออกมาเป็น DVD ให้เห็นกันมั่งก็คือ ตัวร้ายใน The Princess Diaries , A Walk to Remember กับบทเด่น Jamie Sullivan ผู้น่าสงสาร เป็นสาวขี้โรคแล้วยังป่วยตายทิ้งพระเอกหล่อๆให้ sad ไปใหญ่ , How to Deal, และ Saved! : Wild Hope เปิดตัวสัปดาห์แรกด้วยยอดขาย 25,000 ก็อปปี้ที่อันดับ #30 บิลบอร์ดชาร์ต ซึ่งถ้าเทียบกับชุดที่แล้ว "Coverage" เปิดตัวที่อันดับ #14 ยอดขาย 59,000 ก็อปปี้ : ซิงเกิ้ลอันดับหรูสุดๆ ที่เคยทำไว้คือ I Wanna Be With You ที่อันดับ #24 บิลบอร์ด ก่อนหน้านั้น คือ Candy ที่อันดับ # 41 จากนั้นอีหนูก็ไม่เคยเหยียบเข้า hot 100 billiboard singles chart อีกเลย : Extraordinary ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้ม ถูกใช้เป็นเพลงเทลเลอร์หนังเรื่อง Georgia Rule นะแสดงโดย Lindsay Lohan : นักร้องคนโปรดของ Mandy คือ Elton John, Switchfoot รวมถึง Bette Midler ที่กลายเป็นนักแสดงคนโปรดที่เธอชื่นชอบเช่นกัน




