

Melee
>> ฮั่นแน่ ใครที่ติดอกติดใจโฆษณา SONY Bravia ที่มาพร้อมกับเมโลดี้ ตึง ตึ่ง ตึ๊ง ตึง ตึ๊ง ตึ่ง..... ที่ติดหนึบอยู่นี้ ชั่วโมงนี้ ใครก็อยากรู้กันน๊อ...ว่านี่คือเพลงอะไร...ใครร้อง? แต่ขอบอกไว้เลยว่า เพลงนี้หลายคนชอบตั้งแต่พี่ๆ ดีเจ The Radio เค้าเอามาเล่นยั่วน้ำลายจนขึ้นชาร์ตไปตั้งนานชาตินึงแล้วมั้ง เออ ขนาดนั้นเลยเหรอ เจ้าเพลงนี่แหละ “Built To Last” ชั่วโมงทอง วินาทีนี้ กำลังมาแรงในบ้านเราล่าสุดขีด ยึดอันดับ 1 ที่ 99.5 ก็ The Radio นั่นแหละ นานถึง 6 สัปดาห์ และกำลังไต่ Top 10 ในคลื่นอย่าง 105.5 Eazy FM, Get 102.5 และ 107 Met ก็ทุกคลื่นสากลในเมืองไทยเลยนะ ก็แหม ได้เวลาโปรโมทอัลบั้มของ Melee ศิลปินที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนแล้วนี่จ๊ะ
>> Devils & Angels ที่กำลังจะนำมาวางขายในบ้านเราชุดนี้ เป็นอัลบั้มชุดที่ 2 ของพวกเค้า 4 หนุ่มพ็อพ-ร็อค นาม Melee จากอเมริกา โดยจุดเด่นของ Melee คือเสียงเปียโน และท่อนฮุคที่ติดหู อย่าง Built To Last นั่นไง เนื้อหาก็เกี่ยวกับชีวิต ความรัก พูดถึงแฟนความรักของตัวเองมั่ง มิตรภาพที่สวยสดงดงามมั่ง จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ Melee มีศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบที่เป็นเซียนเปียโนทั้งนั้นอย่าง Elton John, Chris Martinวง Coldplay และล่าสุดก็คือ John Legend
>> Devils & Angels ได้โปรดิวเซอร์มือดี Howard Benson ที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ สาขา Producer of the Year ปี2006 และเคยทำงานร่วมกับวง My Chemical Romance และ All American Rejects มาแล้วมาปูทางให้ แหมหันมาดูที่หน้าตา ภาพลักษณ์ของวงก็ใช้ได้เลยแฮะ มีนาย Chris Cron ร้องนำประจำตำแหน่งเปียโนไปด้วย แล้วก็มี Ricky Sans มือกีตาร์ เขานี่แหละที่เป็นคู่หูร่วมเขียนเพลงกับ Chris มากว่า 8 ปี เลยทีเดียว แน่นอนว่ามีดีเฉพาะตัวแบบนี้ก็เลยได้โชว์ฝีมือแต่งเพลงในอัลบั้มนี้ด้วย ในส่วนของสมาชิกที่เหลือก็มี Ryan Malloy มือเบส ที่เล่นดนตรีมาด้วยกันตั้งแต่สมัยเรียนไฮสคูลใน Orange County แต่คิดมาเอาจริงฟอร์มวงทีหลังก็ตอนเรียนอยู่มหาลัยนี่เอง พวกเขาได้เซ็นสัญญากับ Hopeless Records (ต๊าย! ดูชื่อ) ว่าแล้วก็คว้าตัว Mike Nader มาเป็นมือกลอง เอาเข้าจนกระทั่งปี 2003 Hopeless ก็ให้โอกาสลืมตาอ้าปากออก EP ใช้ชื่อว่า Against the Tide ตามด้วยอัลบั้มทีนี้เต็มของจริงละ แต่ออกกับค่ายอินดี้ชื่อ Sub City ใช้ชื่อว่า Everyday Behavior ในปี 2004 ที่ขายไปแค่ 15,000 ก็อปปี้นับเป็นชุดแรกของพวกเขา ก่อนที่ Mêlée จะมาเตะตาค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Warner Bros. เริ่มลุยทำเพลงกันในเดือนกันยายน ปี 2005 โดยเริ่มสร้างชื่อจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทัวร์ระดับบิ๊กอย่าง Warped Tour ที่มีวงอย่างThe Donnas, Sugarcult, Bowling For Soup เป็น 1 ในนั้นค่อยๆ โปรโมทอัลบั้ม Devils & Angels ที่เรากำลังจะได้รู้จักพวกเขา Melee ที่ลงตัวไปซะหมดในวันนี้ แบบเต็มๆ กันในที่สุด โดยมีซิงเกิ้ลใหม่ต่อจาก Built To Last ซึ่งก็คือ Can’t Hold On ถ่ายทำเอ็มวีกันเสร็จไปแล้ว ถ้าใครเตะตาคนที่ 3 จากซ้ายที่เตี้ยที่สุดรูปแรก เขาคือ Ricky นะจ๊า
www.meleerocks.com มีเพลงให้ฟัง
ทดลองฟังเพลงตัวอย่างทั้งอัลบั้ม




Craig David
>> ใครที่ยังเสียดายกับคอนเสิร์ตหนุ่มเคร้กไม่หาย ก็แหมเคยจะมาเปิดคอนเสิร์ตบ้านเราอยู่แล้วเชียว เอานู่นเอานี่มาอ้าง หรือยอดบัตรจองครั้งนั้นไม่กระเตื้องอันนี้ก็มิทราบได้ วันนี้ หนุ่มเมืองผู้ดี Craig Ashley David หรือ Craig David คนนี้ คนที่ทำเพลงเก๋ๆ แถมยังมีเสียงร้องบวกวิธีการร้องอันเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใครยากจะเลียนแบบ ก็มีอัลบั้มใหม่มาฝากกันอย่างรวดเร็วทันใจ ปาเข้าไปชุดที่ 4 ในรอบ 7 ปี แต่เชื่อไหมว่าปีนี้ นาย Craig น่ะ เพิ่งจะอายุ 26 เองนะ อัลบั้มชุดที่ว่านี้ใช้ชื่อว่า “Trust Me” ต่อจาก Born To Do It ,Slicker Than Your Average และ The Story Goes...ที่บอกได้เลยว่าสาวกบ้านเราก็มีแอบกรี๊ดหนุ่มคนนี้อยู่ไม่เบาเหมือนกัน
>> ก่อนอื่น เราลองมาย้อนดูเส้นทางกว่าจะมาเป็น Craid David ซิงๆ ทุกวันนี้ เริ่มแรกเข้าวงการเพลงมา หนุ่ม Craig ของเรามีโอกาสได้ร่วมงานเพลงใน b-side กับวง R&B ของอังกฤษที่ดังพอเป็นกระแสอยู่ในตอนนั้นซึ่งก็คือวง Damage เพลงที่ร้องก็หยิบเอาเพลง "Wonderful Tonight" ของ Eric Clapton มาคัฟเว่อร์ จากนั้นก็เขยิบตัวไปร่วมงานให้กับวงการาจ Artful Dodger มีเพลงดังที่หนุ่ม Craig ของเรารับเอาเครดิตมาเต็มๆ กับ "Rewind" จำกันได้อ๊ะป่าว เพลงนี้น่ะเปรี้ยว เก๋ ล้ำได้ใจคนอังกฤษ ขึ้นถึงอันดับ #2 UK ในปี 2000 เชียวนา จากนั้นหนุ่ม Craig ก็เลยได้มีโอกาสออกอัลบั้มโซโล่ของตัวเองเพียวๆ ซะที ทีนี้ล่ะ ด้วยความแปลกและวิธีร้องที่เร็วซะชนิดที่ว่าลิ้นรัวเป็นพัลวัน ยากจะเลียนแบบในตอนนั้น ไม่เท่าไหร่ ซิงเกิ้ล "Fill Me In" ก็ทำให้ Craig David ในตอนนั้นกลายเป็นศิลปินชายที่อายุน้อยที่สุด ที่มีเพลงเปิดตัวขึ้นอันดับ 1 ใน UK ด้วยอายุเพียงแค่ 19 แค่นั้นยังไม่พอ อัลบั้มชุดแรกของน้อง Craig ในตอนนั้น ยังมีเพลงที่เข้า Top 10 ถึง 4 ซิงเกิ้ลด้วยกัน สมกับชื่ออัลบั้ม Born To Do It ที่ตั้งมาซะดิบดี พร้อมอันดับ #1 UK. และยอดขายที่ขายไปมากกว่า 1.8 ล้านก็อปปี้
>> จากวันนู้นถึงวันนี้ Trust Me ที่ผลตอบรับอาจจะไม่หรูเท่า แต่ Craig David หนุ่มเข้มมาดเนี้ยบคนนี้ ก็ยังคงมีแฟนเพลงที่ติดตามงานของเขาอย่างเหนียวแน่น ตัวอัลบั้มเปิดตัวที่อันดับ #18 ใน UK ซิงเกิ้ลแรก ‘Hot Stuff’ หยิบเอาความเป็นฟั้งก์มามิกซ์เข้ากับการนำงานคลาสสิคของ David Bowie อย่าง ‘Let’s Dance’ มาแซมเปิ้ล ได้อย่างเก๋ไก๋ มิน่าล่ะเพลงนี้ถึงได้ติดหูตั้งแต่ที่ได้ฟังครั้งแรกนี่เอง โดยอัลบั้มชุดนี้ บันทึกเสียงกันที่ Havana, Cuba เป็นการร่วมงานระหว่าง Craig กับโปรดิวเซอร์อย่าง Martin Terefe (ที่เคยร่วมงานกับ KT Tunstall, James Morrison) , Fraser T. Smith (นักแต่งเพลง/โปรดิวเซอร์/มือรีมิกเซอร์ ที่เคยทำเพลงให้กับ Beyonce, Jamelia) โดยเฉพาะแทร็คที่ 6 อย่าง ‘1 Thing’ เห็นได้ชัดเลยว่าวัฒนธรรมดนตรีในแบบ Cuban มีอิทธิพลกับงานชุดนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ส่วนใครที่หลงรักเพลงบัลลาดสไตล์ Walking Away, World Filled With Love, และ Don’t Love You No More (I’m Sorry) มาแล้วล่ะก็ ขอบอกว่าชุดนี้หนุ่ม Craig ของเราก็ยังไม่ทิ้งเพลงบัลลาดสไตล์ถนัดตามฟอร์ม เอ อย่างงี้จะมีลุ้นคอนเสิร์ตอีกครั้งไหมน๊อ???

Chart Peak position
UK Albums Chart 18
Hot Stuff (Let's Dance)" 7 UK


>>อัลบั้มชุดนี้เริ่มทำปลายปี 2005 โดย Alicia Keys ทุ่มเทเวลาให้กับมันเต็มที่ เรียกว่าตลอดปี 2006 ทั้งปีเลยทีเดียว ก่อนที่เธอจะประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการให้สัมภาษณ์ในงาน MTV Video Music Awards 2007 ว่าเพลงของฉันตอนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วค่า และขอบอกว่าอัลบั้มนี้ฉันชอบมากเลย รับรองว่าต้องมีอะไรดีๆ ที่ทั้งสดและใหม่มาเซอร์ไพรส์วงการเพลงแน่นอน ซึ่งผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่คุยไว้จริงๆ เสียงชื่นชมจากเหล่านักวิจารณ์ กดคะแนนให้ดาวกันอื้อ
>>ซิงเกิ้ล No One นอกจากจะเป็นการคัมแบ็คของสาวผิวสีมาดเรียบแต่สวยซึ้งอย่าง Alicia Keys แล้ว เพลงนี้ยังเป็นฝีมือแต่งและร่วมโปรดิวซ์โดยตัวเธอเอง ที่อัลบั้มชุดนี้ Alicia Keys ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ที่เคยทำงานร่วมกันมาแล้วหลายครั้งอย่าง Kerry ‘Krucial’ Brothers และ Dirty Harry โดย Alicia Keys แต่งและ โปรดิวซ์เองถึง 13 เพลง แถมยังได้มือดีมาเสริมทัพให้แน่นเข้าไปอีก ไม่ว่าจะโปรดิวเซอร์คู่บุญ Kerry “Krucial” Brothers, Linda Perry, John Mayer, Sean Garrett ที่ยังคงกลิ่นอายของซาวน์ดโซลของแท้ในยุคก่อน ออกมาได้อย่าง สดใหม่สไตล์ Alicia Keys เหมือน “Janis Joplin เจอกับ Aretha Franklin ยังไงยังงั้น คงไว้ซึ่งเสียงเปียโนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ยังคงมีอยู่ในงานเพลงตั้งแต่ชุดแรกจนถึงชุดนี้อย่างต่อเนื่อง แต่ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือ น้ำเสียงอันโดดเด่นของ Alicia Keys นั่นเอง ที่ยิ่งแสดงพลังขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนกับหลายๆ แทร็คในอัลบั้มชุดนี้ เรียกว่ากลับมาครั้งนี้ขอบอกว่าสาวน้อยถักเปียเมื่อวันวาน ได้ฐานแฟนเพลงเพิ่มขึ้นมาอีกจม

Nicole Scherzinger
สาวหน้าคม เชื้อสายฮาวายเอี้ยนที่มาพร้อมเรือนร่างที่เซ็กซี่อย่าบอกใครคนนี้ เธอคือนักร้องนำเครื่องหมายการค้าพะยี่ห้อแห่งวงเกิรล์แบนด์ที่ฮ็อตสุดขีดในอเมริกา ณ ชั่วโมงนี้ The Pussycat Dolls ที่แอบมีข่าวกระเซ็นกระสายมาโดยตลอด ว่า Nicole Scherzinger คนนี้นี่ล่ะค่าที่จะทำให้ PCD ต้องแหก แตก แยกสลายกันไป เพราะความเด่นเด้งของ Nicole ที่ดูโหงวเฮ้งแล้ว สมควรชิ่งไปออกโซโล่น่าจะเวิร์คซะกว่า แต่ถึงวันนี้ PCD ก็ยังคงสถานะ รวมตัวอยู่กันครบ แม้สาว Nicole ของเราจะปล่อยโซโล่ซิงเกิ้ลอย่าง Baby Love เตรียมตัวออกอัลบั้มรับปี 2008 นี้แล้วก็ตาม
“Her Name Is Nicole” คือชื่ออัลบั้มที่ขอบอกว่าคัดสรร เลือกเพลงเปิดตัว เลือกแล้วอีก จากที่เคยปล่อย "Whatever U Like" featuring T.I. แร็พเปอร์เครื่องร้อนของวงการ ณ ตอนนี้ ไปเมื่อเดือน 24 July เฉพาะที่แคนาดาและอเมริกา แต่ประทานโทษ ฟีดแบ็คที่กลับมา!!! ขอบอกว่าแป้วมากกกค่า ต้นสังกัดเลยฟันธงโช๊ะ ๆเห็นพี่ Will.I.Am. กะลังฮ็อต ก็เอามันเพลงนี้แหละ “Baby Love” ที่คุณพี่วิลทั้งร่วมแจมร่วมโปรดิวซ์ ไหนจะสัมพันธภาพแต่ก่อนที่เคยมีมา ตั้งแต่สมัย Nicole เข้าวงการใหม่ๆ เมื่อปี 2001 ติด 1 ในสมาชิกวง Eden's Crush ที่ได้มาจากการรวมตัวกันของผู้เข้าแข่งขันรายการเรียลริตี้ประกวดประชันชื่อดังอย่าง Popstars ขอบอกว่าปีนั้นน่ะ ทางวง มีซิงเกิ้ล "Get Over Yourself" ติด Top 10 Billboard Hot 100 กะเค้าด้วยนะ จากนั้นก็ต่อด้วยซิงเกิ้ลที่ 2 "Love This Way" ที่รวมอยู่ในอัลบั้ม Popstars ก่อนที่วงจะแป้กไม่ได้ผุดได้เกิดไปในที่สุด ว่าแต่ เอ!!! จะมีใครรู้หรือเปล่าว่าช่วงนั้น พี่ Will.I.Am. น่ะไปเตะตา เคยชวนสาว Nicole เธอมาเข้าวง Black Eyed Peas ก่อนที่ Fergie จะเข้ามาเป็นสมาชิกอย่างถาวรอยู่แล้วเชียว แต่ที่ต้องปฏิเสธไปตอนนั้น เพราะเหตุผลที่ว่าติดสัญญาอยู่กับ Eden's Crush น่ะเองหาได้เชิดใส่ไม่ “Baby Love” เพลงพ็อพฟังสบายที่ออกจะธรรมดาไปนิดถ้าฟังตั้งแต่ครั้งแรกแล้วมีความคิดติดลบว่า ว๊าย! ต๊ายย! เพลงของ Nicole เหรอเนี่ย ธรรมดาสามัญไปหรือเปล่า อะไรกันไม่ร้อนฉ่า X แตกเลย Will. I Am. เนี่ยนะทำ? แต่ด้วยชื่อของคนร้องเ ธอเป็นตั้ง Nicole Scherzinge แห่ง Pussy Cat Dolls ที่เราหลงรักซะอย่าง ฟังครั้งที่ 3 ก็พอจะเออออห่อหมก หลงรักเพลงนี้ได้ไม่ยาก แต่ยังไงยังไง๊ ก็ไม่สะใจคอมะกันอยู่ดี ซิงเกิ้ลอย่าง Baby Love ที่ถูกต้นสังกัดเหมาให้เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวที่ว่าก็แล้ว Whatever You Like ก็แล้ว กระแสตอบรับ ดูจะไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจเอามากๆ ตัวอัลบั้มที่ตั้งหลักวางแผง 16 ตุลาจำต้องเลื่อนไป 6 พฤศจิกา เลื่อนอีกไป 20 พฤศจิกา และด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวจะชนกับอัลบั้มตัวเป้งของ Jay-Z และ Chris Brown เข้าอีก ”My Name Is Nicole” ก็เลยต้องลากยาวไปถึงเดือนมกรา 2008 พร้อมข่าววงในที่ว่า ไม่ได้การแล้วค่ะ เพลงที่ดีอยู่แล้วยังดีไม่พอ Nicole ต้องไป re-record อัดใหม่นะค๊า ทั้งๆ ที่อัลบั้มนี่ มีชื่อโปรดิวเซอร์ระดับ Will.I.Am, Timbaland, Kara DioGuardi, Bryan-Michael Cox ก็แล้ว ไหนจะขา feat ชื่อแจ่มแบบ Sting , Ne-Yo, Timbaland, Akon , TI., Will. I. Am, Pharell Williams, Busta Rhymes, Macy Gray, Lil Wayne ปาเข้าไปเกือบครึ่งของ 18 แทร็คในอัลบั้มก็แล้ว มาตรการตอบรับความแผ่วกลัวแป้กที่ว่า นอกจากจะถอยไปตั้งหลักก็แล้ว ยังมีให้แฟนๆ ได้ฟังเพลงตัวอย่างและร่วมโหวตเลือกซิงเกิ้ลถัดไปเป็นแผนรอง ซึ่งก็มีตัวเลือกให้ระหว่าง "Supervillain", "Happily Never After", "Who's Gonna Love You" และ "Powers Out" ผลที่ได้ก็คือ "Puakenikeni" ฝีมือโปรดิวซ์ของ Akon กลายเป็นซิงเกิ้ลที่ 3 หรือที่ 2 อย่างเป็นทางการในที่สุด

MV. Baby Love feat. Will.I.Am.
Fact :
Full Name : Nicole Prescovia Elikolani Valiente Scherzinger
also known as : Nicole Kea
born : June : 29, 1978 ( age 29)
best known for : lead vocalist for the Pussycat Dolls
Singles
2007: "Whatever U Like featuring T.I (#104 US.)
2007: "Baby Love" featuring will.i.am (#108 US) / #14 UK.
2007: "Puakenikeni" feat. Brick & Lace
Featured singles
2006: "Lie About Us" Avant Featuring Nicole Scherzinger
2006: "Come to Me" P.Diddy Featuring Nicole Scherzinger (#9 US)
2007/2008: "Scream" Timbaland Featuring Keri Hilson & Nicole Scherzinger


กระแสหนังรักแห่งสยามกะลังทำให้บอร์ด FF>> ของเรากลายเป็นมาริโอ้ Fever ไปเลย จวบกะอากาศกะลังหนาวได้ที่ ไม่ได้ล่ะ ต้องหาโอกาสไปวิ่งสโลว์โมชั่นตรงทางเดินที่เซ็นเตอร์พ้อยท์ซะหน่อย บังเอิ๊นบังเอิญกะวันที่ 30 พย. พี่ Nu’P มีนัดกะผู้ช่วยหนุ่มผู้มาพร้อมกับรอยยิ้มอันกรุ้มกริ่มและเสียงเรียกเข้าทางโทรศัพท์ พี่ครับอยู่ไหนแล้ว พี่ครับผมอยู่นี่ พี่ครับผมยังอยู่มหาลัย พี่ครับผมอยู่อนุสาวรีย์แล้ว อ๊ะ! ก็แหงดิ หนุ่มร่างบางมิอาจเอ่ยนามวันนี้ เขามาทำหน้าที่เป็นเหยี่ยวข่าวฝึกหัดกับพี่ FF>> นี่เอง ที่สำคัญเค้าเป็นคนคุ้นเคยในบอร์ดของเราที่ไม่ใช่พี่ VJ ซะด้วย พูดแล้วมีตึ้บๆ ไหนล่ะจ๊ะรูปเชนอ่ะ ส่งมาซะดีๆ
ไม่ขอพูดพล่ามทำเพลงมาพูดถึงพ่อ Shayne Ward อดีต X Factor เจ้าของเพลงดังหวานหยดแต่ฟังหลายรอบไม่ยักกะเอียนกะเลี่ยน ทั้ง No Promises, That’s My Goal , Stand By Me และมาถึงซิงเกิ้ลล่าสุด ที่พลิกสู่ภาพลักษณ์โต้งๆ สู่ความเป็นขวัญใจเกย์มหาชนอย่าง If That OK With You จากอัลบั้มชุดที่ 2 ที่มาครานี้ หนุ่ม Shayne ขออาศัยมาโปรโมทอัลบั้มชุดนี้แถบเอเชีย พอเหมาะพอดีกับมีคนจ้างมาโปรโมทเว็บจัดงานให้ ไหนจะมารับรางวัล Virgin Hitz Awards ที่ไม่ว่าศิลปินนอกรายไหนทะเล่อทะล่ามาทุกปี คลื่นนี้เค้าก็จะบรรจงคิดประเคนรางวัลให้เสร็จสรรพประจวบเหมาะไปหมด ก็ถือเป็นโอกาสดีของชาวเพลงสากลอย่างเราๆ อ่ะนะ แล้วดูดิเนี่ย กี่นานชาติปีไม่ได้มีศิลปินมาเล่นให้ดูฟรีแถวสยามข้างดิสคัฟเวอรี่ก็นานแล้ว นี่ไม่นับ The Click 5 ที่เพิ่งผ่านไปแหม่บๆ เห็นน้องโมดอดไปขอลายเซ็นแว่บๆ นะจ๊ะ เอาเป็นว่าที่ลานพาร์พารากอนวันนี้ ใครมีบัตรก็เดินเข้าคอกกั้นสัมผัสอย่างใกล้ชิด มีเก้าอี้นั่งคั่นหน้าเวทีไป ใครไม่มีก็ชะเง้ออยู่ข้างนอกฟังเสียงกรี๊ดกะพ่อเชนได้เต็มที่เลยจากภาพบนจอมอนิเตอร์ยักษ์ และต้นคริสต์มาสเจ้าเก่าที่ขอประจำมันอยู่ตรงนี้แหละใกล้สิ้นปีตั้งแต่ห้างเปิด ไม่ได้เสกมาเพื่อประดับความหรูในโชวเคสนี้ของหนุ่มเชนแต่อย่างใด
แหมหนุ่มเชนเราก็ออกจะมีข่าวเข้าข่ายว่าเป็น Y ค่ายโซนี่ก็เลยส่งหนุ่มเจ้าเนื้อนามว่า เบน ชลาทิศ มาขับกล่อมหนุ่มๆ สาวๆ และประเภทเดียวกับน้องมิวในงาน ซัดไปซ้า 4 เพลง แอบโปรโมทเพลงที่ทำอยู่กำลังจะออกอัลบั้มใหม่เร็วๆ นี้เล็กน้อย เกือบๆ 3 ทุ่ม หนุ่ม Shayne Ward ก็ขึ้นมายืนหัวเกรียนพร้อมซิงเกิ้ลล่าสุด ซิงเกิ้ลที่ 2 ที่กะลังโปรโมทในบ้านเราอย่าง No You Hang Up ขอบอกว่าเพลงนี้ Nu’P ชอบม๊ากมากๆ ไม่ผิดหวัง ที่ได้ฟังพ่อเชนแกลิปซิงค์ ร้องเหมือนต้นฉบับมันทุกเม็ด.... กรี๊ด กร๊าด วี๊ด ว๊าย หล่อ ต๊าย ถูกใจ นี่คือเสียงตอบรับจากแฟนๆ ในงานที่รวมเอาทั้งสื่อมวลชน คนดัง รวมถึงประเภทที่เล่นเกมส์ได้บัตรมาด้วย เพราะแค่ไหว้สวยๆ อย่างเดียวยังไม่พอ พ่อเชนยังชัดเป็นชุด ชมมันดะตั้งแต่สาวไทย ยันอาหาร บ้านเมือง สนามบิน และยังบอกอีกแน่ะว่าเมื่อวานได้เสื้อชมพูมา ทราบมาว่าวันที่ 5 เป็นวันเฉลิมพระชนม์ฯ ของ The King ใช่ไหมครับเนี่ย? Breathless มาเป็นคิวที่ 2 ขอบอกว่าเพลงนี้ซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดของหนุ่มเชนที่อังกฤษแล้วนะจ๊ะ เรียกว่าคุ้มไปเลยล่ะค่า เพราะเพลงต่อมา แฟนๆ ก็ได้ร้องตามกันดังลั่นไปถึงเซ็นเตอร์พ้อยท์ในเพลงสุดจะฮิต No Promises กันด้วย มาถึง That’s My Goal ปุ๊บ สาวๆ ก็กรี๊ดกร๊าดเป็นรายตัวไปเพราะหนุ่มเชนเธอเล่นชี้คนนี้ที คนนั้นที เอ น้องป็อปปาราซี่กับน้องคริส Moderator รูปหล่อที่เราเจอะเจอกันโดยบังเอิญผ่านมือขวางานนี้ของพี่ จะโดนชี้มั่งไหมน๊อ? ก่อนที่จะมาถึงเพลงสุดท้ายที่หนุ่มเชน ลงทุนถอดสูทเพื่อจะมาวาดลวดลายสุดจะคึกคักกับ If That’s OK With You ที่จิกตาไล่ตามสคริปต์ที่เตรียมอย่างดีไปหยุดเอาที่ต้องตุ้ยนุ้ยสาว ที่รับคำชวนดันตัวเองขึ้นเวทีดึงไปกอดไปหอดหนึ่งฟอดเป็นที่น่าอิจฉาในงานนี้ไป แต่อย่างว่าล่ะค่า Nu’P ไม่ปลื้ม เพราะเพิ่งดูรักแห่งสยามมาหยกๆ ดึงหนุ่มๆ ขึ้นไปยังจะน่ากรี๊ดกว่าซะอีก เอ๊ะยังไง แหะๆ ท้ายนี้ก็ไม่ปลื้มอยู่ดี เพราะชุดที่เชนใส่มาวันนี้ออกจะดูมิดชิด เป็นการเป็นงานไปหน่อย แถมยังทำตัวน่ารัก นอบน้อมผิดกับเอ็มวีเซ็กซี่ X โคด แบบลิบลับ เอาไปแค่นี้ 7 เต็ม10 ที่เหลือ เอาไปให้น้องนิชคุณ ที่นั่งอยู่ตรงไหนไม่รุ จู่ๆ ก็ถูกจับภาพขึ้นจอ ขโมยซีนไปซะแบบที่ว่า โชว์เคสเลิกปุ๊ป มีการตามล่าหาตัวคุณจ๋า? คุณอยู่หนาย? กันเลยทีเดียว ใครที่พลาดงานนี้ ปีหน้ามกรา Shayne Ward เค้าบอกว่ากลับมาแน่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องช่วยกันอุดหนุนซีดีลิขสิทธิ์ด้วยนะจ๊ะ Song List No U Hang Up Breathless No Promises That’s My Goal If That OK With You
11 Nov.07
set list
One Step Closer
Lying From You
Somewhere I Belong
------------------
No More Sorrow
Pepercut
Points Of Authority
Wake ความยาว 1:41 นาที
Given Up
Don't Stay
From The Inside
--------------------------
Leave Out All The Rest
Numb
Pushing Me Away (slow version / Mike on keyboard)
Breaking The Habit
Shadow Of The Day
In The End
Bleed It Out ยาวกว่า 6 นาที
................อังกอร์
What I ve done
Faint
** ไม่ได้เล่นเพลงในลิสต์คือ Crawing
และ Little Things Give U Away ซึ่งเซ็ทเป็นเพลงแรกในอังกอร์
คลิกดูรูปคอนเสิร์ตแล้ว ก็มาอัพเดทความจำของสมาชิกละคนกันนิด
Chester Bennenton ร้องนำ พี่ใหญ่ของวง ปีนี้อายุ 31
Mike Shinoda MC/คีย์บอร์ด หนึ่งในโปรดิวเซอร์อัลบั้มล่าสุด - 30
Rob – มือกลอง ยังหล่อได้อีก - 28
Joe Hahn หรือ Mr. Hahn – Turntable ไซส์ยังเท่าเดิม อายุ 30
Brad – พี่ฟูมือกีตาร์ - 29
Phoenix –มือเบสยังโล้นได้อีก - 30
ถ้ายังจำกันได้ คอนเสิร์ตครั้งที่แล้ว หรือครั้งแรกของตั่วเฮียทั้งหก Linkin Park เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20-06-2004