Posts


KAT DeLUNA
สาว R&B จากบร็องซ์ / นิวยอร์กคนนี้ มีชื่อเต็มๆ ว่า Kathleen Emperatriz "Kat" DeLuna
ทันทีที่ซิงเกิ้ลแรกเปิดตัว Whine Up” ของคุณน้อง เข้าหูอีเจ๊อดีตเจ้าแม่โรมคลับซอย.4 ของเรา เจ๊แกก็หูผึ่งทันที สั่งให้สืบเสาะหามาให้ได้ว่าเจ้าของเสียงร้องสุดเก๋เดิร์นคนนี้ชีคือใคร แต่แล้วก็ต้องอึ้ง เพราะคุณน้อง Kat DeLuna (แคท เดอ-ลู-น่า) คนนี้ เธอเพิ่งจะอายุได้แค่ 19 ปีเท่านั้น แต่น้ำเสียงนี่ไม่ธรรมดา พลังเสียงเกินตัวมั่กๆ (5 octave vocal range) ถ้าอยากรู้ว่าเจ๋งยังไง คลิกไปดูเอ็มวี Whine Up feat. Elephant Man ที่คุณน้องโก่งคอส่งเสียงโอเปร่า ฮา ฮ๊า ห่า....โห่ โฮ้ โอ ตอนต้นเอ็มวีดูได้เลย แล้วจะอึ้งกับเธอคนนี้เอามากๆ ที่สำคัญ แม่หนูเธอเป็นเด็กสังกัด Konvict Muzik ของ Akon ที่อยู่ในเครือ Epic Records อีกทีซะด้วย
แถมสาวน้อยหน้าบานไซส์เล็กคนนี้ ยังร้อง-พูดได้อย่างคล่องแคล่วทั้งภาษาอังกฤษและสเปน อีกทั้งทักษะทางด้านการร้องเพลงของคุณน้อง ยังแตกต่างจากนักร้องทั่วไป ก็แหมนะ เล่นถูกฝึกให้ร้องเพลงโอเปร่ามาตั้งแต่เด็กๆ แถมสื่อยังพร้อมใจกันยกให้เป็น “The New Selena” ตำนานสาวละตินอีกหนึ่ง ที่เสียชีวิตไปแล้วอีกด้วย
โดยหนู Kat นั้น โตมากับเพลงของป้า Aretha Franklin และก็มีความคิดฝันเฟื่องประเภทชีวิตนี้หนูต้องเอาดีกับการเป็นนักร้อง ได้ออกอัลบั้มให้จงได้ จนอายุ 15 น้อง Kat เธอก็โดดไปประกวดร้องคาราโอเกะ ที่มี Coca-Cola เป็นสปอนเซอร์หลักของงาน เอาชนะมาได้ด้วยเพลง "I Will Always Love You" หวีดนี้ของป้าวิท และหลังจากเวทีนี้เอง ฝันที่ว่าก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นจนเข้าตา Epic Records ในที่สุด

“9 Lives” คือชื่ออัลบั้มแรกที่ได้ RedOne มาโปรดิวซ์ และ Jane't Sewell-Ulepic ที่เคยเขาชิงแกรมมี่มาแล้วมาแต่งเพลงให้ ซิงเกิ้ลแรก Whine Up เริ่มเปิดทางวิทยุ 15 พฤษภา 2007 กระแสเรียกว่าแรงดี อัพขึ้นเรื่อยๆ จนขึ้นไปถึงอันดับ #29 Billboard Hot 100 กระทั่งปีนี้นี่เอง ที่ต้นสังกัดจับ 9 Lives อัลบั้มแรกของคุณน้องในเวอร์ชั่นใหม่ขายกันทั่วโลกล่ะทีนี้ ไปเมื่อ 29 เมษาที่ผ่านมา เพิ่มเพลงใหม่ “Am I Dreaming ที่โปรดิวซ์โดย Akon พร้อมงานเพลงที่อัดแน่นไปด้วยเพลงมันๆ สไตล์ป๊อบ และ แด๊นซ์ฮอลล์ แบบพ่อหนุ่ม Sean Paul ที่ นอกจาก “Whine Up” ซิงเกิ้ลแรกที่โดนใจคอเพลงสากลบ้านเราไปแล้ว ซิงเกิ้ลที่ 2 “Run The Show” ก็ได้แร็พเปอร์รุ่นใหญ่ Busta Rhymes มาร่วมแจม น่าเสียดายที่กระแสไม่ดีเท่าซิงเกิ้ลแรกตัดสินตรงที่หลุดจาก Hot 100 ทั้งที่เพลงเก๋จะตาย แต่เอาน่ะ แค่ซิงเกิ้ลแรก ก็ถือว่าสอบผ่านแล้วล่ะจ้า


Duffy
ชื่อนี้ถูกจำกัดความด้วยคำว่า “The New Amy!” หรือ “Another Amy Winehouse” อย่างช่วยไม่ได้ ด้วยน้ำเสียงในแนว retro-soul style ไม่ต่างจาก Amy และความที่เพลง "Mercy" ซิงเกิ้ลที่ 2 จากอัลบั้ม Rockferry ชุดแรกของ Duffy นั้นเกิดจะมาขึ้นอันอับ 1 UK. กว่า 4 สัปดาห์ ฮ็อตฮิตเอาปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2008 หลังจากที่ Amy นั่นได้แกรมมี่มานอนกอดถึง 5 ตัวพอดี และใครที่ได้ฟังเพลงนี้ในเปิดทางสถานีวิทยุในช่วงนั้น น่าจะเข้าใจผิดคิดว่านี่คือซิงเกิ้ลใหม่ตัดจากอัลบั้มที่ได้เข้าชิงแกรมมี่อยู่ในกระแสของ Amy Winehouse อย่างเสียไม่ได้ ทั้งๆ ที่ด้วยตัวของ Duffy เองนั้น มิวสิควิดีโอเพลงนี้ “Mercy” ในขณะนั้นมียอดผู้เข้าชมใน Youtube ถึง 10 ล้านครั้ง
และไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกเหมือนกัน ที่ Duffy มีชื่อจริงว่า Aimee Anne Duffy แต่หันมาเรียกตัวเองว่า Duffy ตั้งแต่ตอนที่ตัวเองนั้นอายุได้ 19 แม้น้ำเสียงและใบหน้าที่มาพร้อมกับรูปโปรโมทของเธอ จะดูแก่เกินวัยมากไปหน่อย แต่สาวสัญชาติอังกฤษจาก Welsh คนนี้เพิ่งจะอายุได้ 23 เท่านั้น ที่สำคัญคือ Duffy นั้นแต่งเพลงเอง เธอเคยเป็นสาวเสิร์ฟมาก่อน และสมัยเรียนเคยถูกชมรมประสานเสียงปฏิเสธมาแล้วด้วยเหตุผลที่ว่า เสียงของเธอนั้นใหญ่มากก...
ตัว Duffy เพิ่งจะได้เซ็นสัญญากับ A&M Records เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2007 พร้อมๆ กับสาวหน้าใหม่เสียงโซลที่แจ้งเกิดพร้อมๆ กันอีกคนซึ่งก็คือ Adele นั่นเองที่ถูกคาดหมายว่าจะขึ้นเป็น The next Amy Winehouse เช่นเดียวกัน
Rockferry คือชื่ออัลบั้มเปิดตัวชุดแรกของ Duffy ที่วางขายไปเมื่อ 3 มีนาที่ผ่านมา อัลบั้มนี้นอกจาก Duffy จะโชว์ความสามารถและพรสวรรค์ในด้านการเขียนเพลงแล้ว ยังได้ร่วมงานกับ Bernard Butler มือกีต้าร์วง Suede ที่มาร่วมโปรดิวซ์ รวมเล่นกีตาร์ เปียโน กลอง อยู่หลายแทร็คในอัลบั้ม และได้ตัว David McAlmont ที่มาร้อง Backing Vocals สองเพลงกัน ซึ่งก็คือ "Rockferry" และ "Serious"
.... ด้วยกระแสความแรงของสองซิงเกิ้ลแรกได้ส่งให้ Rockferry ขึ้นอันดับ 1 UK. เป็นที่เรียบร้อย ด้วยยอดขายกว่า 656,628 ก็อปปี้ และข้ามฝั่งมาอเมริกา เปิดตัวที่อันดับ #4 Billboard 200 วันเดียวขายไป16,000 ครบ 1 สัปดาห์ขายไป 72,000 ถือเป็นศิลปิลหน้าใหม่จากอังกฤษที่ข้ามฝั่งมาเปิดตัวได้ดีเยี่ยมทีเดียวในชาร์ตบิลบอร์ด และกลายเป็นอัลบั้มที่มีชื่อเข้าชิง MOJO Awards ปีนี้ในสาขา Album of The Year รวมถึง "Mercy" ที่ได้ชิงสาขา Song of the Year และตัว Duffy เองที่เข้าได้ชิงสาขา Breakthrough Act ถือเป็นศิลปินที่น่าจับตามองของปี 2008 นี้เอามากๆ
และแน่นอนว่า Duffy ศิลปินสาวหน้าใหม่คนนี้ จะได้ชิงอีกหลายสาขารางวัลของคนอังกฤษไม่แพ้ตัว Amy Winehouse ในปีที่ผ่านๆ มาแน่นอน ก็ถ้าจะบอกว่าสองคนนี้ต่างกันสุดขั้วก็ตรงไหน ก็ตรงที่ Amy นั้นเล่นยา แต่ Duffy บอกเธอไม่นิยมแอลกอฮอล์และยาเสพติดเด็ดขาด ความที่มีคดีฝังใจว่าแฟนสาวของพ่อเลี้ยงของเธอนั้น ต้องติดคุกอยู่ 3 ปีครึ่งเพราะมัน กับคดีจ้างวานฆ่าพ่อเลี้ยงของเธอนั่นเอง


Year Single UK.chart
2007 "Rockferry" 45
2008 "Mercy" 1
"Warwick Avenue" 7


Ashlee Simpson ....หนูแอชกลับมาแล้วเค่อะ
สาวอเมริกันพ็อพ -ร็อค ที่พ่วงเอาชื่อของ Jessica Simpson คุณพี่สาวมาด้วยทุกครั้ง...แต่มาครั้งนี้ไม่ใช่แล้วนะเค๊อะ ต้องพ่วงชื่อนี้ค่ะ ....อีตา Pete Wentz มือเบสจากวงร็อคขวัญใจวัยโจ๋ Fall Out Boy ที่หลังจากที่ทั้งคู่เริ่มคบหากันเมื่อปลายปี 2006 วันนี้สองศรีดรุณีก็ได้พัฒนาจากคู่หมั้น-คู่หมาย ตบแต่งกันเป็นที่เรียบร้อย ลงปก People ได้พ็อคเก็ตมันนี่สมใจคุณป๋า Joe ท่ามกลางข่าวเม้าธ์ว่า ตัวเจ้าสาวอีหนูแอชของเราน่ะเหรอ สวมชุดเจ้าสาวขณะท้องได้ 4 เดือนซะด้วย
แน่ล่ะ งานนี้อัลบั้มก็วางขายไปแล้ว จบเห่!!! ไม่ต้องโปรโมทกันล่ะทีนี้ถ้าท้องจริง จากอดีตสาวน้อยหน้าตาสวยเก๋ที่เธออยู่ของเธฮดีๆ เธอก็สวยในแบบของเธออยู่แล้ว กลับไปเสริมดั้ง ฉีดปาก ยกเครื่องหน้าใหม่ แทบจะลอกคุณพี่สาวมาทั้งบล็อก ไหนจะกลับมาทำสีผมบลอนด์อยู่เป็นพักๆ จากนักแสดงเครดิตพี่เจสสิก้า หันเหจากแวดวงแด๊นเซ่อร์ ได้แสดงนู่นเล่นนี้นิดหน่อย ก้าวเข้าสู่เส้นทางดนตรีนับตั้งแต่ปี 2004 จวบจนวันนี้ Ashlee Simpson มีอัลบั้มออกมาแล้ว 3 ชุด นั่นก็คือ Autobiography ตามติดด้วย I Am Me และทั้ง 2 อัลบั้มที่ว่า ก็เปิดตัวที่อันดับ 1 บิลบอร์ดเกินความคาดหมาย ผิดกับครั้งนี้ Bittersweet World จอดอยู่แค่ #4 หลังห่างหายจากงานเพลงไปถึง 2 ปี แต่ข่าวคาวงี้ สาวแอชคนนี้ไม่เคยขาด...
อีตอนอัลบั้มยังไม่ทันขายก็มีข่าวว่าท้อง แต่คุณพ่อนักปั้นของ Ashlee ก็รีบออกมาปฏิเสธข่าว ไหนจะข่าวลือเรื่องงานแต่งงานที่จดๆ จ้องๆ อยู่นาน ไหนจะข่าวว่าคุณป๋ากะฟันเงินประมูลขายรูปให้กับสื่อแทบลอยด์นั่นอีก สารพัดสารพันข่าวจุกจิก โดนแม้กระทั่งข่าวเม้าธ์ว่าแฟนหนุ่มของสาวแอชน่ะ มีรสนิยมซ่อนแอบเป็นแต๋ว ว่าแต่ แหม๋...กลายเป็นสาวมีคู่หมั้นจับจองซะอย่างงี้ เนื้อหาของในอัลบั้มนี้ เห็นทีคงจะหวานหยดไม่ใช่เล่นๆ แต่สาวแอชของเรากลับบอกว่า Bittersweet World ที่ตัวเองเขียน และมีเครดิตร่วมแต่งเพลงทั้งหมดนั้น ปลอดเรื่องของเธอกับแฟนหนุ่ม 100% เพราะถ้าพูดกันจริงๆ ในส่วนของเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ คู่รักที่ตีจาก-เลิกราจากอัลบั้มชุดก่อนๆ เป็นอะไรที่เธอให้ความสำคัญน้อยมากกับเนื้อหา แต่เน้นสะท้อนถึงความรู้สึกเกี่ยวกับโลกใบนี้ ณ เวลานี้มากกว่า
…“การทำงานในอัลบั้มนี้ แตกต่างจากสิ่งที่ฉันเคยทำมาก่อนโดยสิ้นเชิงค่ะ ในส่วนของการเป็นทั้งนักร้องด้วยและได้แต่งเพลงด้วยยังคงเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ฉันมุ่งมั่นก็คือ ฉันอยากได้เพลงที่สนุก และคุณสามารถฟังมันได้ตลอดทั้งซัมเม่อร์นี้ "… นี่คือสิ่งที่สาววัย 23 เลือกที่จะพรีเซ้นท์ในอัลบั้มชุดนี้


ท่ามกลางกระแสข่าวลือ ต่างๆ และแน่ล่ะอัลบั้มนี้มาพร้อมกับการเปิดตัวแฟนหนุ่มตัวจริงเข้าอีก นี่ยังไม่นับรวมถึงการเปิดตัวเสื้อผ้าที่ Ashlee ออกแบบเองร่วมกับแบรนด์ Wet Seal ที่จะขายพร้อมๆ กันกับวันวางแผง เลยทำให้ตัวอัลบั้มชุดนี้นั้น ดูลดความโดดเด่นลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งๆ ที่อัลบั้มได้ตัวโปรดิวเซอร์ระดับแถวหน้าของวงการเพลงตอนนี้ไม่ว่าจะ Timbaland , Chad Hugo จาก Neptunes และ Kenna มาทำเพลงให้
"Outta My Head (Ay Ya Ya)" ซิงเกิ้ลแรก หลายคนฟังแล้วอาจจะรำคาญเสียงร้องแปลกๆ ของสาวแอชแธอไม่เบา แต่คอนเฟิร์มว่าได้ฟังรอบ 2 จนเริ่มชินชาหูเมื่อไหร่ เพลงแด๊นซ์ติดร็อคกลิ่น 80’s แบบนี้ เข้าขั้นเก๋จัดเลยล่ะ ยิ่งมีชื่อ Timbaland โปรดิวซ์ซะด้วย การได้ร่วมงานกับมืออาชีพ รวมถึงซาวนด์ใหม่ๆ ที่ยังคงความเป็นพ็อพร็อคในแบบตัวเธอ และแรงบันดาลใจจากเพลงในยุค 80’s เป็นสิ่งที่ Ashlee Simpson รู้สึกพึงพอใจกับงานทำงานในอัลบั้มชุดนี้มากที่สุด ซึ่งซิงเกิ้ลที่ 2 ก็วางไว้แล้วนั่นก็คือ "Little Miss Obsessive" ที่ได้ Tom Higgenson จาก Plain White T มาร่วมร้อง และสัมผัสถึงความเป็นร็อคมากกว่า "Outta My Head" ขึ้นอีกเยอะเลย
...ใครยังรักแอชนิยมตระกูล Simpsons อยู่ อย่าลืมตามให้กำลังกันซะล่ะ

"ฉันอยากจะให้คนมาตัดสินเพลงของฉันว่ามันมีค่าเท่าไหร่หรือไม่ แต่ฉันก็พร้อมจะลองอะไรใหม่ๆ"
By .....VJ
ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงยังคงอยู่ในวงการดนตรีมาจนถึงวันนี้ ในวันที่ศิลปินรุ่นเดียวกันล้มหายตายจากไปหมดสิ้นทำไมเธอจึงเป็นศิลปินที่มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ผ่านมรสุมมามากมาย ตกต่ำ ล้มเหลว ถูกประณามหยามเหยียด แต่ Madonna ก็กลับมาได้เสมอ และในวันนี้ ในวัย 50 ปี เธอก็ยังแข็งแกร่งและเปรี้ยวเข็ดฟันเหมือนในวันแรกที่โลกได้รู้จักเธอ Madonna
ตลอด 25 ปีที่ Madonna สร้างปรากกฎการณ์ทางดนตรีและแฟชั่น ผลงานและตัวตนของ Madonna กลายเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะทำอะไรแปลกใหม่ และมันก็เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับวงการเพลง จากวันที่เธอปรากฏตัวครั้งแรกพร้อมการเปิดตัวของเอ็มทีวี มาถึงวันที่เทคโนโลยีพร้อมเสิร์ฟครบวงจรทางอินเตอร์เน็ต ความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจดนตรีทำให้ Madonna ตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยการไม่ต่อสัญญากับวอร์เนอร์บราเธอร์สค่ายเพลงคู่บุญของเธอ ในขณะที่โลกดนตรีกำลังถูกสั่นคลอนด้วยเทคโนโลยี และยอดขายซีดีอาจไม่สามารถพิสูจน์อะไรต่อไปได้อีก ศิลปินทั่วโลกต้องเผชิญกับความท้าทายที่ว่า พวกเขายังขายได้อีกหรือไม่ พวกเขายอมให้แฟนเพลงตัดสินว่าพวกเขามีราคาเท่าไหร่อย่างที่ Radiohead ตัดสินใจปล่อยอัลบั้มใหม่ของพวกเขาให้ดาวน์โหลดฟรี โดยบอกแค่ แล้วแต่ว่าแฟนเพลงจะจ่ายเงินเท่าไหร่ แม้เพียง 1 เพนนี พวกเขาก็สามารถจ่ายเป็นค่าดาวน์โหลดได้ Madonna พูดถึงเรื่องนี้ว่า ....
…“ฉันว่ามันเป็นความคิดที่ดีนะ แต่ฉันไม่แน่ใจว่ามันจะเวิร์คไหม มันเหมือนกับเป็นโลกใหม่ที่เราต้องลองผิดลองถูก มันอาจจะเวิร์คหรือไม่เวิร์ค แต่มันเป็นการปฏิรูป และเราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในความมืดก่อนที่จะสู่รุ่งอรุณ ก่อนที่เราจะรู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป ฉันไม่รู้ว่าฉันอยากจะให้คนมาตัดสินเพลงของฉันว่ามันมีค่าเท่าไหร่หรือไม่ แต่ฉันก็พร้อมจะลองอะไรใหม่ๆ”…
สำหรับศิลปินหลายคน การออกจากค่ายเพลงนับเป็นการเดินสู่เส้นทางที่มีความเสี่ยงสูงและน่ากลัว แต่กับผู้หญิงที่ต่อต้านระบบมาตลอดอย่าง Madonna กลับมองว่ามันเป็นความตื่นเต้น เธอกล่าวว่า...
…“ มันไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ฉันจะไม่พูดว่ามันเป็นอิสระ เพียงแต่ว่าสัญญาฉันหมดลง และธุรกิจดนตรีกำลังเปลี่ยนไป ดังนั้นวิธีการทำงานเพลงของฉันก็เปลี่ยนไป วิธีที่ฉันเผยแพร่แก่ผู้ฟังและการตลาดของมันก็เปลี่ยนไปด้วย ฉันตื่นเต้นกับข้อสัญญาใหม่เพราะมันเป็นพาร์ทเนอร์ชิพมากกว่า หลังจากทำงานมา 25 ปี ฉันถืออว่าฉันสมควรจะได้เป็นหุ้นส่วนเสียที” ...

หุ้นส่วนใหม่ที่ว่าก็คือโปรโมเตอร์ Live Nation ซึ่งเธอเซ็นสัญญาราคา 120 ล้านเหรียญเป็นเวลา 10 ปี และนับได้ว่า Madonna เป็นศิลปินคนแรกของ Live Nation ที่ส่งผลให้มีศิลปินอย่าง Jay-Z และ U2 มาเซ็นสัญญาด้วยเมื่อไม่นานมานี้ สัญญาที่ว่านี้ยังรวมถึงการจัดจำหน่ายเพลงของ Madonna ตลอดจนทัวร์คอนเสิร์ต, ของที่ระลึก, แฟนคลับต่างๆ, ดีวีดี, รายการทีวีและภาพยนตร์ของเธอ ทั้งยังรวมถึงข้อตกลงของผู้สนับสนุนต่างๆ ด้วย
…“ ฉันร่วมงานกับ Live Nation ในทัวร์ที่ผ่านมา ซึ่งพวกเขาจะมีส่วนร่วมกับทัวร์ของฉัน แต่หลังจากอัลบั้มชุดนี้ พวกเขาจะดูแลทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอัลบั้มต่อไป” ...
Hard Candy สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 11 นี้ Madonna รวมพลนักแต่งเพลงระดับรับประกันว่าดังแน่(ในอเมริกา)อย่าง The Neptunes และ Timbaland ทั้งยังได้ Justin Timberlake มาแจมอีกถึงห้าเพลง เรียกว่างานนี้เป็นอะไรที่เธอไม่เคยทำมาก่อนกับการร่วมงานกับทีมโปรดิวเซอร์มีชื่อระดับพระกาฬแทบทุกคน เมื่อเทียบกับการทำงานที่ผ่านมากับโปรดิวเซอร์เพลงเต้นรำที่ไม่โดดเด่นมากนักอย่าง Mirwais, Shep Pettibone และ Stuart Price ซึ่งก็เป็นเพราะต้องการกลับมาชนะใจฝั่งอเมริกาอีกครั้ง หลังจากอัลบั้มเพลงดิสโก้เมื่อปี 2005 อย่าง Confessions On A Dancefloor ไม่โดนใจคนมะกันนักนั่นเอง
ถึงแม้ซาวนด์ในงานชุดนี้จะใหม่หูสำหรับแฟนเพลงของ Madonna หากแต่ลูกผสมของสัดส่วนและกลิ่นอายทางดนตรีจากโปรดิวเซอร์มือทองทั้งหลาย ก็โชยกลิ่นงานเพลงของศิลปินหญิงรุ่นหลังที่พวกเขาเคยฝากฝีมือไว้ด้วย ทั้ง Nelly Furtado, และ Gwen Stefani ก็คงไม่มีวันนี้หากไม่ได้ Madonna เป็นแรงบันดาลใจ น่าแปลกที่เหล่าโปรดิวเซอร์ชุดนี้ผลิตงานให้กับ Britney และ Nelly โดยปรับเอาสไตล์ของ Madonna มาใช้ โดยทำให้มันร่วมสมัยขึ้น ความท้าทายจึงมากขึ้น เมื่อพวกเขาต้องทำงานกับศิลปินต้นตำรับอย่างเธอ Pharrell Williams พูดถึงการทำงานกับเ Madonna ว่า...

…“ เธอแรงมากๆ ผมไม่ได้หมายถึงในเรื่องเพลงนะ หมายถึงตัวเธอที่ร้อนแรงมาก แบบว่าเหงื่ออาบกันเลย ร้อนแบบอะไรๆ ในห้องอัดมันของขึ้นกันหมด แบบเสียกระบวนกัน ประมาณว่าถ้าเจ๊ไม่ลดความร้อนลงบ้าง ก็ทำงานกันไม่ได้แล้วโว้ย อะไรแบบนั้น เธอเป็นคนฉลาดมาก เธอเดินหมากเป็น ผมรู้สึกได้เลย อย่างเธอรู้ว่าคอเธอไม่ไหวแล้ว ทุกคนทำงานกันจนล้าแล้วก็ตาม แบบอัดไปได้เพลงเดียวแล้วจะกลับบ้านกันแล้ว เธอบอกว่าถ้าเราชอบดนตรี แล้วจะเลิกกันตอนนี้ ฉันก็มาที่นี่แล้ว ถ้าจะกลับกันฉันจะ....เราคงไม่ทำแบบนั้นใช่ไหม”…
เรื่องความร้อนแรงของ Madonna เห็นท่าว่าจะจริงเพราะ Timbaland ก็พูดถึงการทำงานกับเธอถึง 10 เพลงในอัลบั้มชุดนี้ว่า …“เธอสุดยอดแล้ว อัลบั้มนี้ร้อนมากๆ เทียบได้กับจัสตินเลย มีเพลงนึงในอัลบั้มที่เราแบบย้อนกลับไปยุค you must be my lucky starrrr ผมทำบีทคล้ายๆ แบบนั้นเลย ส่วนฟาร์เรลก็ทำ Candy Shop ซึ่งทำให้เธอลอยลำฉิวแน่ๆ “… นอกจากนี้เขายังบอกด้วยว่า อัลบั้มชุดนี้เป็นเหมือนเพลง Holiday ในแบบอาร์แอนด์บี
Madonna ทุ่มเทและบ้างานขนาดไหน เชื่อว่า Justin Timberlake คงบอกได้ เขาพูดถึงการทำงานกับเธอในการกล่าวนำก่อนการขึ้นรับรางวัล Rock ‘N’ Roll Hall of Fame โดยพูดถึง Britney ว่าเป็น…” Madonna Wannabe”.. ทั้งยังบอกด้วยว่า Madonna ทำให้เขาอ่อนล้าจนเธอต้องฉีดวิตามิน B12 เข้าที่บั้นท้ายของเขา นายหนุ่มทะเล้นคนนี้พูดว่า …“เธอฉีดยาที่ก้นผม เธอมองผมแล้วพูดว่า “กันชนสวยนะ” มันเป็นวันที่ยอดเยี่ยมที่สุดวันนึงในชีวิตผมเลย”... แต่เรื่องการเห็นบั้นท้ายของจัสตินอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับ Madonna เท่าไหร่ เธอบอกว่า …“ก่อนอื่นนะ ฉันเห็นบั้นท้ายคนมาเยอะ สาเหตุที่ฉันฉีดวิตามินบี 12 ให้เขา ก็เพราะเรามีเวลาในสตูดิโอพอสมควร และฉันไม่อยากฟังข้ออ้างห่วยๆ เวลาที่เขาจะไม่มาทำงาน มันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับก้นเขาหรอก ฉันจะบอกให้ ฉันไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องฉีดยามาอ้างเพื่อจะดูก้นเขาหรอกน่า”...
Britney อาจเป็น Madonna Wannabe อย่างที่จัสตินพูดเป็นนัย หรือบางทีเพลง She’s Not Me อาจจะบอกอะไรเกี่ยวกับบรรดาศิลปินที่อยากเป็นมาดอนน่ากันแน่ …“ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นนะ ฉันมีความสุขมากกว่าหากสิ่งที่ฉันทำจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงคนอื่น หรือช่วยสร้างความรู้สึกที่ว่า เราต้องกำหนดโชคชะตาตนเองให้กับพวกเขา ฉันไม่คิดว่าจะมีใครพยายามจะเป็นอย่างฉัน สำหรับฉัน เพลงนี้ (She’s Not Me) เป็นเพลงคู่รักที่ทิ้งกันไปมากกว่า เป็นเหมือนเพลง I Will Survive ที่กราดเกรี้ยวกว่า”...
4 Minutes เป็นเพลงแรกที่ตัดโปรโมทพร้อมการร่วมงานกับหัวหอกสำคัญอย่าง Timbaland และ Justin Timberlake ซึ่ง Madonna พูดถึงการทำงานในเพลงนี้กับจัสตินว่า …“ฉันไม่เคยทำงานกับนักแต่งเพลงที่ฉันสื่อถึงกันได้ทันที และเล่นในส่วนของเนื้อเพลงกับจังหวะและคำ เขาสนใจในเรื่องของจังหวะกับคำ และรวมถึงความหมายของคำด้วย”… เธอพูดถึงเพลงนี้ว่า ...“มันเป็นคำพูดตลกๆ ที่ขัดแย้งกัน เหมือนกับเวลาเราพูดว่า ‘เราไม่มีเวลาแล้ว ทุกคน ตื่นเถิด’ แต่ถ้าเราจะต้องกู้โลก เราขอทำอย่างสนุกๆ ได้ไหม”…
Madonna พูดถึงที่มาของอัลบั้ม Hard Candy ว่า …“เราไม่ควรคิดว่ามีคนอื่นที่จะมาแก้ปัญหาให้เรา ที่จริงแล้ว ฉันเฝ้าดูความเป็นไปของโลก และแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งเหล่านั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อัลบั้มชุดนี้เป็นเรื่องของความประหลาดใจ ความไว้ใจ และความผิดหวังในชีวิต ที่ต้องพบว่าคนที่ฉันคิดว่าเป็นเพื่อน กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่มันก็ไม่ใช่ไอเดียทั้งหมดหรอกนะ ไม่ได้มีอะไรตายตัวเฉพาะเจาะลงไปชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่งหรอก”...
นอกจากการทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ urban ชั้นเซียนแล้ว Madonna ยังร่วมงานกับ Kanye West ในเพลง Beat Goes On ซึ่งเธอพูดถึงการทำงานกับเขาว่า …“ เพลงนี้มันมีลักษณะของความเร่งด่วน (ในตัวเพลง) Kanye มีเวลาทำงานเพียงสี่ชม. และฉันต้องทำเพลงนี้ให้เสร็จก่อนที่เขาจะขึ้นเครื่อง รู้ไหม ทุกวันนี้ฉันใช้ชีวิตในโหมดแบบ “ใช้เวลาในวันนี้ให้เหมือนกับว่ามันเป็นวันสุดท้าย” ทุกอย่างที่ฉันทำมันเลยเร่งด่วนไปหมด”…
เนื้อเพลงท่อนหนึ่งในอัลบั้มชุดนี้พูดว่า Don't stop me now, don't need to catch my breath, I can go on and on and on สะท้อนตัวตนของ Madonna ว่าเป็นเพราะการไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ และแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา Madonna ในวันนี้จึงยังคงยืนหยัดอยู่บนสังเวียนดนตรี เป็นที่ยอมรับในวงการภาพยนตร์หลังจากคว้าลูกโลกทองคำมาครอง และได้รับเสียงชื่นชมกับผลงานการกำกับหนังเรื่องแรก Filth And Wisdom อย่างไม่ต้องพึ่งบารมีสามี แต่เธอก็ยังมีสิ่งที่อยากทำอีกมาก เธอบอกว่า...
…“ ฉันคิดว่าฉันไม่ได้เกิดมาบนโลกนี้เพียงเพื่อร้องเพลง ฉันจึงคิดว่ามีอะไรอีกหลายอย่างที่ฉันอยากจะทำให้สำเร็จ ฉันอยากจะเป็นคนที่ดีกว่านี้ ฉันอยากเรียนรู้สิ่งที่ฉันรู้ให้มากขึ้น ฉันอยากเป็นพ่อแม่ที่ดี และฉันยังมีลูกที่ต้องเลี้ยงดู มันเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่ฉันยังต้องทำต่อไป ฉันอยากกำกับและเขียนบทหนังอีก ฉันทำไปเพียงเรื่องเดียว สำหรับฉันมันเป็นเพียงการเริ่มต้นในงานนี้เท่านั้น และฉันอยากทำอัลบั้มมากกว่านี้ เพราะฉันรักดนตรี”...
HARD CANDY วางแผงแล้ววันนี้
เนื่องจากทางเทโรเป็นคนถ่าย และคอนเสิร์ตเลทไปมาก รูปที่จะมาอัพเลยไม่ได้มาเป็นแผ่นเหมือนที่เคยเอาภาพรีวิวจากโทรศัพท์ไปก่อน
Sean Kingston at Santica
14 Apr. 2008
สวัสดีค่า สงกรานต์ไปเล่นน้ำที่ไหนกันค๊า???
อ่ะนะค๊า เค้าว่าปีนี้คนกรุงเทพได้อยู่เล่นน้ำที่กรุงเทพกันเยอะสุดๆ ก็แหงล่ะค่ะ น้ำมันก็สุดจะแพง แถมย่างเข้าวันสงกรานต์ปีใหม่ไทย ก็ยังจะแอบขึ้นมาให้ห่อเหี่ยวใจอีก 50สต. แต่นั่นก็ไม่โหดเท่าที่จอดรถซอย เอกมัย 18 ที่ล่อซะ 100 บาทต่อคัน สีลมยังไม่โหดเท่านี้เลย อ้าว ขึ้นต้นมาเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไหงมาลงเอาที่จอดรถมหาโหดซะ งั้น
หลังจากเลิกเป็นคนกลางคืนอยู่นาน วันที่ 14 เมษา ก็มีเหตุ บังเอิญ ให้ต้องมาย่านผับ คลับของคนรวยเค้าเที่ยวกัน ก็คอนเสิร์ต Sean Kingston ยังไงล่ะเจ้าคะ BEC TERO เค้านำมา จัดให้มาลงที่คลับดังของคนกลางคืนย่านนี้ช่วงเทศกาลสงกรานต์พอดีเด๊ะ ส่วนตัวคุณพี่ หลังจากเข็ดจากการโดนไอ้บ้ามหาหื่นที่ข้าวสารมันพากันรุมปะแป้ง ล้วงควักไปถึงอกถึงคอเมื่อ 2 ปีก่อน จนไม่กล้าพาตัวเองไปเล่นน้ำที่นั่นอีก
…“ฉลองสงกรานต์สุดมันส์กับปาร์ตี้คอนเสิร์ตฮิพฮ็อพระดับโลกในรูปแบบปาร์ตี้สุดฮ็อต”…
อูยย์ ที่นี่ล่ะค่ะ ตัวเลือกอันน่าสนใจของสงกรานต์นี้ เรามีที่หมายเก๋ไก๋ได้ใจ ใครถามมาว่าไปเล่นสงกรานต์ที่ไหน อิชั้นจะตอบว่า “อ๋อ ก็ซานติก้าแหละ ไปดูคอนเสิร์ต Sean Kingston” ....โฮ่ะๆๆ เริ่ดซะไม่มี
แต่ก็มิได้นำพา...
อย่างแรกเลย ที่จอดรถมันไม่มีให้จอดค่ะ ขับเข้าไปแล้วก็ไล่ให้วนออกมา ไปหาเอาข้างหน้านะขอรับ นี่คือคำตอบ
อย่างที่สอง ขอบอกว่าคุณพี่งี้เตรียมตัวไปเปียกม๊ากมาก เค้าบอกงานเริ่มตั้งแต่ 6 โมงเย็น มีกิจกรรมมากมาย สนุกกับโฟมปาร์ตี้และลานกิจกรรมด้านนอก เล่นน้ำสงกรานต์กับสาวสวย (ซึ่งก็คือที่จอดรถปกติที่มันไม่ให้จอด) อุตส่าห์กะเวลาไปอย่างดี ไปถึงทุ่มกว่าๆ เพราะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว เค้าบอกน้องโก๊ะตี๋ฉายาเรียกของคุณน้องในบอร์ด จะขึ้นเวทีตอน 5 ทุ่ม
หน้างานดันมีแต่ซุ้มพลาสติสสำหรับให้เข้าไปเล่นโฟมกับพิธีกรของงานถือปืนนับหัวได้ 2-3 คน ไล่ฉีดกันเอง กะบู้ทขายเบียร์สิงห์ สักพักก็มีสาวๆ 5-6 คน นุ่งขาสั้นเสื้อกล้ามสีขาว เดินขบวนเข้าไปยืนลูบฟองโฟมกันอยู่ในนั้น ท่ามกลางเสียงพิธีกรเชิญชวนสาวๆ ที่มางานเข้าไปเต้น เล่นโฟมกัน แต่....หาได้มีผู้ใดสนใจไม่ ทุกคนพากันยืนต่อแถว เพื่อที่จะรอประตูเปิด ไม่มีเปียก ซึ่งคุณพี่ก็ไม่เข้าใจอีกล่ะค่า อ๊าย!! แล้วไง?? ยังไง??
เข้าไปปุ๊ปถึงได้รู้ว่า ซวยแล้วว้อยยย ไม่ได้เก้าอี้นั่ง แม้จะได้จุดที่สวยงามงดมาก บนชั้น 2 บาร์ จุดหน้าเวทีพอดีเด๊ะ แต่ก็รู้ชะตากรรมของตัวเอง....จะต้องยืนอย่างงี้ไปตลอดถึงเที่ยงคืน
ว่าแล้วก็สั่งของมึนเมามาให้มันเข้ากับบรรยากาศนิด อ๊ายที่นี่มิกเซอร์ขวดละ 80 นะคะ คงไม่มีใครเอามาสาดน้ำกันเล่นแน่ๆ อีกอย่าง อีตอนเข้ามา เจ้าของสถานที่ได้ทำการยึดปืนฉีดน้ำไว้เรียบร้อย ตรวจค้นคนเข้างานอย่างเป็นระเบียบ
อาฮ้า..ดีเจของผับเริ่มเปิดแผ่นกันละ เพลงก็อ่ะนะคะ ความที่คุณพี่ไม่ได้เที่ยวแบบนี้นานมากกกก แต่ก็คุ้นเพลงไปซะหมด ทั้งเพลงยุคซอย 4 เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพลงฮิพฮ็อพที่ RCA เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เพลงแด๊นซ์ๆ ของคนฟัง Met107 ที่ผ่านมาในรอบ 2 ปี ที่เฮกันสุดๆ ระดับที่ได้ยินเสียงเฮขึ้นมาเลยก็ต้อง Low ของ Flo Rida ที่เรียกได้ว่าฮิตกันสุดๆ ทุกคลับตอนนี้จิงๆ เพลงร่มก็ยังอยู่ Kanye, Timbaland, Beyonce อูยย์มากันครบ
ช่วงเวลาเมื่อยขาตุบๆ ยังคงยาวนานผ่านไป ถึงคิวของดีเจ Bangkok Invader ที่แท็คทีมกันมาเป็นคู่ กับเพลงล้ำๆ ซึ่งโดยรวมเพลงที่เลือกมา ก็เข้าข่ายเพลงขึ้นปุ๊บคนต้องเฮ ต้องคุ้นไปหมด คล้ายๆ กับดีเจประจำผับเมื่อตะกี้ แต่ของคู่นี้เค้าเอ็ฟเฟคล้ำ ลูกเล่นเฟี้ยวฟ้าว เปิดกันแบบมิกซ์อินโทรสั้นๆ ไม่ต้องคอยให้เบื่อนาน เพลงไหนขึ้น คนงี้เฮ ชูมือเต้นกันอย่างเมามันส์มันเพลงนั้น
.......
อ๊าย Low มาอีกแล้ว ที่เซอร์ไพรส์มากๆ ก็คนเฮ Gimme More ของแม่บริทเธอด้วยนี่ล่ะค่า พากันร้องกิมมี่ๆๆ หมอ กันใหญ่เลย แล้วเพลงที่ขนมาเปิดมิกซ์ต่อให้ฟังกัน ก็โดนทุกเพลง เอาเป็นว่าถ้าคุณพี่ได้ยินชื่อนี้มาเปิดที่ไหนอีก จะพยายามกระเสือกกระสนตามไปรำลึกถึงสมัยเรียนไปด้วยเที่ยวซอย 4 ไปด้วย แหม! ขนาดพิมพ์อยู่นี่ยังคึกไม่หาย ยกนิ้วให้เลยค่า... Bangkok Invader
4 ทุ่มก็แล้ว
เมื่อยก็เมื่อย อั้นก็ไม่อยู่แล้ว
โอว์แม่เจ้า กว่าจะฝ่าฝูงชนที่ประมาณแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่า 3 พันคน อัดแน่นเป็นปลากระป๋องอยู่ในนั้นไปเข้าห้องน้ำ บุดดา เบลส ขึ้นมาแล้ว แต่เหงื่องี้ท่วมตัวหาใช่เพราะมันส์เกินพิกัดไม่ แต่แอร์มันเอาคนไม่อยู่ค่ะคุณน้องขา ร้อนมากกกก ส้วมก็เต็ม น้ำก็ไม่ไหล ถามคนเฝ้าห้องน้ำด้วยความข้องใจมากๆ
...ปกติมันเป็นอย่างงี้ป่าวค่า?
อุ๊ย แค่วันเดียววันเดียวเองค่ะ ป้าเฝ้าห้องน้ำรีบตอบแบบกลัวชื่อเสีย
3 หนุ่ม บุดดา ที่พาไปมันส์กับ 3 เพลงดังอย่าง Fire, ลำยอง, Slow Motion แล้ว ลงจากเวทีไปเมื่อ 4 ทุ่ม 10 เย้ๆๆๆ ถึงคิวบักหำน่อยแล้ว....แต่ก็ไม่มา
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า เค้ามุงอะไรกันเหรอที่แท่นดีเจ ตรงไหนอะไรเสีย เอ๊ะยังไง อะไร ยืนไม่ไหวแล้วว้อยย เวลาผ่านนาทีแล้วนาทีแล้วล่อไป 1 ชั่วโมง และเพลง Low รอบที่ 3 บอกได้เลยว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่ง่อยมาก ชักเริ่มเต้นไม่ออกแล้ว ไม่ได้มาเปิดเหล้าเป็นโต๊ะมาเป็นกลุ่มนี่หว่า ถึงจะได้เต้นแบบไม่รู้สึกรู้สาได้ต่อ
เข็มนาฬิกามาที่ตัวเลข 2415น.
แท่นดีเจของ Sean Kinston ก็เริ่มเปิดแผ่น โดยมี no one ของสาวคีย์แบบรีมิกซ์ขึ้นมาก่อนตามด้วย Pon De Replay เพลงเก่าของอีหนูห่าน My Love ของหยอย และแล้วอินโทร Me Love ก็ดังขึ้น Sean Kingston เดินอุ้ยอ้ายขึ้นมาผงาดกลางเวที ตัวงี้ใหญ่บึ้ม บิ๊กไซส์ 2 เท่าจากรูปที่โปรโมทเห็นจะได้
ว๊าว!!! ทุกคนร้องตามไปกับ Me Love อีกหนึ่งเพลงฮิตซิงเกิ้ลที่ 2 โบกมือกันเป็นแถว พร้อมเพรียง คึกคักกันดีเหลือเกิน เรียกว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้ ทางต้นสังกัดนอกเค้าจัดโปรแกรม กะให้มาทัวร์กันรูปแบบเล่นในคลับกันโดยเฉพาะ ไม่ได้มาแบบคอนเสิร์ตขายบัตรเน็ตๆ แล้วเพลงของน้องโก๊ะนี่ ศิลปินก็เพิ่งจะออกอัลบั้มแรกมา ช่างๆเหมาะมากๆ เพลงไหนขึ้นมา คนดูก็โบกไม้โบกมือ เรียกว่าฟังเพลินว่างั้น
แน๊...มีหยุดดนตรี ร้องสดให้คนดูช่วยกันร้องตามด้วย
ผ่านไปถึงอีกหนึ่งฮิตเพลงที่ 3 Take You There ก็มีมาให้ฟังกันแล้ว ดีเจงี้ บิ้วท์อารม์คนดูให้เข้ากับเพลงก่อน ด้วยการพูดคำว่า Sean ให้คนดูตอบ ...Kingston... ประโยคฮิต shorty I can take you there งี้ร้องตามกันได้หมด แต่คาดว่าคงไม่มีใครพาตัวเจ้าของเพลงไปไหนได้แน่นอน ก็เล่นตัวบิ้กบึ้มอย่างหนาซะขนาดนั้น
แต่แหมเวลาดูน้องเค้าโยกตัว ก็เพลินดีเหมือนกันนะ ตัวกระเพื่อมๆ เวลาเข้าไปหาคนดูให้จับมือที ก็สะบัดสร้อย bling ระยิบวิบวับให้มันตกไปอยู่ข้างหลัง แบบกันไว้เผื่อใครจะกระชาก แล้วนี่น้องก็แค่ 18 เอง ถือเป็นอีก 1 ศิลปินหน้าใหม่ที่เกิดมาได้เพราะ My Space ซะเปล่า แต่นี่ไม่ยิ้มเลยค่า มาร้อง มาตั้งใจแร็พ มาตั้งใจเล่นอย่างเดียว มาดงี้ขรึม อ๊ะแต่เห็นหน้ามืดๆ แบบนี้ ผ้าขนหนูเช็ดหน้าที่มาแบบไซส์ผ้าเช็ดตัวนี่ ขอบอกสาวๆ แย่งกันจะตายชักนะหนูขา...
มากันถึงเพลงที่ 5 ที่ 6 Beautiful Girls เพลงฮิตที่ทำเอาซานติก้าพื้นสะเทือนก็หยิบขึ้นมาร้องแล้ว แอบมีมุกดีเจแผ่นกระตุก ขออภัยโทษให้เจ้าของเวทีได้ไปพักหายหงุดหงิดข้างหลัง ก่อนจะให้คนดูเรียกตัวน้องอ้วนให้กลับมาร้องใหม่ แน่ะหยิบขวดน้ำติดไม้ติดมือมาด้วย สาดคนดูซะ 2 ขวด แฮ่ๆ วันนี้คุณพี่ได้โดนน้ำแล้ว 2 ปรอยฝน
และแล้ว...น้องโก๊ะก็สั่งดีเจหยุดเล่น ว่าแล้วก็ร้องสดให้ฟังอีกแล้ว มาตายเอาอีตรงนี้แหละ โชว์มันส์ เพลงได้ ศิลปินเจ๋ง ตะกี้ก็ทำงี้ไปแล้วไป 2 เพลงฮิต จบเพลงนี้ข้ามไปอีก 1 เพลง พ่อก็สั่งดีเจ “เฮ้โหยว่!” หยุดดนตรี ร้องสดให้ฟังอีกแระ ตรงงี้เนี่ย คุณพี่ได้ยินชัดๆ เลยว่าคนดูหลุดโห่ฮือออกมาด้วย ประมาณว่าเล่นมุขนี้บ่อยไป อะไรจะหยุดเบรคร้องสดให้ฟังมันอยู่ได้แทบทุกเพลง เพลงไม่จบซะที แบบว่าอยากมันส์อ่ะ วัยรุ่นอยากตึ้บๆ เข้าใจป่ะ
มองหาเอวน้อง Sean แกอยู่เพลินๆ น่าจะเพลงที่ 7-8 มั้ง ศิลปินก็เล่นบุ๊ยบุย อำลาเข้าไปหลังเวที เหลือไว้แต่ดีเจเปิดแผ่นต่อให้ฟังไม่ถึงเพลง สต๊าฟก็ปรี่ขึ้นเวทีมาเก็บอุปกรณ์กลับบ้านเอาดื้อๆ ซะงั้น คุณพี่มองเวลา ชั่วโมงของ Sean Kinston รวมแล้วเบ็ดเสร็จ 40 นาที ...
หันไปมองบรรยากาสโดยรอบ ทุกคนก็กลับกันกว่าครึ่ง เรียกว่ามาเพื่อมารอดู Sean Kingston กันจริงๆ นับรวมเวลาของคุณพี่แล้วก็ยืนมันคืนนี้ทั้งหมด 5 ชั่วโมงเสร็จสรรพ เล่นอยู่แค่นี้ กลายเป็นศิลปินมาโปรโมทอัลบั้ม ในรูปแบบโชว์เคสไปซะงั้น
แต่ก็นับว่าเป็นปาร์ตี้คอนเสิร์ตที่ได้บรรยากาศแปลกดีไปอีกแบบ
เพราะว่ากันจริงๆ ศิลปินนอกก็ไม่ค่อยจะมากันตามคลับเก็บตังค์แบบนี้ให้เห็น ส่วนไอ้ที่เคยๆ มาโชว์เคสโปรโมทอัลบั้ม เดี๋ยวนี้ก็แทบจะไม่มีมากันเลย เรียกได้ว่างานนี้ ศิลปินถ้าบารมีไม่เจ๋ง
เพลงไม่แน่จริง
คนดูคงไม่เสียตังค์มาดูกันแบบแทบจะแจกฟรีอย่างงี้หรอกใช่ม๊า
มีรายงานจากเพื่อนฝูงที่เปิดเหล้าเลยอยู่ต่อว่า หลังจาก DJ ขึ้นมาต่อ
และถึงคิวของวง Burn ตีหนึ่งกว่าๆ แล้วถึงจะมีการสาดน้ำกัน
แน่ะ น้ำห้องน้ำเพิ่งจะมาไหลนี่เอง 


