
ถึงตอนนี้ก็น่าจะเป็นที่ชัดเจนกันแล้วว่า Mika ไม่เหมือนศิลปินทั่วไป 1 ในศิลปินชายเดี่ยว ไม่กี่คนในยุคเดียวกันที่ไม่ยอมวิ่งตามใคร ยิ่งได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีด้านดนตรีคลาสสิก ผสมผสานกับความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการแสดงละคร Mika จึงกลายเป็นที่สุดของการแสดงออกถึงตัวตนออกมาได้อย่างสุดโต่ง ดนตรีของ Mika นั้น ‘จุดมุ่งหมายง่ายๆ ของมันก็คือ สร้างความสนุกและสร้างพลัง และไม่ขึ้นกับแฟชั่นหรือขนบใดๆ ทั้งสิ้น’
หากอัลบั้มแรก ‘Life In Cartoon Motion’ เสมือนใบบอกความเป็นเอกเทศของผู้ชายคนนี้แล้วล่ะก็ The Boy Who Knew Too Much งานชิ้นต่อไปนี้ก็คงจะเป็นเหมือนการเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวของซาวนด์ป๊อปที่ Mika ไม่เคยคิดแยแสใคร และสร้างสรรขึ้นด้วยตัวเองทั้งหมด เต็มไปด้วยสีสันหวือหวาน่าทึ่ง... ‘ความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมก็คือตอนที่ผมวางแผนจะทำมันออกมาให้คนมีปฏิกิริยาต่อมันน้อยที่สุด เป็นสิ่งที่ดีที่สุดผมก็เลยต้องกลับไปตั้งแต่ต้น ตอนที่ผู้คนยังไม่มีใครออกความเห็นว่า ปกติผมทำอะไรออกมาอย่างไร’… มีเพียงคำเดียวเท่านั้นที่จะอธิบายผลงานป๊อปอันหลากมิติจนเหมือนความฝันนี้ได้ นั่นก็คือ ‘บ้าดีเดือด’

Mika ได้เปิดตัวอาชีพนักร้องด้วยซิงเกิ้ลชิ้นเยี่ยมอย่าง Grace Kelly มันสามารถทำยอดขายได้สูงถึง สามล้านก๊อปปี้ทั่วโลก และยังถือเป็นซิงเกิ้ลจากฝั่งอังกฤษเพลงที่ 2 ที่สามารถขึ้นไปติดอันดับท็อปบนชาร์ต ได้จากยอดดาวน์โหลดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เฉพาะยอดขายจากซิงเกิ้ลเพียงอย่างเดียวสามารถทำยอดขายได้มากกว่า 6 ล้านชุด ตัวอัลบั้มทำยอดขายได้มากกว่า 5 ล้านชุด Mika ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลและ ได้รับรางวัลทางด้านดนตรีจากหลายๆ สถาบัน ไม่ว่าจะเป็น Brits Awards , Grammy Awards, Ivor Novellos, Capital Radio, นิตยสาร Q, World Music Awards, BT รวมไปถึง Vodaphone, Virgin Media และรางวัล MTV จากทั้งในยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นมาครองด้วย สถิติเหล่านี้คงพอจะทำให้ได้เห็นภาพแล้วว่า Mika ชื่อนี้เปี่ยมไปด้วยคุณภาพแค่ไหน
มาว่ากันถึงงานชุดที่ 2 อัลบั้มล่าสุด เพลงอาจจะแตกต่าง แต่ทัศนคติยังคงเหมือนเดิม จากเพลงที่เริ่มต้นด้วยเสียงคอรัสเต็มที่ทันทีอย่าง ‘We Are Golden’ 4 UK. ไปสู่เพลงที่ทำให้หวนนึกถึงเพลงยุค ‘40s ของดิสนีย์ (‘Toy Boy’) และเพลงที่ใหม่ขึ้นมาอีกนิดแบบพาวเวอร์ป๊อปยุค ‘80s (‘Touches You’) ยังมีการเพิ่มมุมมองที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใกล้เคียงกับเพลงคลาสสิกเหล่านั้น จากเพลงดิสโก้แบบสเก็ตติดล้อ (‘Rain’) ไปถึงเพลงเศร้าที่เกิดจากความชอกช้ำใจ (Dr John) ดนตรีของ Mika ได้รับการเอาใจใส่ด้วยไอเดียที่เปิดกว้างและยอมรับว่า การใช้ชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21นั้น มันช่างเต็มไปด้วยความแตกต่างและซับซ้อนยิ่งนัก
ด้วยยอดขายและความสำเร็จจากผลงานอัลบั้มชุดแรก ดูจะทำให้ผู้คนได้เห็นภาพอะไรบางอย่างที่ชัดเจนขึ้น Mika เริ่มมองหาอพาร์ตเม้นท์ในแอลเอเพื่อที่จะเริ่มเขียนงานชิ้นใหม่ของเขา ในที่สุดก็เจอสถานที่ที่จะเข้ามาแทนที่ห้องเก็บของในลอนดอนของเขาจนได้ และร่วมงานกับโปรดิวเซอร์คู่ใจจากอัลบั้มชุดที่แล้ว Greg Wells เสียที ภาคสองของการตอกย้ำเรื่องราวของ Mika จึงหันไปสู่ช่วงเวลาสองปีอันรุ่งโรจน์ที่ได้สอนประสบการณ์ต่างๆ ...‘นี่จะยังคงเป็นดนตรีจากห้องนอนสำหรับผม ทั้งหมดก็มีแค่ผมนั่งอยู่ที่เปียโน พูดในสิ่งที่ต้องพูดออกมาแค่นั้น อัลบั้มแรกสำหรับผมมันเป็นเรื่องชีวิตในวัยเด็ก มันมีความไร้เดียงสาแบบนั้นอยู่ สำหรับชุดนี้ เรามองเพิ่มขึ้นไปอีกสิบปี กลายเป็นความคิดของคนที่เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ช่วงวัยนี้เป็นช่วงเวลาที่สว่างไสวที่สุดในชีวิตของคุณ มันคือช่วงที่ชีวิตได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ อย่างเรื่องเซ็กส์ ยา และความสัมพันธ์ ซึ่งยังคงเป็นเรื่องใหม่และไร้มลทินจริงๆ หากผมจะต้องนึกถึงเรื่องราวเหล่านี้ในเพลงล่ะก็ ผมรู้เลยล่ะว่ามันจะต้องกลายมาเป็นอะไรที่ส่วนตัวขึ้นแน่ๆ ผมยังคงเชื่อในความลึกลับ และไม่รู้สึกว่าตัวเองจะต้องพิสูจน์อะไรในชีวิตของตัวเอง เพราะเหล่านี้คือบทเพลงของผมทั้งหมด การเขียนเพลงสำหรับผมเป็นหนทางที่ผมนำมาใช้ในการไล่ตามตัวเองอยู่แล้ว’…

Mika เล่าต่อว่า.. ‘มันมีเรื่องของความสุขเข้าไปเกี่ยวพันอยู่ด้วย ก็เลยเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมมันจึงน่าดึงดูด และเป็นเรื่องอันตรายที่จะหลงลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ผมต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงในการเขียนเพลงเกี่ยวกับตัวเอง มันเป็นอะไรที่ทำให้ผมกลัวเป็นบ้าเลยล่ะ นี่ถ้าไม่ใช่ว่าผมกำลังทำให้ตัวเองกลายเป็นนักร้องที่ย้อนกลับไปเมื่อยุค ‘40s ล่ะก็ เห็นทีก็คงต้องทำอย่างที่ว่านั่นเหมือนกัน’… ทฤษฎีเก่าของ Mika ก็คือการไม่เกรงกลัวต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ …‘ในฐานะคนเขียนเพลง ทัศนคติที่คับแคบก็คือคุณไม่ได้รับอนุญาติให้เดินออกมาจากจุดที่เพลงป๊อปควรจะเป็นอยู่ ไม่อย่างนั้นจะถือว่าคุณได้กระทำการลบหลู่เข้าแล้ว แต่สำหรับผม เพลงป๊อปที่สมบูรณ์แบบน่าจะให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่ได้ลองแจ๊กเก็ตที่คุณฝันมาตลอดว่าอยากจะสวมมันเหลือเกินต่างหาก’…
ในขั้นตอนของการทำงานอัลบั้มชุดนี้ Mika ได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกมาด้วยการปล่อยวางอะไรบางอย่างในตัวเอง …‘ ผมรู้สึกเหมือนได้ปลดเปลื้อง ผมได้หลุดไปยังอีกสถานที่หนึ่ง ผมต้องการที่จะทำแบบนั้น แล้วก็เอาชนะขั้นตอนที่จะช่วยให้ผมสามารถทำงานอัลบั้มชุดที่สามและสี่ได้ด้วย ในที่สุด ผมก็สามารถก้าวขึ้นมาในจุดที่ว่า ที่จริงแล้วอัลบั้มในห้องนอนของผม มันไม่ได้เป็นอัลบั้มในห้องนอนอีกต่อไปแล้ว ที่จริงผมเป็นคนเขียนเพลงต่างหาก’…
special THXS info : Universal

สาวน้อยจาก UK. วัย 18 ดาวจรัสแสงกิ๊บเก๋ของปี 2009 2 ซิงเกิ้ลแรกติดต่อกันของเธอ เปิดตัวที่อันดับ 1 UK. นับเป็นสาวเมืองผู้ดีเปิดตัวอันดับ #1 ในชาร์ตบ้านเกิดของตัวเองเป็นคนแรกโดยไม่ได้มาจากเรียลลิตี้ทีวีที่ไหน เอาเป็นว่าแค่ชื่อก็เก๋ไก๋สไลเดอร์แล้วมั้ยล่ะ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยพลัง หนักแน่น ดึงดูด ไม่ต่างอะไรกับการสผมผสานความนุ่มลึกแบบผู้ใหญ่โซลดิว่า เข้ากับความมีชีวิตชีวาและหลักแหลมในแบบเจ้าหญิงเพลงป๊อป ทั้งหมดนี้แม้อาจจะฟังดูเป็นไปได้ยาก แต่ก็เกิดขึ้นแล้วกับศิลปินชื่อนี้ Pixie Lott
ก่อนที่เธอจะ 15 ซึ่งว่ากันว่าเป็นช่วงอายุที่เจ้าตัวนั้นให้คำจำกัดความตัวเองอย่างเป็นทางการว่า “แก่” เพราะแม่หนู Pixie มีลิสต์รายการเป้าหมายที่เธอต้องการแบบไม่หวือหวานัก ยาวเป็นหางว่าวทีเดียว การได้พบปะกับผู้คนที่น่าทึ่งนั่นก็อย่างหนึ่ง การได้ไปเปิดการแสดงในสถานที่น่าทึ่งนั่นก็อีกอย่างหนึ่ง เธออยากจะเก็บรักษาเพื่อนทุกคนที่มีอยู่ตอนนี้เอาไว้ แล้วก็อยากจะมีเพื่อนใหม่มากขึ้น แล้วก็ยังอยากจะเขียนเพลง อยากจะมีเพลงซัก 2 -3 เพลงที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตคนอื่นได้ด้วย และท้ายที่สุด เธออยากจะ ... ร้องเพลงตลอดไป ตลอดไป และ ตลอดไป…
ด้วยสไตล์ที่แปลกใหม่ น้ำเสียงชวนให้ประหลาดใจ ความสามารถในการเต้นที่ทำให้คนที่ได้เห็นต้องร้องออกมาด้วยความทึ่ง บวกกับพรสวรรค์ในการแต่งเพลงที่ทำเอาอดเคาะเท้าตามไปด้วยไม่ได้แทบทุกครั้ง Pixie ใช้เวลาช่วงปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เซ็นสัญญากับต้นสังกัด Mercury ดึงเอาความเป็นที่สุดของทุกคนที่เธอมีโอกาสได้ร่วมงานด้วยออกมาให้ได้มากที่สุด ทั้งบุคลิก เสียงร้องที่เข้มข้น รวมไปถึงเอกลักษณ์อันน่าดึงดูดใจ ถูกรวมเอาไว้ทั้งหมดในซิงเกิ้ลแรกที่ใช้ชื่อว่า ‘Mama Do’ (Uh Oh, Uh Oh) ด้วยส่วนผสมของน้ำเสียงละม้ายคล้าย Adele/Joss Stone/Duffy ตัวอย่างเรื่องเล่าของวัยรุ่นที่แอบหนีออกจากบ้านตอนกลางคืนเพื่อออกเดท เพลงนี้เขียนขึ้นโดยนักแต่งเพลงมือหนึ่งอย่าง Phil Thornalley และ Mads Hauge
18 เดือนกับการได้ร่วมงานกับยอดฝีมือกูรูป๊อป นับตั้งแต่ Thornalley, Cutfather และ Jeburg (ที่เคยทำงานให้กับศิลปินมากมายตั้งแต่ Kylie จนถึง Pussycat Dolls), Red One (ผู้สร้างผลงาน 'Just Dance' ให้กับ Lady Gaga), Lily and Beck / Greg Kurstin, Toby Gad โปรดิวเซอร์ชาวนิวยอร์กคนแต่งเพลง 'If I Were A Boy' และ 'Big Girls Don't Cry', Kara DioGuardi ไปจนถึงคนแต่งเพลงระดับซูเปอร์สตาร์ผู้นั่งเก้าอี้ผู้ตัดสินคนใหม่ของเวที American Idol

จากเด็กสาวตัวเล็กๆในเมืองเค้นท์ ที่ตั้งชื่อเล่นให้กับตัวเองว่า Pixie ตั้งแต่เล็ก (ซึ่งคุณจะเรียกชื่อจริงของเธอได้ก็เฉพาะเวลาที่เธอเกเรมากๆ เท่านั้น) อีกทั้งยังทำให้แม่ต้องฟังเพลงของ Take That และ Diana Ross ตลอดเวลา ไม่นานนัก Pixie ก็เริ่มเลือกที่จะฟังเพลงตามศิลปินคนโปรดของเธอ โดยมี Mariah Carey เป็นผู้จุดประกายเริ่มแรก ที่โรงเรียนความสนใจในการร้องเพลงและเต้นรำนำพาเธอให้ไปสู่การออดิชั่นสำหรับ Italia Conti ก่อนจะก้าวเข้าสู่โรงเรียนสอนการแสดงที่จะช่วยทำความฝันที่อยากจะเป็นนักร้องนักเต้นของเธอให้เป็นจริง อีกทั้งยังเป็นเหมือนประตูที่ทำให้ Pixie ได้รับโอกาสแปลกใหม่เข้ามาในชีวิต ตั้งแต่การร่วมแสดงใน Chitty Chitty Bang Bang ที่ West End ไปจนถึงการได้อัดเสียงร่วมกับ Roger Waters แห่ง Pink Floyd
เมื่อตอนอายุ 14 ขณะที่ Pixie กำลังพยายามหาหนทางเข้าร่วมแสดงใน The Stage ก็บังเอิญไปเห็นโฆษณาชิ้นหนึ่งที่ทำให้ภาพทุกอย่างชัดเจนขึ้น บางครั้งมันก็เป็นเรื่องยากที่เมื่อได้เห็นคำโฆษณาเหล่านี้ แล้วก็คิดว่าจะมีความเป็นไปได้อะไรบ้างที่จะเกิดขึ้น บางครั้งก็ออกจะน่าสงสัยมากด้วยซ้ำเวลาที่ได้เห็นคำโปรยว่ากำลังมองหาเด็กหนุ่มสาว แต่ไม่นานหลังจากนั้น โฆษณาตัวที่ว่าก็นำพา Pixie ให้เดินทางมาที่นิวยอร์ก เพื่อเริ่มต้นการเขียนเพลง และบันทึกเสียงเดโม ตั้งแต่นั้นทุกอย่างก็เหมือนกับก้อนหิมะที่กลิ้งไปเรื่อยๆ …“ฉันจำได้ว่าตัวเองอยู่ที่โรงเรียนแล้วก็ได้รับข้อความบอกว่า LA Reid จะบินมาเพื่อพบฉันในวันถัดไปที่โรงแรม ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร และฉันก็ไม่เคยได้นัดพบใครแบบนี้ด้วย”.. และเมื่อได้รู้ว่า LA Reid เป็นนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์เจ้าของรางวัลแกรมมี่ เธอยกเลิกนัดกับหมอฟัน โดดเรียนในวันต่อมา ร้องเพลงของ Mariah Carey ให้ LA ฟัง กลับเข้าเรียนในวันต่อมา โดยไม่ปริปากบอกใครทั้งสิ้น
เมื่อเวลาผ่านไป
เดโมต่างๆก็เริ่มถูกนำไปโพสต์ไว้ใน MySpace ของ Pixie
คำบอกเล่าปากต่อปาก ก็เกิดขึ้น ท้ายที่สุดมันทำให้ Pixie
ได้เซ็นสัญญากับค่าย Mercury ที่อังกฤษ และ Interscope ที่อเมริกา ผลที่ออกมาก็คือ
ตอนนี้มีเพลงที่ไปสร้างกระแสอยู่ในอาณาจักรของวัยรุ่น ‘Turn It Up’ ซิงเกิ้ลล่าสุด บอกเล่าเรื่องราวความรักคู่รักหนุ่มสาวที่เลิกรากันไปและเหลือไว้เพียงความเป็นเพื่อน
ขณะที่ท้ายที่สุดของความสัมพันธ์ได้ก้าวไปในจุดที่เมื่อความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของถูกโยนทิ้งหน้าต่างออกไปกองอยู่บนถนนเบื้องล่าง
เหมือนอย่างที่เราได้ค้นพบมันใน เพลงบัลลาดอันยอดเยี่ยมของ Alicia Keys,
‘Cry Me Out’ นั่นเอง …‘ถึงเวลาที่จะกลับมามีสติได้แล้ว คุณเอาเพลงนี้ไปเปิดกับ
‘Cry Me A River’ ของ Justin Timberlake ได้เลย
และอย่าลืมที่จะบอกใครบางคนด้วยว่า พวกเขาต้องยอมรับการกล่าวโทษนั้นให้ได้ และบอกว่า
‘การที่จะต้องเสียน้ำตา มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย’ ‘Cry
Me Out’ ยังมีประโยคเด็ดอย่าง ‘I got your emails, you just
don’t get females’

ไม่ต่างอะไรจากแฟนดนตรีสมัยใหม่ทั้งหลาย Pixie สร้างสรรค์งานโดยเอารสนิยมการฟังเพลงของตัวเองมาใช้ด้วย เธอชื่นชมสไตล์ของ Gwen Stefani และ Rihanna เธอยังชื่นชอบผลงานการแต่งเพลงของ Alicia Keys เอามากๆ พอพูดถึงเพลงร็อค ก็ต้องหนีไม่พ้น The Strokes และ The Kooks ถ้าเป็นเรื่องการแสดงบนเวที เธอหลงใหลในเสียงร้องของ Mariah และชอบการเคลื่อนไหวบวกลีลาการโชว์แบบ Britney Spears เป็นที่สุด พอลงจากเวที เธอก็หลงใหลในความเป็นตัวเองของ Lauryn Hill และความเป็นคนคุณภาพของ Christina Aguilera ไหนยังจะรุ่นใหญ่ลายครามน้ำเสียงทรงพลังไปจนถึงขาแด๊นซ์ป๊อปอย่าง Whitney Houston ไปจนถึง Evelyn Champagne King ที่เป็นสุดโปรด ส่วนตัวแทนฝ่ายชาย ก็ต้องยกให้ Stevie Wonder
งานของ Pixie คือดนตรีที่มีเนื้อหาจับต้องได้จริงและเข้าถึงจิตวิญญาณ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับทำให้หัวหมุนคิดวนเวียนอยู่แต่ว่ามันช่างสลักสำคัญเหลือเกินจนเกินไป โดยเนื้อแท้ลึกลงไปแล้ว Pixie ก็เป็นแค่ Pixie เท่านั้น …“มันจะต้องมีทั้งความหนักแน่นในอารมณ์ และความจริงแท้ในสิ่งที่ฉันต้องร้องออกไป ไม่ว่าฉันจะเป็นคนแต่งเนื้อและทำนองนั่นหรือไม่ ฉันจะต้องรู้สึกกับมันจริงๆ ฉันจึงจะร้องมันออกมาได้”…
ทันทีที่เอมวีซิงเกิ้ล Boys & Girls ปล่อยผ่าน youtube
ด้วยกระแสความดังและมาแรงแบบชนิดที่เปิดตัวที่อันดับ 1 UK. มาแล้วกับซิงเกิ้ลแรกตามติดด้วยซิงเกิ้ลที่ 2 แม่สาว Pixie ก็ถูกจับไปเปรียบเทียบกับลุคของ
Cherly
Cole เรียบร้อย
จากซิงเกิ้ลแรกที่ทำให้หลายคนเคยชินกับน้ำเสียงแบบโซลป็อปของเธอก็เปลี่ยนมาเป็น Lady Gaga ผสม Pink เอาเป็นว่าคนมันจะแรงได้ที่
ก็ต้องถูกจับไปเปรียบเทียบเป็นธรรมดา ไม่งั้นก็ไม่มีไรให้พูดถึงน่ะสิ ข้อนี้ LaDY Gaga เธอรู้ดี หรือจะเถียงว่าไม่จริง
Special Thxs. ข้อมูล Universal

Jay-Z
เจ้าพ่อแร็พปากบืน Jay-Z ขวัญใจสาวบีกลับมาอีกครั้งกับอัลบั้มที่เคยครั้งนึงเคยบอกว่าชาตินี้จะไม่ทำอีก แต่มันก็ยังออกมาเรื่อยๆ แถมครั้งนี้ยังตั้งชื่อให้สับสนออกมาเป็น trilogy คลับคล้ายของเก่า ไล่มาตั้งแต่ The Blueprint (2001), The Blueprint²: The Gift & The Curse (2002).และชุดนี้ก็ The Blueprint 3 ปาเข้าไปเป็นอัลบั้มที่ 11 แถมยัง ทั่วโลกวันที่ 11 กันยายน อีกต่างหาก
เปิดตัวไปแล้วกับซิงเกิ้ลแรก Death Of Autotune (D.O.A.) ตามด้วยความแรงกว่าตลาดกว่าของซิงเกิ้ลที่ 2 ' Run This Town ' ที่ได้สาวชิค Rihanna และอีตาไม่รู้กาลเทศะ Kanye West มาร่วมแจมปล่อยสร้างกระแส Rihanna คัมแบ็คกัน
ว่ากันว่าอัลบั้มชุดนี้หลุดเร็วหลุดแรง หลุดมาเมื่อ 31 สิงหา เมื่อถามถึงเพลงที่หลุดออกมา ป๋าแกตอบด้วยความมั่นใจว่า ก็คิดซะว่ามันคือการโปรโมท ป๋าโคตระจะภูมิใจกับอัลบั้มนี้มากๆ ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่า The Blueprint 3 ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ถ้วนหน้า วีคแรกซัดยอดขายไปที่ 476,000 ต่อเนื่องสถิติเป็นอัลบั้มอันดับ 1 ในอเมริกาชุดที่ 11 รวดเดียวของ Jay-Z ที่มาพร้อมโปรดิวเซอร์มือดีที่ดอดมาร่วมแจมไม่ว่าจะ Timbaland, Kanye West, Pharrell Williams/The Neptunes ด้านศิลปินที่มาร่วม feat. สร้างสีสันไม่ให้น่าเบื่อแร็พเปอร์ด้วยกัน ก็เก๋ไก๋ได้ใจตลาด ทั้งวงแด๊นซ์จากออสเตรเลีย Empire of the Sun แร็พเปอร์มาแรง Drake และ Kid Cudi ดาวรุ่งพุ่งแรงในชาร์ต รวมถึงซูเปอร์สตาร์สาวสุดชิคทั้ง Rihanna และ Alicia Keys กลายเป็นอัลบั้มแร็พขายดีอันดับ 2 ของปี 2009 เป็นรองแค่ Relapse ของ Eminem เท่านั้น

นอกจากความแรงของซิงเกิ้ล ' Run
This Town 'ที่ได้ Rihanna และ Kanye West มาบุกตลาดข้ามสายพันธุ์แร็พ-ฮิพฮ้อตแล้ว
ซิงเกิ้ลล่าสุด "Empire State of Mind"
feat. Alicia Keys ก็ขึ้นเป็นอันดับ 1 iTunes เป็นที่เรียบร้อย
แถมยังโดดเข้าไปอยู่ใน Top 5 บิลบอร์ด #2UK. เป็น
Top 10 เพลงที่ 16ของ Jay-Z เพลงที่ 9 ของ Alicia
Keys โดยทั้งคู่ขึ้นแสดงร่วมกันที่งาน 2009 MTV Video Music
Awards ร่วมกันโปรโมทกระแสงานใหม่ สำหรับใครหลายๆ คนที่ได้ฟังเพลงนี้ก็ติดหูนึกชอบใจทันที
นั่นก็เป็นเพราะตัวเพลงนำ "Love on a Two-Way Street" ของ
The Moments มาแซมเปิ้ล เรียกว่าเป็นคู่เวิร์คร่วมกันโปรโมทโดยแท้ เพราะด้านสาว
Keys ก็จะมี
ซิงเกิ้ลใหม่ "Doesn't Mean Anything" ออกมาโปรโมทช่วงที่กระแสเพลงนี้กำลังมาแรงเหมือนกัน
MV Run This Town feat. Rihanna - Kanye WestLive : Jay-Z and Alicia Keys -- Empire State of Mind (In New York)


จุดเริ่มตนของสาวน้อย Zee Avi คือการโพสต์วิดีโอเพลงแรกที่เจ้าตัวตั้งใจเล่นโชว์เพื่อนผ่านเว็บแคมลงบน YouTube เมื่อคุณเพื่อนได้ดูก็เลยปล่อยให้หนู Avi เธอทิ้งไว้ถาวรแบบนั้นเลยแม้ว่าจะได้ดูแล้วก็ตาม กลายเป็นว่าคอมเม้นท์ที่มีมาต่อเนื่องมันเยี่ยมมาก เป็นแรกผลักดันให้แม่หนูซี อาวี่ ยิ่งโพสต์ เล่นกีตาร์ แต่งเพลง โพสต์กระหน่ำลงบน You tube ทันทีที่วิดีโอได้ขึ้นหน้าแรกของ YouTube ก็บังเอิญมีแมวมองนาม Patrick Keeler จาก The Raconteurs ส่งลิงค์นี้ต่อไปยัง Ian Montone เจ้าของค่ายและผู้จัดการวง The White Stripes และ M.I.A จากนั้นก็ส่งต่อไปให้ Emmett Malloy จับมาเซ็นสัญญาเข้าสังกัด Brushfire Records ที่มี Jack Johnson เป็นผู้ก่อตั้งนั่นเอง "No Christmas For Me" เพลงแรกของ Zee Avi ก็ได้เป็น 1 ในอัลบั้มคริสมาสต์ของค่าย จากนั้นไม่นาน "Bitter Heart" ซิงเกิ้ลแรกอย่างเป็นทางการก็ปล่อยขายดาวน์โหลดผ่าน US iTunes ตามด้วยอัลบั้มที่ออกขายเมื่อ 19 พฤษภา 2009 ภายใต้สังกัด Brushfire Records และ Monotone Records โดยมาบันทึกเสียงกันที่แอลเอ แน่นอนว่าทันทีที่อัลบั้มวางขาย You Tube ก็ได้ขึ้นแนะนำสาวน้อยคนนี้ที่หน้าแรกในมุม Spotlight จากนั้นเดือนมิถุนา-สิงหา Zee Avi ก็ได้ทัวร์โปรโมทอัลบั้มชุดนี้ในอเมริการ่วมกับ Pete Yorn และล่าสุดสาวน้อยเสียงใส ไซส์มินิคนนี้ ก็ได้มามาเยือนเมืองไทย มีโชว์เคสเก๋ๆ ไปแล้วเรียบร้อย เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แน่นอนว่างานนี้เธอได้แฟนไปเพียบ นี่คือสาวเก่งที่ถือกำเนิดขึ้นจากโลกอินเตอร์เน็ตคนล่าสุด สำหรับคนที่คิดว่าแน่และเจ๋งจริง
* อัลบั้ม Zee Avi เปิดตัวที่อันดับ#130 US Billboard Hot 200 Chart และ #2 US Billboard Top Heatseekers Chart
* Bitter Heart ติดชาร์ต Top 100 Singles ที่ญี่ปุ่น #82 และสูงสุด #63 สองสัปดาห์
*
Zee Avi เริ่มเรียนกีต้าร์ด้วยตัวเองโดยขังตัวเองในห้องหัดเล่นตั้งแต่อายุ
17 โดยช่วงเวลานั้นเธอเรียนแฟชั่นดีไซน์ที่ลอนดอนไปด้วย
หลังจากกลับมากัวลาลัมเปอร์ เธอก็เริ่มหัดเขียนเพลงและเล่นดนตรีร่วมวงกับเพื่อนนักดนตรีคนอื่น

Tata Young กับอัลบั้มเพลงสากลชุดที่ 3
จากสาวน้อยมหัศจรรย์ สู่นักร้องสาวซุปเปอร์สตาร์การันตรีด้วยรางวัลระดับสากลอย่าง Best Female International Artist จากประเทศอินเดีย??? และ รางวัลแผ่นเสียงทองคำขาว (Platinum Awards) จากประเทศญี่ปุ่น (อ่ะนะ >_<) วันนี้ทาทาพร้อมแล้วที่จะกลับมาทำให้วงการเพลงสากลในเมืองไทยได้ตื่นเต้นไปกับอัลบั้มเพลงสากลชุดที่ 3 “Ready For Love”
งานเดี่ยวชุดที่ 3 “Ready For Love” งานเพลงที่ ทาทา ทุ่มเทเวลาและความตั้งใจอย่างเต็มที่ กับแนวเพลง R ‘n B ผสมกับ Pop/ Dance ที่มีจังหวะและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เพราะได้มีการผสมกลิ่นอายเพลงจากทางฝั่งเอเชียเข้ากับแนวทางเพลงจากฝั่งยุโรปเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน คนไทยฟังได้ ญี่ปุ่นฟังดี ฝรั่งชอบหรือเปล่านั่นอีกเรื่อง แต่ที่แน่นอนคือ พัฒนาการในด้านการร้องของทาทาก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง เกือบทุกเพลงเป็นเพลงที่ต้องใช้พลังเสียงในการร้องมาก และยังมีลูกเล่นในการใช้เสียงที่หลากหลายอย่างเห็นได้ชัด
อัลบั้มนี้บันทึกเสียงร้อง ดนตรี มิกซ์เสียงทุกขั้นตอนที่เยอรมันนี กับทีมงานทำเพลงที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ของ ยุโรปโดยได้นักแต่งเพลงจากทั่วโลกส่งเพลงเข้ามาเสนอกว่า 1800 เพลง (ว๊าวๆ เยอะไปป่าว) เพื่อที่จะเป็น 1 ใน 12 เพลงใน “Ready For Love” (เลือกมากขนาดนี้เพลงคงเจ๋งแฮะ) โดยทีมโปรดิวซ์เซอร์จากเยอรมันนี และสาวทาทาเอง ได้ช่วยกันเลือกเฟ้นอย่างตั้งใจเป็นเวลาหลายเดือน กว่าจะออกมาได้ขนาดนี้
มาที่เพลงเปิดตัว “Ready for Love” ได้หนึ่งในนักแต่งเพลงชื่อดังของยุคนี้ Mark Taylor (อืมเข้า wiki ซิ) เจ้าของรางวัล Grammy Award ชาวอังกฤษ สาขา Record Producer มาช่วยแต่งเพลงให้ โดยที่ Mark Taylor เคยร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมากมายอาทิเช่น Cher, Britney Spears, Pussycat Dolls, Kylie Minogue, Lionel Richie, Diana Ross, Rod Stewart, Tina Turner และ Enrique Iglesias (ว๊าวๆๆๆ ดูชื่อซะก่อน หลากรุ่นต่างยุค)
ยังมีเพลงที่น่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็นเพลงบัลลาดช้าๆ กินใจ อย่าง “My Bloody Valentine” ซิงเกิ้ลที่ 2 และเพลงเร็วที่มีเสียง electronic ที่มาช่วยทำให้จังหวะสนุกขึ้นพร้อมให้ขยับเต้นได้อย่าง “Mission Is You” รวมไปถึงเพลง “Perfection” ได้ Leona Lewis นักร้องนักแต่งเพลงสาวมากความสามารถเจ้าของเพลงดัง Bleeding Love มาช่วยเขียนเพลงนี้ออกมาได้อย่างไพเราะ (มาช่วยเชียวนะ) บัลลาดเพราะๆ อย่าง “Burning Out” ก็ได้ Sabastian Thott ที่เคยฝากผลงานการเขียนเพลงให้กับ Celine Dion และ Westlife มาช่วยแต่งเพลงนี้ให้
นอกจากงานเพลงที่จะมีความเป็นสากลมากขึ้นแล้ว ทาทายังได้ทีม สไตล์ลิสต์ชาวเกาหลีมาช่วยเปลี่ยนลุคใหม่ให้กับเธอไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หน้าผม บนปกอัลบั้ม ซึ่งต่อให้มีเสียงค่อนแคะเม้าธ์แตกเรื่องทรงผมที่ไม่เหมาะกับอดีตสาวเซ็กซี่สองทาแค่ไหน ทีมงานและตัวทาทาก็ไม่เปลี่ยนใจ ยังคงเดินหน้าพรีเซ้นท์ความมั่นใจในทรงผมต่อไป เกาหลีกันมาขนาดนี้แล้ว ก็ยังได้ผู้กำกับชาวเกาหลี “Rainmaker Cho” ยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของเอเชีย ที่เคยร่วมงานกับ “Rain” และ ศิลปินชื่อก้องโลกชาวไต้หวัน “Wang Lee Hom” รวมไปถึง นักร้องสาวจากฝั่งอเมริกา “Jenifer Alba” ที่มาร่วมสร้างความประทับใจกับ MV เปิดตัวอัลบั้มกับเพลง “Ready For Love”
· พิเศษ สำหรับแฟน Tata Young กับมิวสิควีดีโอ “Ready For Love” และเบื้องหลังการถ่ายทำ ใน Enhanced CD
ข้อมูล/ที่มา SONY MUSIC


ไม่ใช่เรื่องเเปลกที่วงการเพลงจะมีเเนวเพลงใหม่ๆ
เข้ามาในวงการ ว่าแต่เพลงสนุกๆ
ที่ทำให้เต้นได้ล่ะ 5 สาว The Saturdays ที่มาพร้อมกับเพลงป็อปแดนซ์ ความสนุกสนานจากสาว ๆ กับเพลงของพวกเธอที่ติดชาร์ต UK. เป็นว่าเล่น Girl Aloud กับ Sugababes น่ะเหรอ แทบไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้นแล้วล่ะ
Rochelle (โรเชล) อธิบายว่า ที่ตั้งชื่อวง
The Saturdays ก็เพราะ
...“ถ้าพูดถึงวันที่ทุกคนชอบมากที่สุดในสัปดาห์ มันก็จะเป็นวันที่พวกเราได้ออกไปเที่ยวข้างนอกตอนกลางคืน และแน่นอน มันคือวันเสาร์’...เอาเป็นว่าเพลงของสาวๆ น่ะ พ็อพแท้แน่นอน แถมพวกเธอยังภูมิใจกับมันอีกต่างหาก... “ทำไมหลายคนถึงไม่ค่อยชื่นชอบในเพลงพ็อพก็ไม่รู้” มอลลี่เล่าให้ฟังว่า …“ทุกวันนี้ ทุกคนต่างเคร่งเครียดกับแนวทางของดนตรีว่าจะต้องออกมาแปลก โดดเด่น แต่พวกเรานี่แหละเกิร์ลแบนด์แบบเต็มสตรีม และพวกเราก็รักมันมาก.”....“เราไม่ใช่นางเเบบที่ร้องเพลงไม่ได้ พวกเราทั้งหมดมีความสามารถทั้งการร้องเเละการเต้น”... เเฟรงกี้กล่าว ...“ไม่มีใครมาบอกเราให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือต้องทำโน่นทำนี่ เราเเตกต่างจากคนอื่นก็เพราะพวกเราเป็นตัวของตัวเอง เเละนั่นก็เป็นสิ่งที่ควรจะเป็น”...
สาวๆ ทั้ง 5 พร้อมแล้วที่จะออกทัวร์กับเกิร์ลแบนด์รุ่นพี่อย่าง Girls Aloud ก่อนที่จะปล่อยซิงเกิ้ลแรกในแนวอิเลคโทรป็อปอย่าง ‘If This Is Love’
...“พวกเราอดใจไม่ไหวที่จะออกไปร้องเพลงต่อหน้าผู้คน มันต้องเป็นอะไรที่สุดยอดเเน่ๆ”... วาเนสซ่าพูดอย่างตื่นเต้น ...“เเละฉันมั่นใจว่าคนดูจะต้องชื่นชอบมันอย่างแน่นอน”...
...“กับซิงเกิ้ลเเรกของพวกเรานั้นมันช่างมหัศจรรย์มากๆ”... อูน่ายังเล่าให้ฟังต่อว่า ...“พวกเราทำงานกันอย่างหนักมานานแล้ว เเละตอนนี้พวกเราต้องการที่จะโชว์ให้ทุกคนได้เห็นว่าพวกเราสามารถทำอะไรได้บ้าง พวกเราพร้อมเเล้ว”

The Saturday นี่ล่ะที่จะเป็นผู้นำเพลงป็อปให้กลับมามีชีวิตชีวา??
มารู้จักพวกเธอแบบรายตัวกันเลยดีกว่า….
Frankie sandford (แฟรงกี้)
ตำแหน่ง Guitar, Vocals
เเฟรงกี้เป็น 1 ในสมาชิก S Club Juniors เมื่อปี 2002 เธอยังคงร้องเพลงต่อไปหลังจากเเยกวงกันเเล้ว เเละเธอก็ยังคอยโอกาสที่จะกลับมาอีกครั้ง เเละนี่เธอก็ได้รับโอกาสนั้น
เธอพูดถึงตัวของเธอเองเหมือนเด็กสาวทั่วๆไปว่า เธอชอบที่จะมีความรักเเละไม่ชอบคนส่งเสียงดังขณะทานอาหาร “ฉันต้องพูดอะไรสักอย่างเสมอ ” เธอเิปิดกว้างเรื่องความรักเเละเปิดโอกาสที่จะให้หนุ่มหล่อผ่านเข้ามา ซึ่งคนส่วนใหญ่จะพบคู่ที่เหมาะสมกันกับตนเอง แฟรงกี้ชอบหนุ่มแนวนักดนตรี ของโปรดตอนนี้คือครัวซองค์ช็อคโกแลต
Una Healy (อูน่า)
ตำแหน่ง Vocals, guitar
เริ่มเส้นทางนักร้องจากวงร็อค เเละหลังจากเขียนเพลงเเละบันทึกเพลงอัลบั้มของเธอเอง โดยเธอได้ไปโชว์ตามคลับเเละบาร์ในเเถบ Ireland เธอเป็นคนไวต่อสิ่งต่างๆ เเละเป็นพวกเข้มเเข็ง ซึ่งดูเหมือนว่าเธอจะเป็นคนที่มีเหตุผลที่สุดในวง เเต่ทุกครั้งเธอจะสร้างความประหลาดใจด้วยคารมคมคาย เธอเป็นคนง่ายๆเเละชอบการผ่อนคลาย เเละดูหนัง เธอนักกีต้าร์ที่น่าทึ่ง เธอชอบการออกกำลังกายที่ยิมเเละชอบดื่มชา เธอไม่ทนกับคนที่ไม่ดี เเละไม่เข้าใจว่าทำไมบางคนถึงได้ชอบคนเเบบนั้น ทุกคนในวงต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเธอช่างเป็นเรื่องสุดยอดมาก”
Mollie King (มอลลี่)
ตำแหน่ง Vocals, Guitar
เธอเคยเป็นสมาชิกในวงเกิร์ลแบนด์ 2-3 วงเมื่อตอนเด็กๆ เเต่เธอไม่เคยขึ้นเวทีเเละได้ออกอัลบั้มเลย เธอเป็นเด็กสาวคนหนึ่งที่หัวเราะดังมากๆ เท่าที่คุณจะเคยได้ยินมาและเธอจะเป็นคนที่ตื่นเต้นกับทุกอย่าง เธอเป็นคนที่ชอบย่อคำพูดทุกอย่างที่เธอจะพูดออกมา เเละเธออยากจะเจอเซเลบริตี้ ชื่อดัง (หนึ่งในนั้นคือ Britney Spears ที่เธอชื่นชอบมาก) เธอชอบบริทนี่มากๆ เธอไม่ชอบคนหยาบคายและคนที่ไม่มีแรงบันดาลใจ เธอชอบเเฟชั่น ทุกอย่างที่เป็นเเนววินเทจ เธอชอบผู้ชายผมยาว เเละอยากที่จะพบปะคุยกับหนุ่มนักเล่นเซิร์ฟบอร์ด
Vanessa White (วาเนซซ่า)
ตำแหน่ง Vocals
เธอเกิดที่ Somerset เเละโตมากับโรงเรียน Sylvia Young Theatre ใน London เธอเคยเป็นนักเเสดงละครเวทีเรื่อง Lion King โรเชลบอกว่าวาเนสซ่านั้นเหมือนคริสติน่า อากีเรล่า เเต่ตลกกว่าเยอะ คำพูดติดปากเธอคือคำว่า “Cringe” เธอเป็นคนน่ารัก เเละชัดเจนว่าตัวเองชอบอะไรเเละไม่ชอบอะไร เธอหัวเราะได้กับทุกอย่างรอบตัว เเต่ตรงกันข้ามวาเนสซ่าเป็นสาวขี้อาย ติดไฮเปอร์นิดๆ เเละเธอยังชอบเเต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสดใส เเละก็ไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์ เเละผู้คนที่นิสัยไม่ดี
Rochelle Wiseman (โรเชล)
Vocals
โรเชลเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็กๆ และเป็นหนึ่งในสมาชิกจาก S Club Juniors กับ แฟรงกี้ พวกเธอรู้จักกันตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เธอได้ร่วมงานกับช่อง BBC หลังจากที่วง S Club Juniors แยกกัน เธอเป็นคนหวานๆ แต่พูดเสียงดัง ตลกและรักการช็อปปิ้งที่สุด เรื่องฝนตกไม่เป็นปัญหาสำหรับ ไม่ว่าฝนตกหนักแค่ไหน ถ้าเธออยากช็อปปิ้ง เธอก็จะไป ซึ่งก็เป็นตัวตั้งตัวตีที่จะชวนอีก 4 สาวออกไปช็อปปิ้งบ่อยๆ เเม่ของเธอคือเพื่อนที่ดีที่สุดและเธอไม่ชอบให้ใครที่มีกลิ่นปากมาหายใจรดเธอ เเละเธอเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเอง ซื่อสัตย์ เเละชอบคนที่ทะเยอทะยาน เธอชอบผู้ชายสูง ผิวเข้มและมีกล้าม พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้ชายหล่อที่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาทำ
http://www.thesaturdays.co.uk/
ข้อมูล : Universal
สาวๆ
วง The Saturdays เจ้าของเพลงฮิต If This Is Love
เเละ Issues จากอัลบั้ม Chasing Lights
ที่กำลังไต่ชาร์ตเพลงคลื่นต่างๆในบ้านเราขณะนี้
พร้อมแล้วกับการมาโปรโมทในประเทศไทยครั้งเเรก!!
บินตรงมาพบเเฟนเพลงชาวไทยโดยเฉพาะ
แบบสุด Exclusive ในวันที่ 2-5 สิงหาคมนี้แน่นอน!!
โดยงานนี้เฉพาะ winner จาก mediapartner และสื่อมวลชน
เฉพาะผู้ที่มีบัตรเข้างานเท่านั้น
จะได้สัมผัสกับพวกเธอแบบใกล้ชิดในงาน
อังคารที่ 4 สิงหาคมนี้
Zense @ Zen Central World (ชั้น 17) เวลา 2 ทุ่มเป็นต้นไป
ในงานคุณจะได้กระทบไหล่กับ 5 สาว The Saturdays พร้อมชมโชว์สุดพิเศษที่ 5 สาวเตรียมมาสร้างความประทับใจโดยเฉพาะ เเละภายในงานยังลุ้นของรางวัลใหญ่มากมาย ตลอดค่ำคืน
ใครยังไม่มีบัตรหาบัตรเข้าง่านด่วนที่ Easy FM และ Channel V
http://www.universalmusic.co.th/index.php

Lenka
ช่วงนี้ใครได้ยินโฆษณาตัวหนึ่ง เสียงร้องใสๆ สุดแบ๊ว ต้องถามถึงเพลงนี้ เอ็มวีสุดจะน่ารัก เจ้าเพลงที่ชื่อ The Show ใครร้องกันเหรอ? แถมยังติดชาร์ตบ้านเราเป็นว่าเล่น
เจ้าของเสียงที่ว่าคนนี้ เธอมีชื่อว่า Lenka (เล็ง-ก้า) ศิลปินสาวชาวออสเตรเลีย ด้วยความแรงของเพลง “The Show” ที่ถูกนำไปประกอบโฆษณา, ซีรี่ส์ทางโทรทัศน์มากมาย ชื่อของ Lenka จึงเป็นที่สนใจของแฟนเพลงทั่วโลก และมีคนเข้าไปดู MV “The Show” สุดแบ๊วทาง youtube มากกว่า 1 ล้าน 3 แสนครั้ง เลยทีเดียว
แต่ขอโทษเธออายุ 31 (1978) แล้วนะคะ และนี่ก็เป็นอัลบั้มแรกของเธอซะด้วย โดย Lenka นั้นเกิดและเติบโตในออสเตรเลียมีผลงานด้านการแสดงมาแล้วทั้งละครเวที, ละครโทรทัศน์, ภาพยนตร์อินดี้ รวมทั้งยังเคยเป็นนักร้องนำให้กับวง Decoder’s Ring ถึง 2 อัลบั้ม ก่อนที่จะตัดสินใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลมา LA เพื่อเป็นศิลปินเดี่ยว
ด้วยเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์อีกทั้งความสามารถในการเขียนเพลง
Lenka จึงได้รับข้อเสนอจากค่ายเพลงมากมาย
แต่ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเซ็นสัญญากับ Epic
Records ออกอัลบั้มแรกที่ใช้ชื่อตัวเองเป็นชื่ออัลบั้ม ซึ่งนอกจากเพลง “The Show” ซึ่งเป็นเพลงเด่นประจำอัลบั้มนี้แล้ว
ยังมีเพลงที่น่าสนใจ อาทิ “Trouble Is A
Friend” และ “Live Like You’re Dying” ที่ถูกนำไปประกอบซีรี่ยส์ Grey’s Anatomy, “Dangerous & Sweet” ที่ได้ศิลปินรับเชิญ Howie Day มาร่วมร้องในเพลงนี้ด้วยโดยอัลบั้มนี้ ออกมาตั้งแต่ 24
September 2008 เพิ่งจะมาได้ฤกษ์โปรโมทกันก็เกือบๆ กลางปีน่ะจ้า แอ๊บแบ๊วสุดๆ ไปเลย
อ้อในเอ็มวี The Show บางมุม ดูแล้วนึกถึง Lily Allen เหมือนกันนะเนี่ย
: ข้อมูลบางส่วนจาก Sony Music

The Black Eyed Peas
หรือ BEP วงฮิพฮ็อพพ็อพที่โด่งดังและยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคจากแอลเอกลับมาแล้ว หลังจากทิ้งท้ายไว้ที่ อัลบั้ม Monkey Business ในปี 2005 และขอบอกว่ากลับมาครั้งนี้...ไม่ธรรมดา เพราะคุณพี่ Will.I.Am เล่นพาสาว Fergie เฝอ ที่รุ่งอรุณโรจน์กับอัลบั้มเดี่ยว The Ducthess ที่คุณพี่ปลุกปั้นโปรดิวซ์มากะมือ พร้อมลูกทีมอีก 2 หน่ออย่าง Taboo และ Apl.De.Ap เข้ายึดชาร์ตบิลบอร์ด แรงนำร่องมาก่อนด้วยซิงเกิ้ลแรก Boom Boom Pow เพลงแด๊นซ์สไตล์ดิจิตอล ที่แรงสุดๆ อันดับ #1 Billboard Hot 100 กว่า 12 สัปดาห์ ตบด้วย ซิงเกิ้ลที่ 2 ที่ไม่รู้มันเริ่ดตรงไหน ขึ้นท็อปได้ไง? I Gotta Feeling เปิดตัวที่อันดับ 2 เป็นรองแค่ Boom Boom Pow ของพวกเขาเท่านั้น!!! กับอัลบั้มฮิพฮ็อพแด๊นซ์อิเลคโทรพ็อพสุดมันส์ และซาวน์ดนตรีสุดล้ำ สมกับเป็นวงฮิพฮอพที่นำทีมโดย Will.I Am.โปรดิวเซอร์มือทองของยุคที่งานชุกไม่แพ้ใครหน้าไหน กับอัลบั้มชุดที่ 5 ที่ใช้ชื่อว่า The E.N.D (Energy Never Dies) ที่ไม่ว่าจะรวมกันวงนี้เขาก็รอด หรือจะให้แยกเดี่ยว ก็รอดอีก...ไม่มีพาวงล่มแน่นอน
เจ้าของสถิติคอนเสิร์ตที่ Sold Out ถึง3 รอบติดๆ ในเมืองไทย (แว่วว่าติดใจเมืองไทยมากจนจะมาอีกนะเนี่ย) และยอดขายทั่วโลกกว่า 18 ล้านอัลบั้ม 9 ล้านก๊อปปี้ซิงเกิ้ล พร้อมเพลงฮิตอย่าง My Humps (#3US), Where Is The Love(#8US.) , Don’t Phunk With My Heart (#3US) , Don’t Lie, Hey Mama การกลับมาครั้งนี้ เป็นการรวมตัวอีกครั้งของสมาชิกทั้ง 4 อีกครั้งหลังจากแยกย้ายกันไปมีผลงานเดี่ยว และแน่นอนว่าการกลับมาครั้งนี้ BEP ก็ได้สร้างสถิติกลายเป็น 1 ใน11 ศิลปินที่เป็นเจ้าของอันดับ 1-2 พร้อมกันบนชาร์ตบิลบอร์ด พร้อมกันนี้ Boom Boom Pow ยังกลายเป็นอันดับ 1 เพลงแรกของทางวง ที่สร้างสถิติยึดชาร์ตอันดับ 1 ไว้นานถึง 12 สัปดาห์ และยังแรงด้วยยอดขายอันดับ 1 ทั้งออสเตรเลีย แคนาดา และ UK. เช่นเดียวกับ I Gotta Felling ที่ขึ้นเป็นอันดับ 1US. เมื่อวันที่ 3 แทน "Boom Boom Pow" กลายเป็นอันดับ 1 เพลงที่ 2 (3UK.) ของทางวงฝีมือโปรดิวซ์โดย David Guetta ดีเจชาวฝรั่งเศสที่กำลังมาแรงสุดๆ ได้รับเลือกให้เป็น World DJ ลำดับ 5 เมื่อปี 2008 ที่มาร่วมปรากฏตัวในเอ็มวีนี้ด้วย

I
Gotta Feeling" ยังถือเป็นซิงเกิ้ลที่เปิดตัวในบิลบอร์ดได้สูงสุดของทางวงคือ
อันดับ#2 มียอดขายดิจิตอลดาวน์โหลดกว่า 1,104,000 เฉพาะในอเมริกา จากการแทนที่ด้วยการขึ้นเป็นอันดับ 1 แทน Boom Boom
Pow นั่นเอง ส่งผลให้ BEP กลายเป็นวงที่ 4
ที่เพลงของตัวเองขึ้นไปแทนที่ อันดับ 1 ของตัวเองในประวัติศาสตร์บิลบอร์ด ต่อจาก The
Beatles, Boy II Men และ Outkast เป็นอันดับ #1 ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ รวมเป็นตัวเลขอันดับ
#1 US. ชาร์ตที่ 15 สัปดาห์ติดต่อกัน เรียกว่ากลับมาครั้งนี้ The Black Eyed
Peas มาแรงเกินคาด ด้วยสถิติเพียบบบบสมกับการเป็นวงที่ไม่เหมือนใคร
และไม่มีใครทำได้อย่างพวกเค้าจริงๆ
>> I got a feeling (David Guetta remix) - Black Eyed Peas

>> Placebo เจ้าของเพลงฮิต Every You Every Me อัลเทอร์เนทีฟร็อคแบนด์จากลอนดอนกลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้องของแฟนเพลง หลังจากซุ่มทำอัลบั้มในช่วง 1ปีที่ผ่านมา รวมถึงปล่อยชิงเกิ้ลให้ดาวโหลดฟรีในเว็บไชด์ My space มีผู้เข้าชมถึง 657,822 ครั้งในช่วงเวลา 3 อาทิตย์เท่านั้น และยังได้รับการโหวตให้เป็นมิวสิควีดีโอยอดเยี่ยม ของ MTV อีกด้วย
13 ปีที่ผ่านมาของ Placebo กับอัลบั้ม 5 ชุดยอดขาย 12 ล้านแผ่นประสบความสำเร็จไปทั่วโลก อัลบั้มชุดที่ 5 “MEDs” ของพวกเค้ามียอดขายถึง 1.1 ล้านแผ่น รวมถึงทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกกว่า 18 เดือน ซึ่งจบลงในปี 2007 ที่ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
PLACEBO มีสมาชิก
3 คนด้วยกันคือ Brian Molko ร้องนำ, Stefan Olsdal มือเบส , Steve Forrest และมือกลองคนใหม่
....“มีมือกลองมากหน้าหลายตาติดต่อเข้ามาซึ่ง สตีฟ ก็เป็นหนึ่งในนั้น จุดประสงค์คือเรากำลังมองหามือกลองที่ยังไม่มีชื่อเสียงหรือไม่เป็นสมาชิกวงที่มีชื่อเสียง เรากำลังมองหาคนที่มีความกระตือรือร้นเหมือนเรา คนที่จะมาพบกับประสบการณ์ที่เราได้เจอแล้วแต่เค้ายังไม่ได้เจอ ซึ่งความตื่นเต้นของเค้า จะทำให้เราได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง”... Brian กล่าว
ไบรอันและสตีเฟ่นกลับไปเขียนเพลงอีกครั้งเหมือนในปี 1994 หลังสัญญากับค่ายยักษ์ใหญ่ Virgin หมดลงหลังอัลบั้ม MEDs ซึ่งทั้งคู่ก็มีความลังเลที่จะกลับเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของค่ายใหญ่ ในที่สุดก็เลือกอิสระที่เป็นเส้นทางของศิลปินอย่างแท้จริง ในอัลบั้มใหม่ลำดับที่ 6 “Battle for the Sun” ชุดนี้ พวกเค้าได้ทำอัลบั้มที่ตรงกันข้ามกับ MEDs อย่างสิ้นเชิง “Battle for the sun” กล่าวถึงการที่จะเลือกใช้ชีวิต การก้าวออกมาจากด้านมืดของชีวิตและสิ่งที่เลวร้ายในอดีตที่ผ่านมา หันหลังให้กับด้านมืด เพราะว่ามันได้เกิดขึ้นไปแล้ว ขอเลือกที่จะยืนอยู่ด้านสว่างมากกว่า หลายเพลงได้แรงบันดาลใจตอนที่ล่องเรืออยู่บนแม่น้ำมัวร์และแสงเงาของหอไอเฟิลพาดผ่าน
Comment from MOjo Magazine , Kerrang , and Rock Sound.
· “นับเป็นขั้นสุดยอด ของ PLACEBO ในอัลบั้มนี้” Mojo Magazine
· “Battle for the sun” เป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของ PLACEBO Kerrang Magazine.
· ไม่มีอะไรเปรียบได้กับพัฒนาการของ PLACEBO ที่ตอนนี้ได้มาถึงจุดสูงสุด Rock Sound Magazine
PLACEBO จะออกจำหน่ายทั่วประเทศในวันที่ 8 มิถุนายน นี้ นอกจากนี้ PLACEBO ยังได้ตกลงที่จะมาทัวร์คอนเสิร์ตใน Korea , Taiwan , Hong Kong , Osaka , Tokyo เพื่อไม่ให้แฟนฯ ในเอเชียไม่พลาดอย่างแน่นอน

* Placebo ประกอบไปด้วยสมาชิก Brian Molko, Stefan Olsdal และมือกลองคนใหม่ Steve Forrest.
* พวกเค้าได้ออกอัลบั้มแรก ในปี 1996 ในปัจจุบันนับรวม 6 อัลบั้มด้วยกัน ยอดขายกว่า 12 ล้านอัลบั้มทั่วโลก
* Placebo มีแฟนเพลงประเภทแฟนพันธุ์แท้อย่างมากมายในแต่อัลบั้ม และก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
* Placebo เคยร่วมงานทางดนตรีกับนักร้องที่มีชื่อเสียงมากมายเช่น
David
Bowie, Michael Stipe, Robert Smith &
The Cure and Frank Black
* Placebo เป็นนักร้องระดับโลกซึ่งนอกจากที่จะร้องและพูดได้ถึง 5 ภาษาแล้ว อัลบั้มของพวกเค้ายังได้รับแผ่นเสียง ทองคำ และ ทองคำขาว มากกว่า 30 ประเทศ โดยในจำนวนนี้รวมถึง Argentina, Australia, Austria, Belgium, Chile, France, Germany, Greece, Italy, Mexico, Switzerland and the UK. ด้วย
* Meds อัลบั้มที่ 5 ของPlacebo ถูกออกวางจำหน่ายในเดือน มีนาคมปี 2006 และขึ้นถึงอันดับที่ 1 ใน 7ประเทศด้วยกัน นอกจากนั้นก็ติดอยู่ในอันดับที่ 20 ใน 30 ประเทศด้วยกัน อันดับ 1 European Billboard Charts และยังได้รับแผ่นเสียงทองคำ 7 ประเทศด้วยกัน
* อัลบั้มนี้ได้ David Bottrill (Tool, dEus) มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ มิกช์เสียง โดย Alan Moulder (My Bloody Valentine, Smashing Pumpkins).
* Battle Of The Sun มีกำหนดวางขายใน เดือน มิถุนายน ปี 2009 Placebo ได้ปล่อยเพลงนี้ชื่อเดียวกับอัลบั้มให้แฟนเพลงได้ให้ดาวโหลดกันไปแล้วเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยมี For What It's Worth เป็นซิงเกิ้ลแรก
* เดือนธันวาคมปีที่แล้ว Placebo เป็นวงดนตรีวงแรกที่ได้เล่นคอนเสิร์ตในประเทศ กัมพูชาโดยพวกเขาได้แสดงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานคอนเสิร์ตเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ “MTV Exit Concert” ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตที่กระตุ้นให้ตระหนักหรือต่อต้านการลักลอบการค้ามนุษย์และทาส
คลิกฟัง ซิงเกิ้ลแรก "For What It's Worth"
ข้อมูล : special thanks : คุณโอ๋ riverman
ห่างจากวงการไปนานถึง 5 ปี ทิ้งไว้ที่อัลบั้ม Encore เมื่อปี 2004 พร้อมข่าวคาวเรื้อรัง ด่าแม่ คืนดีเมีย ลามปามไปถึงอ้วนเป็นหมูจนกู่ไม่กลับ วันนี้ M&M ลูกพี่ใหญ่แห่ง Aftermath Entertainment และ Shady Records ในเครือ Interscope Records พร้อมเเล้วที่จะมาให้สร้างสีสันจิกกัดมุขเดิมๆ ให้กับวงการแร็พ และบรรดาสาวอึ๋มแม่พวกสาวดั๊มบลอนด์ทั้งหลายแหล่ได้ร้อนๆหนาวๆ กับอัลบั้ม Relapse
ที่ Eminem ซุ่มทำงานมาหลายปี รีดอ้วนจนหน้าตอบ มาพร้อมโปรดิวเซ่อร์คู่ใจเจ้าเก่าไม่คิดจะเปลี่ยน Dr.Dre และซิงเกิ้ลเปิดตัวมุขเดิม We Made You
ที่ล้อเลียนเหล่าชาว celebs ในฮอลลีวู้ด
ปีนี้ Eminem 36 ยังโสด ไร้ข่าวคาวเรื่องผู้หญิง ชีวิตนี้มีแต่ป๋า Dre 55... ย้อนกลับไปถึงอัลบั้มเปิดตัว The Slim Shady LP ปี 1999 เข้าวงการมาไม่เท่าไหร่ก็คว้ารางวัล Grammy สาขา Best Rap Album มานอนกอด ตามด้วยThe Marshall Mathers LP ที่ทุกวันนี้ยังคงเป็นเจ้าของสถิติอัลบั้มฮิพฮอพที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ สร้างชื่อให้กับ Eminem ขึ้นมาเป็นเจ้าของค่าย Shady Records ของตัวเอง รวมไปถึงโปรเจ็กต์ D12 ต่อยอดมาจนถึงอัลบั้มชุดที่ 3 The Eminem Show ที่ได้แกรมมี่ไปครองอีกเช่นเคยในปี 2002 และที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นก็คือAcademy Award สาขา Best Original Song กับหนัง 8 Mile ที่ Eminem รับบทนำ ยอมถอดกางเกงเปิดตูดเข้าฉากเลิฟซีนเอง ทั้งหมดที่กล่าวมา พูดได้เต็มปากว่า แม้จะปากปีจอ ด่าแม่ รักเมียชั่ว อาศัยแต่งหญิงล้อเลียนชาว Celebs ใน MV จนแฟนคลับเริ่มเอียนแค่ไหน Eminem ก็คือ 1 ในสุดยอดแร็พเปอร์ตลอดกาล และฮีโร่ของบรรดาแร็พเปอร์หน้าใหม่ทั้งผิวสีและที่ไม่ใช่ผิวสี
>> ย้อนกลับไปในปี 2005 ช่วงนั้น ป๋าเอ็มของเราตั้งใจพักวงการเพื่อไปเอาดีกับการทำเพลงโปรดิวซ์ให้ศิลปินหน้าใหม่ในค่าย Shady Records ของตัวเอง หลังจากที่ถึงกับต้องแคนเซิ่ล Anger Management Tour เพราะสาเหตุที่ร่างการเหน็ดเหนื่อย ประกอบกับติดยานอนหลับอย่างงอมแงม กระทั่งปีต่อมา ก็มีข่าวให้วงการและแฟนคลับได้ต้องช็อกคิดว่าเป็นข่าวโจ๊กอำกันเล่นๆ เมื่อป๋าเอ็ม กลับไปแต่งงานรอบ 2 กับอดีตภรรยาตัวแสบแม่ Kimberly Scott หวีดหวานกันได้ 11 วีค ก็เป็นอันต้องหย่าอย่างรวดเร็วสายฟ้าแล่บแฟนคลับอึ้งในที่สุด
Relapse สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 6 เปิดตัวด้วย "Crack a Bottle" ที่พาตัวขึ้นไปถึงอันดับ 1 US. ตามด้วย "We Made You" ที่ตัวเพลงน่าจะถูกใจแฟนคลับทั่วโลกติดหูฟังง่ายมากกว่า และซิงเกิ้ลที่ 3 "3 a.m." เพลงเนื้อหาเเรงๆ
จากประสบการณ์จริงที่เพิ่งเปิดตัว MV ไป ซึ่งแค่เฉพาะปกอัลบั้ม ก็สร้างกระเเสวิจารณ์เกี่ยวกับปกที่มีนัยเเอบเเฝงมากมาย สรุปแล้วก็คือรูปยาเป็นจำนวนมาก ที่รวมกันเป็นโมกเสกรูปหน้าของ Eminem เเละมีสติกเกอร์เจ้าของยา เป็นชื่อจริงคือ Marshall Mathers เเละเเพทย์ผู้สั่งยาโดย Dr.Dre ที่เป็นโปรดิวเซ่อร์คู่ใจนั่นเอง

http://www.eminem.com



on KRYSTAL MEYERS ขอเสียงหน่อยเร้ววว