
>> Placebo เจ้าของเพลงฮิต Every You Every Me อัลเทอร์เนทีฟร็อคแบนด์จากลอนดอนกลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้องของแฟนเพลง หลังจากซุ่มทำอัลบั้มในช่วง 1ปีที่ผ่านมา รวมถึงปล่อยชิงเกิ้ลให้ดาวโหลดฟรีในเว็บไชด์ My space มีผู้เข้าชมถึง 657,822 ครั้งในช่วงเวลา 3 อาทิตย์เท่านั้น และยังได้รับการโหวตให้เป็นมิวสิควีดีโอยอดเยี่ยม ของ MTV อีกด้วย
13 ปีที่ผ่านมาของ Placebo กับอัลบั้ม 5 ชุดยอดขาย 12 ล้านแผ่นประสบความสำเร็จไปทั่วโลก อัลบั้มชุดที่ 5 “MEDs” ของพวกเค้ามียอดขายถึง 1.1 ล้านแผ่น รวมถึงทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกกว่า 18 เดือน ซึ่งจบลงในปี 2007 ที่ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
PLACEBO มีสมาชิก
3 คนด้วยกันคือ Brian Molko ร้องนำ, Stefan Olsdal มือเบส , Steve Forrest และมือกลองคนใหม่
....“มีมือกลองมากหน้าหลายตาติดต่อเข้ามาซึ่ง สตีฟ ก็เป็นหนึ่งในนั้น จุดประสงค์คือเรากำลังมองหามือกลองที่ยังไม่มีชื่อเสียงหรือไม่เป็นสมาชิกวงที่มีชื่อเสียง เรากำลังมองหาคนที่มีความกระตือรือร้นเหมือนเรา คนที่จะมาพบกับประสบการณ์ที่เราได้เจอแล้วแต่เค้ายังไม่ได้เจอ ซึ่งความตื่นเต้นของเค้า จะทำให้เราได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง”... Brian กล่าว
ไบรอันและสตีเฟ่นกลับไปเขียนเพลงอีกครั้งเหมือนในปี 1994 หลังสัญญากับค่ายยักษ์ใหญ่ Virgin หมดลงหลังอัลบั้ม MEDs ซึ่งทั้งคู่ก็มีความลังเลที่จะกลับเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของค่ายใหญ่ ในที่สุดก็เลือกอิสระที่เป็นเส้นทางของศิลปินอย่างแท้จริง ในอัลบั้มใหม่ลำดับที่ 6 “Battle for the Sun” ชุดนี้ พวกเค้าได้ทำอัลบั้มที่ตรงกันข้ามกับ MEDs อย่างสิ้นเชิง “Battle for the sun” กล่าวถึงการที่จะเลือกใช้ชีวิต การก้าวออกมาจากด้านมืดของชีวิตและสิ่งที่เลวร้ายในอดีตที่ผ่านมา หันหลังให้กับด้านมืด เพราะว่ามันได้เกิดขึ้นไปแล้ว ขอเลือกที่จะยืนอยู่ด้านสว่างมากกว่า หลายเพลงได้แรงบันดาลใจตอนที่ล่องเรืออยู่บนแม่น้ำมัวร์และแสงเงาของหอไอเฟิลพาดผ่าน
Comment from MOjo Magazine , Kerrang , and Rock Sound.
· “นับเป็นขั้นสุดยอด ของ PLACEBO ในอัลบั้มนี้” Mojo Magazine
· “Battle for the sun” เป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของ PLACEBO Kerrang Magazine.
· ไม่มีอะไรเปรียบได้กับพัฒนาการของ PLACEBO ที่ตอนนี้ได้มาถึงจุดสูงสุด Rock Sound Magazine
PLACEBO จะออกจำหน่ายทั่วประเทศในวันที่ 8 มิถุนายน นี้ นอกจากนี้ PLACEBO ยังได้ตกลงที่จะมาทัวร์คอนเสิร์ตใน Korea , Taiwan , Hong Kong , Osaka , Tokyo เพื่อไม่ให้แฟนฯ ในเอเชียไม่พลาดอย่างแน่นอน

* Placebo ประกอบไปด้วยสมาชิก Brian Molko, Stefan Olsdal และมือกลองคนใหม่ Steve Forrest.
* พวกเค้าได้ออกอัลบั้มแรก ในปี 1996 ในปัจจุบันนับรวม 6 อัลบั้มด้วยกัน ยอดขายกว่า 12 ล้านอัลบั้มทั่วโลก
* Placebo มีแฟนเพลงประเภทแฟนพันธุ์แท้อย่างมากมายในแต่อัลบั้ม และก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
* Placebo เคยร่วมงานทางดนตรีกับนักร้องที่มีชื่อเสียงมากมายเช่น
David
Bowie, Michael Stipe, Robert Smith &
The Cure and Frank Black
* Placebo เป็นนักร้องระดับโลกซึ่งนอกจากที่จะร้องและพูดได้ถึง 5 ภาษาแล้ว อัลบั้มของพวกเค้ายังได้รับแผ่นเสียง ทองคำ และ ทองคำขาว มากกว่า 30 ประเทศ โดยในจำนวนนี้รวมถึง Argentina, Australia, Austria, Belgium, Chile, France, Germany, Greece, Italy, Mexico, Switzerland and the UK. ด้วย
* Meds อัลบั้มที่ 5 ของPlacebo ถูกออกวางจำหน่ายในเดือน มีนาคมปี 2006 และขึ้นถึงอันดับที่ 1 ใน 7ประเทศด้วยกัน นอกจากนั้นก็ติดอยู่ในอันดับที่ 20 ใน 30 ประเทศด้วยกัน อันดับ 1 European Billboard Charts และยังได้รับแผ่นเสียงทองคำ 7 ประเทศด้วยกัน
* อัลบั้มนี้ได้ David Bottrill (Tool, dEus) มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ มิกช์เสียง โดย Alan Moulder (My Bloody Valentine, Smashing Pumpkins).
* Battle Of The Sun มีกำหนดวางขายใน เดือน มิถุนายน ปี 2009 Placebo ได้ปล่อยเพลงนี้ชื่อเดียวกับอัลบั้มให้แฟนเพลงได้ให้ดาวโหลดกันไปแล้วเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยมี For What It's Worth เป็นซิงเกิ้ลแรก
* เดือนธันวาคมปีที่แล้ว Placebo เป็นวงดนตรีวงแรกที่ได้เล่นคอนเสิร์ตในประเทศ กัมพูชาโดยพวกเขาได้แสดงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานคอนเสิร์ตเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ “MTV Exit Concert” ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตที่กระตุ้นให้ตระหนักหรือต่อต้านการลักลอบการค้ามนุษย์และทาส
คลิกฟัง ซิงเกิ้ลแรก "For What It's Worth"
ข้อมูล : special thanks : คุณโอ๋ riverman
ห่างจากวงการไปนานถึง 5 ปี ทิ้งไว้ที่อัลบั้ม Encore เมื่อปี 2004 พร้อมข่าวคาวเรื้อรัง ด่าแม่ คืนดีเมีย ลามปามไปถึงอ้วนเป็นหมูจนกู่ไม่กลับ วันนี้ M&M ลูกพี่ใหญ่แห่ง Aftermath Entertainment และ Shady Records ในเครือ Interscope Records พร้อมเเล้วที่จะมาให้สร้างสีสันจิกกัดมุขเดิมๆ ให้กับวงการแร็พ และบรรดาสาวอึ๋มแม่พวกสาวดั๊มบลอนด์ทั้งหลายแหล่ได้ร้อนๆหนาวๆ กับอัลบั้ม Relapse
ที่ Eminem ซุ่มทำงานมาหลายปี รีดอ้วนจนหน้าตอบ มาพร้อมโปรดิวเซ่อร์คู่ใจเจ้าเก่าไม่คิดจะเปลี่ยน Dr.Dre และซิงเกิ้ลเปิดตัวมุขเดิม We Made You
ที่ล้อเลียนเหล่าชาว celebs ในฮอลลีวู้ด
ปีนี้ Eminem 36 ยังโสด ไร้ข่าวคาวเรื่องผู้หญิง ชีวิตนี้มีแต่ป๋า Dre 55... ย้อนกลับไปถึงอัลบั้มเปิดตัว The Slim Shady LP ปี 1999 เข้าวงการมาไม่เท่าไหร่ก็คว้ารางวัล Grammy สาขา Best Rap Album มานอนกอด ตามด้วยThe Marshall Mathers LP ที่ทุกวันนี้ยังคงเป็นเจ้าของสถิติอัลบั้มฮิพฮอพที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ สร้างชื่อให้กับ Eminem ขึ้นมาเป็นเจ้าของค่าย Shady Records ของตัวเอง รวมไปถึงโปรเจ็กต์ D12 ต่อยอดมาจนถึงอัลบั้มชุดที่ 3 The Eminem Show ที่ได้แกรมมี่ไปครองอีกเช่นเคยในปี 2002 และที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นก็คือAcademy Award สาขา Best Original Song กับหนัง 8 Mile ที่ Eminem รับบทนำ ยอมถอดกางเกงเปิดตูดเข้าฉากเลิฟซีนเอง ทั้งหมดที่กล่าวมา พูดได้เต็มปากว่า แม้จะปากปีจอ ด่าแม่ รักเมียชั่ว อาศัยแต่งหญิงล้อเลียนชาว Celebs ใน MV จนแฟนคลับเริ่มเอียนแค่ไหน Eminem ก็คือ 1 ในสุดยอดแร็พเปอร์ตลอดกาล และฮีโร่ของบรรดาแร็พเปอร์หน้าใหม่ทั้งผิวสีและที่ไม่ใช่ผิวสี
>> ย้อนกลับไปในปี 2005 ช่วงนั้น ป๋าเอ็มของเราตั้งใจพักวงการเพื่อไปเอาดีกับการทำเพลงโปรดิวซ์ให้ศิลปินหน้าใหม่ในค่าย Shady Records ของตัวเอง หลังจากที่ถึงกับต้องแคนเซิ่ล Anger Management Tour เพราะสาเหตุที่ร่างการเหน็ดเหนื่อย ประกอบกับติดยานอนหลับอย่างงอมแงม กระทั่งปีต่อมา ก็มีข่าวให้วงการและแฟนคลับได้ต้องช็อกคิดว่าเป็นข่าวโจ๊กอำกันเล่นๆ เมื่อป๋าเอ็ม กลับไปแต่งงานรอบ 2 กับอดีตภรรยาตัวแสบแม่ Kimberly Scott หวีดหวานกันได้ 11 วีค ก็เป็นอันต้องหย่าอย่างรวดเร็วสายฟ้าแล่บแฟนคลับอึ้งในที่สุด
Relapse สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 6 เปิดตัวด้วย "Crack a Bottle" ที่พาตัวขึ้นไปถึงอันดับ 1 US. ตามด้วย "We Made You" ที่ตัวเพลงน่าจะถูกใจแฟนคลับทั่วโลกติดหูฟังง่ายมากกว่า และซิงเกิ้ลที่ 3 "3 a.m." เพลงเนื้อหาเเรงๆ
จากประสบการณ์จริงที่เพิ่งเปิดตัว MV ไป ซึ่งแค่เฉพาะปกอัลบั้ม ก็สร้างกระเเสวิจารณ์เกี่ยวกับปกที่มีนัยเเอบเเฝงมากมาย สรุปแล้วก็คือรูปยาเป็นจำนวนมาก ที่รวมกันเป็นโมกเสกรูปหน้าของ Eminem เเละมีสติกเกอร์เจ้าของยา เป็นชื่อจริงคือ Marshall Mathers เเละเเพทย์ผู้สั่งยาโดย Dr.Dre ที่เป็นโปรดิวเซ่อร์คู่ใจนั่นเอง

http://www.eminem.com
Ciara - Fantasy Ride
สาวผิวสีปีนี้เพิ่งจะ 23 นางนี้ ใครๆ ต่างก็คาดการณ์ว่าเธอจะขึ้นเป็น The new Janet Jackson ศิลปินคนโปรดของเจ้าตัว หรือแม้แต่ Beyonce ในตอนนั้นก็ยังมีหนาว...พอมาเจอเข้ากับอิทฤทธิ์ร่มคันโตของเพื่อนร่วมรุ่น Rihanna เข้าไปแค่นั้นแหละ ชื่อของ Ciara แม้ในปีสองปีที่ผ่านมาจะไม่เปรี้ยงปร้าง แต่เชื่อแน่ว่าคอฮิพฮอพ/อาร์แอนด์บีหลายคนแอบติดใจเธอกันตั้งแต่เปิดตัวด้วยอัลบั้ม Goodies ปี 2004 ที่มีซิงเกิ้ลฮ็อตไม่ว่าจะ‘Goodies’ อันดับ 1 US./UK. หรือที่โดนเข้าจังๆ ไม่ว่าจะ ‘1, 2 Step’ feat. Missy Elliott, ‘Oh’ feat. Ludacris และยังได้เข้าชิง Grammy Awards สาขา Best New Artist, Best Rap/Sung Collaboration ในเพลง "1, 2 Step"รวมถึง Best Rap Song และ Best Short Form Music Video ในเพลง “Lose Control” ที่สาว Ciara ได้แกรมมี่ตัวแรกมานอนกอด
หลังจากทิ้งท้ายไว้ที่อัลบั้ม The Evolution ปี 2006 ที่มีซิงเกิ้ลTop 10 ถึง 4 เพลงด้วยกันอย่าง Get Up, Promise, Like A Boy และ Can’t Leave ‘Em Alone ...ปี 2009 Ciara กลับมาอีกครั้งกับงานเพลงชุดที่ 3 Fantasy Ride ที่ชิงเปิดตัวด้วยซิงเกิ้ล official Top10 Never Ever ที่ได้ Young Jezzy มาร่วม feat เมื่อมกราต้นปี กระทั่งมารีสตาร์ทด้วยความแรงแบบพีคสุดๆ กับซิงเกิ้ลที่ 2 ในเพลง สุดเก๋ Love Sex Magic ที่ได้หนุ่มฮ็อตจนเอียนอย่าง Justin Timberlake มาดูเอทแต่งเพลงและโปรดิวซ์ให้จนเหมือนเพลงของตัวเองที่มีสาว Ciara มาสร้างสีสัน ฮา....^_^!
อัลบั้มนี้ยังได้เพื่อนพ้องในวงการไม่ว่าจะ Young Jeezy ,Missy Elliott, The Dream, T-Pain, Ludacris รวมถึงหนุ่มน้อยสุดโหด Chris Brown มาร่วมแจมในเพลง Turntables
Fantasy Ride เปิดตัวที่ #3 Billboard 200 ด้วยยอด 81,000 สร้างสถิติให้ 3 อัลบั้มของเธอนั้นเปิดตัวใน Top3 ทั้งหมดติดต่อกัน แม้จะเป็นอัลบั้มที่เปิดตัวด้วยยอดขายวีคแรกได้น้อยที่สุดในบรรดาอัลบั้มที่ผ่านมา ล่าสุดขายไปแล้วมากกว่า 150,000 ก๊อปปี้
เตรียมพบกันซิงเกิ้ลที่3 ของอัลบั้ม Work ที่ release ที่ UK./US ไปแล้วเรียบร้อยควงคู่มากับเจ๊ MIssy Elliotte อีกรอบ ยังไม่มีอันดับสวยๆ ให้ดูเลยจ้า เพลงคู่กะพี่หยอยน่ะ ติด #10 ก็หรูที่สุดแล้ว

LABEL: LaFace Records

อุตส่าห์ลดทิฐิ ยอมกลับมารวมตัวออกทัวร์อีกครั้ง กับอดีตพลพรรคผองเพื่อน Boyzone ออกอัลบั้มรวมฮิตพร้อมพลงใหม่ ในชื่อชุด Back Again No Matter What สุดจะเวิร์คไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา
มาปีนี้ ป๋าโร Ronan Keating หนุ่มเสียงนุ่มละมุนในวัย 32 เจ้าของเพลงสุดจะฮิต ทั้ง When You Say Nothing At All, Life Is A Rollercoaster, The Way You Make Me Feel รวมถึงเพลงคัฟเว่อร์อย่าง Irish ที่ร้องได้ดีแจ่มแจ๋วไม่แพ้ต้นฉบับ หนุ่มไอริชสุดโรแมนติกของเรา เลือกถอยโซโล่อัลบั้มชุดที่ 5 ที่มาในคอนเซ็ปต์เพลงเพื่อแม่ หันมาลุยเพลงคัฟเว่อร์ตามถนัด และทำได้ดีเชียวล่ะ
“Songs For My Mother” อัลบั้มที่รวบรวม 10 บทเพลงรักสุดซาบซึ้ง ที่ Ronan Keating อุทิศให้กับคุณแม่ Marie Keating ผู้ล่วงลับ นำมาด้วยเพลงเอก Time After Time, Make You Feel My Love, I Believe I Can Fly รวมถึง This Is Your Song เพลงจากอัลบั้มชุดที่ 3 Turn It On ที่ Ronan เคยเขียนเพลงนี้ให้พ่อกับแม่ไว้ โดยคราวนี้มาในเวอร์ชั่นใหม่น่าฟังกว่าเดิม ใช้เวลาบันทึกเสียงเพียงแค่ 2 วันก่อนเข้าช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีที่ผ่านมา ขนเอาวงออร์เคสตร้ามาบันทึกเสียงกันสดๆ ในสตูดิโอ โดยได้ Stephen Lipson ที่เคยฝากผลงานกับ Paul McCartney, Will Young รวมถึง Pet Shop Boys มาเป็นโปรดิวเซอร์ดูแลอัลบั้มสุดจะไพเราะ ฟังสบายชุดนี้ ที่ขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1 UK. ไปเรียบร้อยในช่วงเทศกาล วันแม่ Mother's Day ของคนอังกฤษ และเปิดตัวที่ #4 Irish Charts ก่อนที่จะขยับขึ้นไปอยู่ท็อปชาร์ตในวีคต่อไป .....โฮ่ะๆ เวิร์คจริง ๆ เลยค่ะป๋า อัลบั้มที่วางแผนการตลาดมาเป็นอย่างดี โดยมี Time After Time งานเก่าของสาวร่างเล็ก Cyndi Lauper การันตีความฮิตซ้า

1. "Time After Time"
2. "Make You Feel My Love"
3. "Both Sides Now"
4. "Vincent"
5. "Carrickfergus"
6. "I Believe I Can Fly"
7. "Mama’s Arms"
8. "Wild Mountain Thyme"
9. "Suspicious Minds"
10. "This Is Your Song"


Utada Hikaru
หรือชื่อเรียกที่แฟนเพลงฝั่งอเมริกา-ยุโรปรู้จักในชื่อของ Hikki หรือ Utada เฉยๆ
Utada Hikaru เข้าวงการมาตั้งแต่เมื่อครั้งอัลบั้มเปิดตัว First Love กับยอดขาย 8 ล้านก๊อบปี้เมื่อปี 1999 ผ่านไป 10 ปี วันนี้ เธอคือ1 ในบรรดาซูเปอร์สตาร์นักร้อง-นักแต่งเพลงแห่งแดนปลาดิบที่มียอดขายอัลบั้มสูงสุดของญี่ปุ่น ด้วยวัยที่เพิ่งจะ 26 ปีในวันนี้ สาวอินเตอร์อย่าง Utada ขอโกอินเตอร์ข้ามหัวเอเชียอีกสักที หลังออกอัลบั้มภาษาญี่ปุ่นมาแล้ว 5 ชุด 1 รวมฮิต 1 อัลบั้มภาษาอังกฤษในชื่อ Exodus เมื่อปี 2004 เครดิตศิลปินเจ้าของยอดขายอัลบั้ม-ซิงเกิ้ลทั้งหมดกว่า 36 ล้านก๊อปปี้ พร้อมการถือครองสถิติ “นักร้องสาวที่มียอดขายสูงสุดในเอเชีย”
โผล่มา FF>> ทั้งที แน่นอน สาวฮิกกี้ Utada ก็ต้องมาพร้อมอัลบั้มเพลงสากลลำดับที่ 2 ที่มาครั้งนี้ บุกตลาดวางขายในอเมริกาภายใต้สังกัด Island Def Jam Records อัลบั้มเปิดตัวที่ #178 ใน บิลบอร์ด 200 ซิงเกิ้ลเปิดกระหน่ำวิทยุเพลงสากลบ้านเรา ฮิตติดหูไปแล้วเรียบร้อยกับซิงเกิ้ลเเรก “Come Back To Me” อาร์เเอนบีบัลลาด ที่แม้แต่ Ne-Yo ก็ยังเอ่ยปากชมว่างั้น
กลับมาครั้งนี้
แม้อัลบั้มภาษาอังกฤษชุดแรกจะทำยอดขายได้น้อยที่สุดในชีวิต สาวฮิกกี้ก็ขอทุ่ม ดึงตัวจับคู่ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ดังระดับ
Stargate ระดับ Tricky" Stewart ที่ร่วมงานมาแล้วทั้ง Madonna / Rihanna ตัว Utada เองมีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อร้องแทบจะทุกแทร็คในอัลบั้ม
บันทึกเสียงทั้งที่นิวยอร์ก แอตแลนต้า ญี่ปุ่น รวมถึงแพลนที่จะออกทัวร์โปรโมทอัลบั้มในอเมริกาตามมา แม้ตัวอัลบั้มจะลอยลำเข้าบิลบอร์ดเปิดตัวอย่างไม่สวยหรูเท่าไหร่
แต่มาดูกันที่ยอดขายใน iTunes ของอัลบั้มนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
“This Is The One” ทำยอดดิจิตอลดาวน์โหลดถือครองอันดับ
#19 iTunes US.
Chart โดยที่ผ่านมา ไม่มีศิลปินจากญี่ปุ่นคนไหนสามารถลอยลำผ่านเข้า Top
100 ชาร์ตนี้ได้เลยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

....และนี่ก็คือ
Utada Hikaru ซูเปอร์สตาร์สาวตัวจริงที่เกิดที่เมืองนิวยอร์กแต่ไปโตที่ญี่ปุ่นและในอเมริกา
แต่แหมจะ ไอ้ชุดม่วงๆ ผมม้านี่..คล้ายป้าจินตราไปนิด แฟนคลับอย่าว่ากันเน้อ...


Kelly Clarkson
....แก้วตาขาร็อค...
ทำเอาแฟนคลับแม่สาวAIตัวอวบเสียศูนย์ไปไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะรูปลักษณ์หรือแนวเพลงกับ My December อัลบั้มลำดับ 3 เมื่อสองปีก่อน ที่มาพร้อมซิงเกิ้ลเปิดตัว "Never Again" ที่แม้จะอันดับสูงสุดที่ #8 อัลบั้มเปิดตัวที่ # 2 บิลบอร์ด แต่มันก็กลายเป็นอัลบั้มที่ทำยอดขายได้น้อยที่สุดของ Kelly Clarkson ไปซะนี่
มาปีนี้สาวอเมริกันไอด้อลวัย 26 เจ้าของตำแหน่งปี 2002 กลับมาอีกครั้งกับงานใหม่ลำดับที่ 4 “All I Ever Wanted” ที่เปิดตัวอย่างหรูเริ่ดด้วยซิงเกิ้ลแรกชื่อออกจะแรง “My Life Would Suck Without You” ฝีมือแต่ง- โปรดิวซ์โดย Dr. Luke และ Max Martin ที่อันดับ 1# บิลบอร์ด ด้วยสถิติสุดอลัง ก้าวกระโดดจาก #97 ไป #1 แทนที่ "Womanizer" ของแม่บริท Britney Spears กลายเป็นอันดับ #1 เพลงที่ 2 ต่อจากเมื่อครั้งเปิดตัวที่ "A Moment Like This"เพลงสไตล์บัลลาดที่สาวกเชียร์อยากให้แม่คุณยึดแนวนี้ซะเต็มประดา 'My Life Would Suck Without You' ยังข้ามฝั่งไปโดนใจคอเพลงอังกฤษยึดอันดับ #1 UK. เป็นครั้งแรกอีกด้วย
>> All I Ever Wanted
มาพร้อมกับเหล่าขุนพลนักแต่งเพลง-โปรดิวเซอร์ไม่ว่าจะ
Ryan Tedder ที่กำลังเครื่องร้อน Dr. Luke,
Max Martin, Howard Benson นอกจากซิงเกิ้ล
"I Do Not Hook Up" ที่ถูกวางตัวไว้เป็นซิงเกิ้ลที่ 2
ของอัลบั้มแล้ว ยังมีเพลงอย่าง “Cry” และ “I Want You” สองเพลงสุดเพราะที่
Kelly แต่งเอง และ “I Do Not Hook Up” ที่ได้สาว
Katy Perry มาช่วยแต่งเพลงนี้ให้ และยังมาพร้อมของแถม:
CD+DVD ประมวลภาพเบื้องหลังการทำงานในอัลบั้ม เอ็มวี“My Life
Would Suck Without You” + Photo Gallery สำหรับแฟนคลับที่ตามเชียร์สาวไอด้อลลูกหมูคนนี้อย่างเหนียวแน่น
>> ลูกผัวกวนใจน่ะเหรอ ...ไม่มีค่ะ
อายุอานามผ่านร้อนผ่านหนาว 7 ปีในวงการมาหยุดที่ตัวเลข 26 แต่ Kelly Clarkson ในตอนนี้ก็ยังไม่มีที่ท่าว่าจะมีตัวจริง จับคู่หนุ่มผู้โชคดี มาเข้าพิธีแต่งงานมีลูกผัวขายภาพออกสื่อ เมื่อเทียบกับซูเปอร์สตาร์ในวัยเดียวกัน หนูลี่บอกว่า เธอไม่ได้ปิดกั้นตัวเองหรอกนะ เพียงแต่ยังไม่เจอหนุ่มที่จะมาสู้รบปรบมือ รับกับตารางงาน-ทัวร์ที่ยุ่งเหยิงของเธอได้ ที่ผ่านมาก็คบหาเดทถูกใจมา 2-3 คน แต่ก็ยังไม่มีเวลาให้หนุ่มๆ พวกนี้อยู่ดี ส่วนหนุ่มที่มีข่าวกะเธอน่ะเหรอ ก็ Graham Colton ที่เคยออกทัวร์ด้วยกันนั่นไงล่ะ
Taylor
Swift
>> Taylor Alison Swift หรือ Taylor Swift สาวน้อยอเมริกันจากเพนซิลวาเนีย วัย 19 น้องใหม่แห่งวงการคันทรี่ย์ ที่มีแรงบันดาลใจรุ่นพี่หน้าตาสะสวยไม่แพ้กันอย่าง
LeAnn Rimes เพลงที่เธอร้องเป็นฝีมือเขียนเพลงด้วยตัวเอง
ที่สำคัญ เธอยังเลือกที่จะร้องเพลงที่มาจากตัวเองเท่านั้นอีกด้วย
แค่นี้ก็ไม่ธรรมดาซะแล้ว
>> จุดเริ่มต้นในวงการของ
Taylor Swift ถ้านับกันจริงๆ ก็เพิ่งจะปี 2006 ด้วยการส่งซิงเกิ้ล "Tim
McGraw" ขึ้นไปถึงอันดับ #6 Billboard
Country Charts หลังจากนั้นไม่นาน เดือนตุลาปีเดียวกัน
อัลบั้มแรกชื่อเดียวกับตัวเอง Taylor Swift ก็ได้ฤกษ์วางขาย มีเพลงฮิตติดชาร์ตบิลบอร์ดคันทรี่ย์จากอัลบั้มนี้ถึง
5 ซิงเกิ้ลด้วยกัน
>> Taylor Swift เจ้าหญิงแห่งวงการคันทรี่ย์คนล่าสุดของวงการคนนี้ เป็นเจ้าของสถิติ ศิลปินที่มียอดขายอัลบั้มสูงสุดของปี 2008 ในอเมริกากว่า 4 ล้านชุด จาก 2 อัลบั้ม ซึ่งก็คือ Fearless อัลบั้มล่าสุด และ Taylor Swift ที่อันดับ #3 และ #6 ด้วยยอดขาย 2.1 และ 1.5 ล้านก๊อบปี้ ที่มาพร้อมสถิติ ศิลปินคนแรกที่มี 2 อัลบั้มอยู่ใน Top 10 Year End album Chart ปลายปี 2008 และยังเป็นอัลบั้มแรกของนักร้องสาวคันทรี่ย์ ที่ล็อกอันดับ # 1 Billboard 200 ถึง 8 วีคด้วยกัน โดยมีซิงเกิ้ลฮิต "Love Story" ที่นอกจากจะ สามารถเปิดตัวใน Top 5 Billboard Hot 100 ได้อย่างสวยงามแล้ว ยังกลายเป็นเพลงคันทรี่ย์ดิจิตอลดาวน์โหลดที่มียอดโหลดสูงสุดในประวัติศาสตร์วงการเพลงคันทรี่ย์เลยทีเดียว
>> นี่คือเด็กสาวที่เริ่มต้นชีวิตการร้องและแต่งเพลงด้วยการชนะการแต่งกลอน รบเร้าพ่อแม่ให้ส่งเดโมเทปตัวเองร้องคาราโอเกะเพื่อหวังจะได้เซ็นสัญญาออกอัลบั้มขณะมีอายุได้ 11 ปีเท่านั้น แต่ไม่มีค่ายไหนอ้าแขนรับ แม่หนูน้อยสามารถเขียนเพลง และเล่นกีตาร์ได้ขณะอายุได้ 12 ปีต่อๆ มา เธอเฝ้าเพียรแต่งเพลงเก็บไว้ ในขณะเดียวกันก็ถูกปฏิเสธความฝันมาเรื่อยๆ จนอายุ ได้ 15 วันนั้นของเธอก็มาถึง แต่เธอกลับเลือกที่จะปฏิเสธค่ายยักษ์ใหญ่ระดับ RCA Records ความที่พวกเขาเหล่านั้น ไม่ยอมให้เธอได้ร้องเพลงของตัวเอง ไม่นาน Scott Borchetta ก็จับเธอเซ็นสัญญาพาตัวเข้าสู่สังกัดน้องใหม่อย่าง Big Machine Records สาวน้อยคนเก่งของเราได้เข้าไปอยู่ในทีมนักแต่งเพลงที่อายุน้อยที่สุดที่ถูกจ้างในตอนนั้น
>> ไม่นานนัก "Tim McGraw" ซิงเกิ้ลแรก ก็ตัดโปรโมทช่วงซัมเม่อร์ปี 2006 ตามด้วยอัลบั้มแรกที่ทุกเพลงเป็นฝีมือเขียนและร่วมแต่งเพลงด้วยตัว Taylor Swift เองทั้งหมด มันขึ้นถึงอันดับ #19 Billboard 200 ขายไป 39,000 ก๊อบปี้ในวีคแรก จนในที่สุดอัลบั้มก็พาตัวขึ้นไปถึงอันดับ 1# Billboard Top Country Albums , #5 Billboard 200 ที่เป็นอันดับ #1 ถึง 8 วีคติดต่อกันใน Top Country Albums และคงอยู่ที่ท็อปชาร์ตแบบไม่ต่อเนื่องถึง 24 สัปดาห์ด้วยกัน ลบสถิติมากกว่า 20 สัปดาห์ ที่ The Dixie Chicks และ Carrie Underwood เคยทำไว้ ตำแหน่งเจ้าหญิงคนล่าสุดแห่งวงการคันทรี่ย์ ตกเป็นของสาวน้อย Taylor Swift อย่างไม่ต้องสงสัย MySpace ของเธอ มีผู้เข้าเยี่ยมชมฟังเพลงกว่า 179 ล้านครั้ง อยู่ใน Top 10 MySpace ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากที่สุด (รวมทุกแนวเพลง) เฉพาะในหมวดคันทรี่ย์นั้น เธออยู่ที่อันดับ 1 และยังเป็น MySpace ที่มีผู้เสิร์จหามาที่สุดของปี 2008 อีกด้วย
>> มาถึงที่มาของเพลงฮิต "Tim McGraw" นั้น Taylor Swift เล่าว่า "ตอนที่เขียนเพลงนี้ ฉันคบอยู่กับหนุ่มไฮสคูลที่เขาจะต้องย้ายไปเรียนต่อมหาลัยที่เมืองอื่น ฉันรู้เลยว่าเราต้องเลิกกันแน่ๆ ฉันก็เลยคิดไปต่างๆ นานา ทำยังไงจะทำให้เขาจดจำฉันได้ สิ่งแรกที่ฉันนึกถึงก็คือศิลปินคันทรี่ย์คนโปรดของฉัน ...Tim McGraw" …. 3 เดือนต่อมา สาวน้อยคนสวยของเรา ก็ได้ขึ้นแสดงร้องเพลงนี้ที่งาน Academy Country Music Awards แน่ล่ะว่าเธอได้ร้องเพลงนี้ต่อหน้า Tim McGraw ที่อยู่ในงานนั้น แนะนำตัวเองให้ราชาคันทรี่ย์หวานใจ Faith Hills ได้รู้จักเป็นครั้งแรก จนทำให้แม่หนู Swift ได้ไปเล่นเปิดโชว์ให้กับทัวร์คู่รักของ Tim McGraw & Faith Hill รวมถึง Rascal Flatts
อีกด้วย
>> ซิงเกิ้ลที่ 2 ฝีมือเขียนเพลงของสาวน้อย Swift อีกเช่นกัน "Teardrops On My Guitar" พูดถึงช่วงไฮสคูลที่เธอนั้นไปแอบชอบหนุ่มที่ชื่อ "Drew Hardwick" แต่เขากลับคิดกับเธอแค่เพื่อน แถมยังมาขอปรึกษาเรื่องแฟนของตัวเองกะเธออีกแน่ะ ภายหลังจากที่เพลงนี้เวอร์ชั่นออริจินัลฮิตขึ้นมา มันขึ้นถึงอันดับ #2 บิลบอร์ดคันทรี่ย์ 33# Hot 100 แน่หล่ะเจ้าหนุ่มนั่นก็รู้ทันทีที่เพลงขึ้น... “Drew looks at me…I fake a smile so he won't see”... และเมื่อถูกนำมารีรีลิสอีกครั้งกับมิกซ์ที่มีความเป็นพ็อพมากขึ้น มันก็ขึ้นไปถึงอันดับ #13 Hot 100 / #11 Pop 100 และในปีเดียวกันนี่เอง Taylor Swift ก็ได้รับรางวัลทรงเกียรติในด้านการแต่งเพลง Nashville Songwriters Association International ที่มอบรางวัล Songwriter/Artist of the Year Award นับเป็นศิลปินอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลนี้ เช่นเดียวกับ Grammy Award 2008 เธอได้รับเสนอชื่อเข้าชิง Best New Artist แต่พ่ายให้กับ Amy Winehouse ที่กวาดรางวัลไปเพียบในปีนั้น
>> Fearless อัลบั้มล่าสุดออกวางขายเมื่อปี 2008 เปิดตัวที่อันดับ #1 Billboard ด้วยยอดขาย 592,304 ครองสถิติยอดขายเปิดตัวสูงสูดในบรรดาศิลปินคันทรี่ย์ของปี 2008 มียอดขายเปิดตัวอยู่ที่อันดับ 4 ของปี รองจาก Lil Wayne, AC/DC และ Coldplay ด้วยความพ็อพของงานเพลงในอัลบั้มนี้ที่เข้าสู่ทั้ง 2 ชาร์ต เมนและคันทรี่ย์นี่เอง ชื่อของ Taylor Swift ก็ได้โกอินเตอร์และเป็นที่รู้จักมากขึ้น บวกกับซิงเกิ้ลฮิต ที่เฟรนด์ลี่เลิฟลี่แบบ “Love Story” ที่ดึงเรื่องเล่าแฟร์ลี่เทล โรมิโอ&จูเลียต มาเปรียบเปรยอยู่ในเพลง ส่งผลให้มันเข้าถึงวัยรุ่นซะยิ่งกว่าสาวรุ่นพี่ Carrie Underwood จึงทำให้ Taylor Swift ขึ้นเป็นขวัญใจของใครๆ หลายคนไม่แพ้ Miley Cyrus ทำเอาคอเพลงสากล แทบจะลืมคำจำกัดความว่า ”สาวคันทรี่ย์” ไปเลยทีเดียว นี่คือก้าวแรกเท่านั้นของ Taylor Swift 3 ปีในวงการเพลง กับสถิติมากมาย ด้วยอายุแค่ 18 อ้อไม่ใช่สิ 19 ปีแล้วต่างหาก
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
** ตอนนี้ Taylor อายุ 19 ธันวาปลายปีนี้ เธอถึงจะครบ 20 ถ้าถามว่าเริ่มเข้าสู่วงการเพลงเริ่มอาชีพนี้เมื่อไหร่ คำตอบที่มีให้คือ 10 ขวบ
** อัลบั้มแรกที่ Taylor Swist เรียกร้องที่จะซื้อ คือตอนอายุได้ 6 ขวบ นั่นก็คืออัลบั้มของ LeAnn Rimes ชุดแรกที่แม่หนูน้อยได้เป็นเจ้าของมัน ตอนนั้น LeAnn Rimes ก็เพิ่งจะอายุ 13
** แน่ล่ะหนู Swift ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น การได้ออกทัวร์และเดินทางไปยังที่ต่างๆ จึงเป็นอะไรที่ตื่นเต้น และเป็นเรื่องโปรดปรานของสาวน้อยคนนี้มากๆ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เธอได้บินไปนู่นไปนี่ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สามารถเก็บเกี่ยวเป็นเรื่องราวนำมาแต่งเพลงได้สบายๆ
** การขึ้นชื่อว่าเป็นศิลปินคันทรี่ย์ที่ต้องเดินทางไปแสดงตามรัฐ-หัวเมืองต่างๆ อาทิ Chicago, New York, Dallas, Alabama,Georgia เพิ่งจะอายุแค่นี้ก็ไม่ใช่ข้อแม้ที่เธอจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับรถทัวร์บัส
** อัลบั้มเวอร์ชั่นที่ขายในไทย เพิ่มเพลงฮิตอันดับ 1 จากอัลบั้มแรกอย่าง “Teardrops On My Guitar” และ “Should’ve Said No” และยังได้สาวสุดชิลอย่าง Colbie Calliat มาร่วมแจม
วางขายแล้ว ค่าย Universal นะเออ

"most people don't know how to make love " ...Lily Allen
>> เธอชอบปาร์ตี้ มีคนเรียกเธอว่า นังอ้วน นังอั๊กลี่ Eมาวไม่เลิก แน่ล่ะ...เธอคือศัตรูคู่บี้ปาปาฯ เจ้าของฉายา “นักร้องปากปีจอ” “เจ้าแม่แฟชั่นสุดจี๊ด” (มีแบรนด์เสื้อผ้า-แอสเซสซอรี่-รองเท้าของตัวเองออกมาในปี 2007 ใช้ชื่อ Lily Love) “Teen Icon”, “Queen of MySpace” ทั้งหมดคือฉายาในช่วง 3 ปีในวงการของนักร้องสาววัย 23 Lily Allen อีกหนึ่งทีนไอดอลของยุคนี้ ความภาคภูมิใจของคนอังกฤษที่มาพร้อมกับเทรนด์อะไรๆ ก็ Another Lily Allen ไม่ใช่ Another Michelle Branch or Avril Lavigne…ที่มีลูก*ผัวมากวนใจอีกต่อไป
>> อัลบั้มแรก Alright, Still ปี 2006 ขึ้นถึงอันดับ #2UK. ชาร์ต เช่นเดียวกับซิงเกิ้ลเปิดตัว “Smile” อันดับ #1UK. เมื่อเดือน July 2006 และปลายปีเดียวกันนี่เอง อัลบั้มนี้ ก็ถูกโหวตให้เป็นอันดับ 3 อัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปีของนิตยสาร Mixmag ปี 2007 มันถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลต่างๆ มากมาย ทั้ง Best British Album / BRIT Awards, Best New Artist / MTV Video Music Awards และ 2008 Grammy Award สาขา "Best Alternative Music Album" มียอดขายรวมปัจจุบันกว่า 3,300,000 ก๊อบปี้ทั่วโลก ไม่นับขาแจมที่โหลดอัลบั้มเจ้าแม่ไซเบอร์คนนี้ไปฟัง...ก่อนจะปวารณาตัวเป็นสาวกตัวจริง ชื่อของ Lily Allen กลายเป็นศิลปินระดับ Top ของต้นสังกัดไปในที่สุด
>> แม้สาวจากลอนดอนคนนี้ จะเป็นลูกสาวของโปรดิวเซอร์หนัง มีคุณป๋าเป็นถึงนักแสดง/นักดนตรีนาม Keith Allen แต่ชีวิตในวัยพรีทีนก่อนจะมาเป็น Lily Allen ที่ทั่วโลกรู้จักในวันนี้ เจ้าหล่อนผ่านการย้ายโรงเรียนมาแล้วถึง 13 ครั้งก่อนที่จะเลิกเรียนกลางคัน หันมาค้นพบตัวเอง ถามตัวเองว่าเธออยากเป็นนักร้องแค่ไหน อายุ 15 เธอก็แต่งเพลงได้แล้ว ปีต่อมาเธอก็ก้าวเข้าสู่สังกัดวอร์เนอร์ถือสัญญาในมือเมื่อปี 2002 แต่ขอโทษ คุณเธอออกจะก๋ากั่น มาให้ทำเพลงอิงแนวโฟลค์...ลี่รับไม่ได้ค่ะ ยิ่งฝีไม้ลายมือด้านการแต่งเพลงที่เรียกความมั่นใจเพิ่มขึ้นเป็นแรงผลักดันด้วยแล้ว 2 ปีต่อมา Lily Allen เข้าสู่สังกัด Regal ลูกหม้อของ Parlophone อีกที แต่กระบวนการทำเพลงทุกขั้นตอนทุกก้าวกระโดด...มีเพลงอยู่ในมือก็แล้ว ยังแจ้งเกิดได้เสนอหน้าไปไม่ถึงไหน เธอเลยเอาเดโมของตัวเองที่ทำไว้ ไปโพสต์ที่มายสเปซ ขณะเดียวกับชื่อเสียงเครดิตที่ได้มาจากการร้องเพลงโชว์ตามคลับ ก็ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น “Smile” งานเพลงแรกฝีมือเจ้าตัว ก็เกิดไปโดน เข้าหู Mark Ronson ที่ลงทุนชักชวนให้บินไปร่วมทำเพลงด้วยกันที่นิวยอร์ก และก็ได้เพลงอย่าง “Littlelest Things” ตามมา โดยมี Mark Ronson และ Greg Kurstin โปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันอีกคนที่เข้ามาดูแล จนออกมาเป็นอัลบั้มแรกที่ชื่อ Alright Still ที่ผลจากมายเสปซแท้ๆ พาให้อัลบั้มนี้ ส่งตัวเองข้ามไปเข้า Top 20 ฝั่งอเมริกากะเขาด้วย ได้เข้าชิง Brit Awards ในปีนั้นถึง 5 สาขาด้วยกัน
>> ท่ามกลางข่าวฉาว ชีวิตที่ขึ้นมาเป็นคนดังต้องรับมือกับพวกปาปาฯ มีภาพสะลึมสะลือออกจากคลับเป็นว่าเล่น กลางปี 2007 Lily เขียนในบล็อกมายเสปซว่า ตัวเองเธอนั้น …"อ้วน, น่าเกลียด, น่าสมเพชซะยิ่งกว่า (Amy) Winehouse"… เธอเคยให้สัมภาษณ์ และสารภาพว่า สมัยวัยรุ่นอายุแค่ 14 เธอเคยใช้ยาอี เล่นโคเคน สิงหาปี 2008 เธอบอกกับนักข่าวว่า ..."ฉันไม่ได้พูดว่าจะไม่กลับไปใช้ยาอีก ฉันแค่รู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่คนดีแน่ๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีมันอยู่ "..
>> นอกจากจะดื่มจัดแล้ว เรื่องบุหรี่ก็พอๆ กัน Lily เพิ่งมาเลิกมันก่อนที่จะรู้ตัวว่าท้องตอนที่เดทกับ Ed Simons แห่ง Chemical Brothers ตั้งแต่ช่วงกันยา 2007- ต้นปี 2008 เมื่อมีข่าวว่าเธอแท้ง ตามมาด้วยอัลบั้มที่จำต้องเลื่อนจากเดิมที่จะมีกำหนดออกในปี 2008 ไม่ใช่ต้นปี 2009 ทั้งคู่ก็แยกทางกันไม่นานหลังจากที่ Lily แท้ง ส่งผลให้สาวซ่าส์ของเรา ทำตัวเป็นฟรีเซ็นเตอร์เนเจอร์กิฟอยู่พักใหญ่ให้แฟนๆ ได้ส่ายหน้า ปลายปี 2008 Lily หยุดดื่มตามคำแนะนำนำของนักบำบัดที่ต้นสังกัดส่งมากำราบศิลปินสาวอนาคตซูเปอร์สตาร์คนนี้อย่างจริงจัง และด้วยเหตุผล …"ชั้นโคตรจะเบื่อและเซ็งกับไอ้พวกที่มันหาว่าฉันเมาอยู่ได้ตลอดเวลา "... Lily ยอมเชื่อฟัง ฝืนตัวเองอยู่ได้ไม่นาน ทันทีที่อัลบั้ม “It’s Not Me, It’s You” วางขายพร้อมกับหุ่นที่เฟิร์มเข้าที่ แม่สาวแสบซ่าส์หน้าหวาน Lily Allen คนนี้ ก็กลับมาดื่มอีกครั้ง แน่ล่ะมันต้องรวมถึงช่วงที่เธอเริ่มทัวร์ด้วย
>> It's Not Me, It's You วางขายที่อังกฤษไปเมื่อ 9 กุมภา 2009 และที่อเมริกาในวันถัดมา เปิดตัวที่อันดับ #1 UK. เช่นเดียวกับซิงเกิ้ลแรก ‘’The Fear’’ โดยที่ US. นั้นเปิดตัวที่อันดับ #5 ทันทีที่หยิบ 2 เพลงตัวอย่างไปโพสต์ไว้ที่ MySpace พลางออกตัวว่าอัลบั้มนี้ เธอจะมาพร้อมทิศทางดนตรีแบบใหม่ ครั้งที่แล้วยึดแนวย้อนยุคเรโทร มาถึงยุคนี้ ใครๆ ก็ตามก้นเธอไปซะหมด และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ Lily Allen ไม่เลือกที่จะร่วมงานกับเจ้าเก่าอย่าง Mark Ronson ที่เคยเวิร์คด้วยกันมาแล้ว แต่ดึง Greg Kurstin โปรดิวเซอร์ที่ร่วมงานกันในชุดที่แล้วถึง 3 เพลง (รวมถึงเคยทำเพลงให้ The Bird And The Bee)มาเช่าสตูดิโอในแอลเอ ทำเพลงแต่งเพลงตามติดทุกกระบวนการด้วยกัน เริ่มต้นลงมือในปี 2007 โดย Lily นั้นเขียนเพลงไปพร้อมๆ กับเปียโนที่ Kurstin เล่น ซึ่งแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาตรงที่ เมื่อเพลงเสร็จสมบูรณ์แล้ว Lily คือคนจัดการเนื้อร้องที่เหลือ
>> The Fear ซิงเกิ้ลแรกในแนวอิเลคโทรป็อป และเนื้อหาของอัลบั้มที่ข้องเกี่ยวกับช่วงชีวิตที่ผ่านมา มุมมองโลกที่โตขึ้นตามวัยของสาวคนนี้ ชีวิตเธอ เรียกได้ว่ามีครบทุกรส ทั้ง เผ็ด หวาน เปรี้ยว และ ขม แต่ถึงกระนั้น Lily Allen ก็ยังเป็นแรงบันดาลใจและเป็นไอดอลของสาวๆ อีกหลายคน รวมถึงความหวังของคนดนตรี โลกไซเบอร์ ที่ไม่ได้จำกัดว่าต้องขึ้นอยู่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่เท่านั้น
http://www.lilyallenmusic.com/lily
มาแล้วจ้า FF>> Awards 2008 ที่มาจากการโหวตทั้งในส่วนของ FF>>Staffs และที่สำคัญคือสมาชิกชาว FF>> www.forwardmag.com
ขาประจำทุกคน ที่ปีนี้มีส่วนร่วมกันตั้งแต่เสนอชื่อเข้าชิงทีเดียว
ทำให้ผลที่ออกมานั้นตรงใจชาวบอร์ดมากถึงมากที่สุดแบบเว่อร์ซะไม่มี
ยกแม่บริทคะแนนนำลิ่ว
เหมามาแทบจะทุกสาขา ปีนี้เป็นที่ 8 แล้วจ้า
ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่สละเวลาโหวตกันมา สาขาหนังไม่มี เพราะพี่ VJ งานล้นมือ
ปีนี้เราเพิ่มรางวัลตัวแม่ของบอร์ด
และสมาชิกขวัญใจชาวบอร์ด
มาด้วย
รางวัลไม่มี มีแต่เสียงปรบมือ
และความภาคภูมิใจ
ของพวกเราชาวบอร์ดที่โหวตกันมาจ้า
....มาเริ่มกันเลยที่>>>>
>> Best Female Solo Artist
1. Leona Lewis
2. Britney Spears
3. Beyonce’
4. Mariah Carey
5. Rihanna
>> Best Male Solo Artist
1. Jason Mraz
2. David Archuleta
3. Kanye West
4. Chris Brown
5. Ne-Yo
>> Poppular FF>> Female Artist
1. Britney Spears
2. Leona Lewis
3. Mariah Carey
4. Beyonce
5.Christina Aguirela
>> Best New Artist
1. Leona Lewis
2. Lady Gaga
3. Katy Perry
4. Duffy
5. David Archuleta
>> Favorite Band
1. Coldplay
2. The Pussycat Dolls
3. Girls Aloud
4. Maroon 5
5. OneRepublic
>> Favorite Album
1. Britney Spears – Circus
2. Leona Lewis - Spirit
3. Mariah - E=mc2
4. Jason Mraz - We sing, We Dance, We Steal Things
5. Coldplay - Viva La Vida
>> Single of The Years
1. Bleeding Love - Leona Lewis
2. Womanizer - Britney Spears
3. I'm Yours - Jason Mraz
4. 4 Minutes - Madonna Feat. Justin Timberlake
5. Viva La Vida - Coldplay
>> Loser Of The Year
1. Kevin Federline
2. Janet Jackson
3. Hilary Duff
4. Jessica Simpson
5. Westlife
>> Ugly Awards
1. Amy Winehouse
2. Perez Hilton
3. 50 cent
4. Kelly Osbourne
5. Chris Coker
>> Sexy Awards
1. Britney Spears
2. Beyonce
3. Zac Efron
4. พระเอกเอ็มวี Womanizer
5. Nicole Scherzinger
>> Fashion Icon of The Year
1. Victoria Beckham
2. Rihanna
3. Lindsay Lohan
4. Lady Gaga
5. Gwen Stefani
>> Idol FF>> รุ่นๆ ขวัญใจชาวบอร์ด
1. Britney Spears
2. Leona Lewis
3. David Archuleta
4. Christina Aguilera
5. Rihanna
>> Mom & Baby of the year
1. Britney & Sean & Jayden
2. Kathy & Suri
3. Angelina and all of her children
4. Christina & Max
5. Victoria Beckham & 3 Kids
>> Gay Icon Awards
1. Britney Spears
2. Madonna
3. Kylie Minogue
4. Mariah Carey
5. Beyonce
>> Concert ที่รอคอยปี 2009
1. Britney Spears
2. Madonna
3. Leona Lewis
4. The Pussycat Dolls
5. Jason Mraz
>> Favourite Radio Award
1. 102.5 Get
2. 107 Met
3. เล่น Last. FM ดีกว่า
4. 105.5 Eazy FM
5. 94 EFM
>>>>>> รางวัลของชาวบอร์ด
(รางวัลนี้คะแนนรวมจากสมาชิกด้วยกันเท่านั้น สตาฟไม่โหวตจ้า)
>> ตัวแม่แห่งบอร์ด FF>>
1. มาดามจ๊อกกาโล่
2. นาโอ
3. แม่อีบิดหนี.
4. ผู้ดูแลหอ
5.Disney Boy
>> สมาชิกขวัญใจชาวบอร์ด FF >>
1. Disney Boy
2. ผู้ดูแลหอ
3. นาโอ
4. ป้าเจนนี่คิ้ม
5. =[B]luEDoGu[T]=

Take That
>> บอยแบนด์รุ่นเดอะแห่งเกาะอังกฤษของยุค 90’s จากเมืองแมนเชสเตอร์ เจ้าของยอดขาย 30 ล้านแผ่นเฉพาะช่วงปี 1991-1996 และนี่คือสุดยอดแห่งวงบอยแบนด์ที่ BBC ให้เครดิตพวกเค้าว่า “บอยแบนด์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาะอังกฤษนับตั้งแต่ The Beatles เป็นต้นมา“ เคยได้รับเกียรตินี้ ประกอบไปด้วยสมาชิกที่ว่ากันว่าเป็นชายแท้ทั้งวง (ไม่นับ Robbie Williams แม้จะเคยมีแฟนเป็นหญิง แต่พฤติกรรมก็ยังเข้าข่ายน่าสงสัยใช่ปะ) นำทีมโดยเจ้าของเสียงร้องเมนหลักอัลบั้มยุคแรกๆ น้อยมากที่คนอื่นจะได้เสนอหน้าร้องอย่าง Gary Barlow, Howard Donald, Jason Orange และและอดีตหนุ่มหน้าละอ่อนของวงออกเดี่ยวปุ๊ปหน้าพี่แกก็เหี่ยวปั๊บ Mark Owen หลังจากที่ 4 สมาชิกแยกวงไปในปี 1996 และกลับมารียูเนี่ยนในรอบ 10 ปี ออกอัลบั้มพร้อมทัวร์อีกครั้งในปี 2006 โดยไม่มี Robbie Williams ซึ่งถ้าไม่ยกเอาสถิติและตัวเลขสวยๆ ในชาร์ต ก็แทบจะไม่มีใครเชื่อว่า Take That กลับมาครั้งนี้จะยิ่งใหญ่กว่าเดิม สามารถออกอัลบั้มต่อเนื่องตามมาได้อีก 1 เป็น 2 กับอัลบั้มล่าสุดลำดับที่ 5 ของพวกเขาที่ชื่อว่า The Circus

>> ซิงเกิ้ล แรก "Greatest Day" กลายอันดับ #1UK. เพลงที่ 11 ของน้าๆ Take That ที่เจ๋งซะขนาดเปิดตัวด้วยยอดขายอันดับ #1UK. เฉือนเอาชนะ Circus อัลบั้มชื่อก็เหมือน ธีมก็คล้าย อัลบั้มล่าสุดของสาว Britney Spears ที่เหล่าอาเฮีย TT ขอชี้แจงไว้เลยว่า ไม่ได้ตั้งใจก็อบปี้ ลองดี ท้าแข่ง อะไรทั้งนั้น แฟนคลับแม่บริทโปรดอย่าได้มากัด ก็ในเมื่อของมันถ่ายปกอัลบั้มกันไปแล้ว (น่ากลัวมาก เหี่ยวแห้งกันถ้วนหน้า)อาร์ตก็วางไว้หมดแล้ว วันวางแผงก็กำหนดแล้ว ไอ้ที่คิดอยากจะเปลี่ยน สรุปมันเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ นะขอรับ แต่ยอดขายก็ชนะไปแล้ว 555 ไม่ว่ากัน เอาเป็นว่ามาว่ากันถึงสถิติหลังรียูเนี่ยนที่ Take That ได้มาเพิ่ม ซึ่งก็คือ อันดับ #1UK. เพิ่มอีก 3 เพลง รวมเป็น 11 จาก "Patience" , "Shine" , "Greatest Day" พร้อมอีก 1 ซาวน์แทร็คที่กลายเป็นเพลงฮิตอย่าง "Rule The World" (#2UK.) ที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับวงการเพลงฝั่งอังกฤษ แน่นอนว่าสถิติที่เกิดขึ้นแบบนี้ ไม่ได้มีบอยแบนด์วงไหนที่จะสร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จเช่นนี้กันง่ายๆ แต่ Take That ก็ทำได้ ที่แน่ๆ ตา Robbie Williams มีเหล่แน่นอน เพราะขานั้นก็ลาร้างห่างวงการเพลง ทิ้งท้ายไว้ที่อัลบั้ม Rudebox ปี 2006 แบบชนิดที่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ จนถึงขั้นมีข่าวออกมาว่า ตา Rob น่าจะใจอ่อน ยอมทำใจกับมารียูเนี่ยนกันครบทีมซะที ไม่ทัวร์รอบใดก็รอบหนึ่งเซอร์ไพรส์ให้กับแฟนๆ
>> อัลบั้ม Circus ยังมาพร้อมกับทัวร์คอนเสิร์ต “Take That presents The Circus Live” 2009 ซึ่งถ้าไม่ฝันหวังสูงเกินไป เชื่อแน่ว่าคอเพลงพ็อพคลั่งบอยแบนด์ปลายยุค 90’s บ้านเรา น่าจะลุ้นอยากดูคอนเสิร์ตของพวกเค้ากันอีกสักรอบหลังจากที่ 4 หนุ่มสมัยไม่มี Robbie เคยมาเปิดคอนเสิร์ตที่บ้านเรากันไปแล้วที่อินดอร์หัวหมาก แต่ขอโทษคนดูน้อยมาก จะกล้ามาอีกหรือเปล่าไม่รู้แฮะ แต่ว่ากันว่าทัวร์ครั้งนี้ของ Take That ก็ได้สร้างสถิติเป็นทัวร์ที่ขายตั๋วได้ดีที่สุดใน UK. เท่าที่เคยมีมา คือวันเดียว ขายได้ 6 แสนใบ ใน 5 ชั่วโมง ลบสถิติเดิมที่ Michael Jackson ทำไว้กับ Bad World Tour เมื่อครั้งปี 1987
Brit Award 2009 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภานี้ Take That มีชื่อเข้าชิงสาขา "Best Group" และเป็น 1 ในศิลปินที่จะขึ้นแสดงในงาน ซิงเกิ้ลที่ 2 ของ 'The Circus' กำหนดไว้แล้ว นั่นก็คือ 'Up All Night' 2 มีนาที่จะถึงนี้
Take That UK No. 1 Singles
Pray (July 1993)
Relight My Fire (October 1993)
Babe (December 1993)
Everything Changes (April 1994)
Sure (October 1994)
Back for Good (April 1995)
Never Forget (August 1995)
How Deep is your Love (March 1996)
Patience (December 2006)
Shine (March 2007)
Greatest Day (December 2008)














hi read more
on ระวังจะตกหลุมรักหนุ่มคนนี้ David Archuleta